กปร.ตามรอยโครงการพระราชดำริ ศึกษาวิถีชีวิตการทำนาข้าวเม่า

กปร.ตามรอยโครงการพระราชดำริ ศึกษาวิถีชีวิตการทำนาข้าวเม่า
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

สำนักงาน กปร.ตามรอยโครงการพระราชดำริ ในพื้นที่อีสาน ร่วมศึกษาวิถีชีวิตการทำนาข้าวเม่าของชาวนครพนม

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) จัดกิจกรรม "สื่อศิลปิน รินน้ำใจ เพื่อในหลวง" ตามรอยโครงการพระราชดำริโครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพื้นที่ภาคอีสาน พร้อมพาไปศึกษา วิถีชีวิตการทำนาข้าวเม่าของชาว บ้านแก่งโพธิ์ จ.นครพนม

เมื่้อคณะเดินทางมาถึง ชาวบ้านแก่งโพธิ์เตรียมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนที่จะเริ่มทำกิจกรรมด้วยการเยี่ยมชม โครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริก่อสร้างขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณสองฝั่งลำน้ำ ได้แก่ ลำน้ำพุงอยู่บนเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร และ ลำน้ำบัง ซึ่งไหลลงมาบรรจบกับลำน้ำก่ำที่ อ.นาแก จ.นครพนม ในฤดูฝนเกิดน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกของชาวบ้าน และส่วนในฤดูแล้งกลับขาดแคลนน้ำทำการเกษตร รวมทั้งอุปโภคบริโภค ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังจากโครงการเสร็จสิ้นชาวบ้านสามารถทำการเพาะปลูกได้ดีขึ้น
โดย นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการ กปร. กล่าวถึงกิจกรรมในครั้งนี้ว่า

"กิจกรรมโครงการ สื่อศิลปิน รินน้ำใจ เพื่อในหลวงจัดตั้งมาตั้งแต่ ปี 2537 ซึ่งเราจะเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริตามจังหวัดต่างๆ เพื่อศึกษาและเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่นั้นๆ หลังจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ชาวบ้านเหล่านี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไรบ้าง อย่างที่ทางคณะได้เดินทางมายังโครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครพนม เราเห็นได้ชัดว่าชาวบ้านที่นี่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชาวบ้านสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ และเรียนรู้ที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับพืชผลของตัวเอง อาทิ การทำนาข้าวเม่าจนสามารถเป็นสินค้าโอทอปที่ได้รับความนิยมในทุกวันนี้ แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริง และยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชนอื่นๆ ในการนำไปใช้เป็นแบบอย่างที่ดีได้อีกด้วย "

โดยชาวบ้านที่นี่มีอาชีพหลักในการทำนาข้าวเม่า ซึ่งข้าวที่นิยมปลูกเพื่อทำข้าวเม่าคือ ข้าวอีลาว เป็น พันธุ์ข้าวเหนียวซึ่งใช้เวลาปลูกและเติบโตเพียง 3 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ และได้ราคาสูงกว่าการทำนาข้าวปกติ ซึ่งขณะนี้กลายเป็นสินค้าโอทอปขึ้นชื่อของบ้านแก่งโพธิ์

งานนี้ชาวบ้านร่วมสาธิตการลงดำนาข้าวเม่าอย่างทะมัดทะแมน แถมยังแอบบอกเคล็ดลับความอร่อยว่าจะกินข้าวเม่าให้อร่อยต้องตำให้ดี ตำรอบแรกเพื่อกะเทาะเปลือก ตำรอบที่ 2 ให้ใส่ใบลูกเดือยหรือใบอ้อยจะทำให้ข้าวมีสีสันและมีกลิ่นหอม ไม่เพียงแต่การทำนาข้าวเม่าเท่านั้น ที่นี่ชาวบ้านยังน้อมนำเอาแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้ในการดำรงชีวิต ด้วยการปลูกพืชผักไว้รับประทานเอง และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า

จากนั้นเดินทางไปยังโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของ ชาวบ้าน ตัวอย่างห้วยไผ่ ที่ยังใช้ชีวิตแบบสมถะ ยึดแนวพระราชดำริมาในการทำการเกษตร ปลูกพืชไร่ไว้ค้า ปลูกพืชสวนครัวไว้กิน และชมวิธีการสาธิตการทอผ้าไหมของชาวบ้านห้วยไผ่ ที่ทอผ้าไหมไว้ใช้เอง นอกจากนี้มีการรวมกลุ่มสหกรณ์เพื่อรวบรวมผลผลิตไปขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับสมาชิก และรู้จักอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน หลังจากเยี่ยมชมโครงการจนทั่วพื้นที่แล้ว ก็ถึงเวลาที่เหล่าศิลปิน ดารา พร้อมด้วยชาวบ้านร่วมกันทำกิจกรรมที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการร่วมกันขับร้องเพลง "ของขวัญจากก้อนดิน" , เพลง "ต้นไม้ของพ่อ" และเพลง "อยู่อย่างพอเพียง" ก่อนเดินทางกลับ

โครงการตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงสอนให้ชาวบ้านเลี้ยงปลา แทนการนำปลามาพระราชทาน กำลังเกิดผลอย่างยังยืนกับชาวบ้านที่บ้านแก่งโพธิ์ จ.นครพนม