ฉลอง 100 ปีวันสตรีสากล
เนื่องในวาระสำคัญ 1 ศตวรรษ วันสตรีสากล ในวันที่ 8 มี.ค. 2553 สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกับ 8 องค์กรภาคี จัดงานเฉลิมฉลองด้วยการเชิญผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ เอกอัครราชทูตหญิงประจำประเทศไทย, ส.ส. หญิงไทย ตลอดจนตัวแทนหญิงไทยจากองค์การ ระหว่างประเทศร่วมเสวนาในหัวข้อ สิทธิเสมอภาค เป็นปัจจัยให้โลกก้าวหน้า เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้สิทธิโอกาสเสมอภาคระหว่างหญิงชาย โดยมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของสตรีและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสตรี ณ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท
ในงานเฉลิมฉลองได้รับเกียรติจาก ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภริยานายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ยังนำข้อคิดส่วนตัวที่มีต่อสตรีว่า ผู้หญิงจะถือว่าตนเองประสบความสำเร็จก็ ต่อเมื่อเธอประสบความสำเร็จทั้งในชีวิต อาชีพและครอบครัว ไปติดแสดงจุดยืนบนบอร์ด อะ เซ็นจูรี่ ออฟ วีเมนส์ วอยเซส ตลอดจน นางจินตนา ภิรมย์ ภริยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสภาสตรีฯ ได้ร่วมแสดงข้อคิดต่อสตรีบนบอร์ดด้วยเช่นกัน
ดร.พิมพ์เพ็ญ กล่าวเปิดงานความว่า แม้คำว่า ความเสมอภาคทางเพศ ได้รับการอ้างถึงในนโยบายในประเทศและระหว่างประเทศบ่อยครั้ง หรือมีการกล่าวถึงในการเจรจาต่าง ๆ แต่มีอีกหลายคนที่ยั่เข้าใจความหมายที่แท้จริง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าความเสมอภาคทางเพศมิใช่เรื่องที่เกี่ยวกับสตรีเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงการส่งเสริมให้สตรีและบุรุษมีความเสมอภาค เราก็กำลังส่งเสริมการสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นถึงความแตกต่างระหว่างสตรีและบุรุษ อันจะนำมาซึ่งการให้การสนับสนุน อย่างเหมาะสม แม้ว่าอาจไม่เหมือนกันทุกครั้งเสมอไป แต่สำคัญที่สุดสตรีและบุรุษต้องได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน สตรีทุกคนต้องรู้จักดูแล เคารพและเชื่อมั่นตนเอง และใช้โอกาสต่าง ๆ เพื่อทำให้ชีวิตของสตรีดีขึ้นและสร้างความแตกต่างจากสมัยก่อน
บุรุษและสตรีดำรงชีวิตอย่างพึ่งพาอาศัยกัน ทุกคนควรมีความรับผิดชอบในส่วนของตน หากประสงค์ให้ความเสมอภาคทางเพศก้าวหน้า ภาครัฐและเอกชน องค์กรเอกชนและภาคประชาสังคมควรช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อหาแนวทางในการพัฒนานโยบาย ที่ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศต่อไป อาทิ การระบุอุปสรรคต่าง ๆ และพยายามลดช่องว่างที่มีอยู่ ทั้งในระดับชาติ, จังหวัดและชุมชน นอกจากนี้ ควรเพิ่มความใส่ใจมากขึ้นในการเก็บข้อมูลสถิติแยกระหว่างสตรีและบุรุษ ให้ตำแหน่งในระดับบริหารแก่เพศหญิงมากขึ้น และเปลี่ยนทรรศนะต่อเพศหญิง ที่สำคัญกว่านั้นคือ การนำนโยบายเหล่านี้ไปดำเนินการอย่างมีประสิทธิผลและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง
ด้านเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ฯพณฯ เมอเรทเทอ เฟลด์ แบรท์เทสเทด ร่วมแนวกลยุทธ์ของนอร์เวย์ในการเพิ่มสิทธิโอกาสให้หญิงชายเสมอภาค ในฐานะที่นอร์เวย์คว้าแชมป์อันดับ 1 ของโลกในการลดช่องว่างระหว่างหญิงชายในปี 2551 ว่าต้องมองว่าความเท่าเทียมเป็นสิทธิของมนุษยชน ไม่ใช่แค่สิทธิของผู้หญิง การใช้ทรัพยากรมีค่าที่สุดของแต่ละประเทศคือ คน ถ้าใช้ทรัพยากรนี้คุ้มจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศก้าวหน้า ความก้าวหน้าที่ ประเทศนอร์เวย์ได้รับจากการส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชายนั้นมาจากการที่ผู้นำของประเทศผลักดันเรื่องนี้ แม้เป็นผู้ชายแต่ทุกอย่างที่เป็นการส่งเสริมผู้หญิง มองว่าเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยนโยบายเศรษฐกิจของนอร์เวย์รวมเอานโยบายเรื่องความเสมอภาคเข้าไปด้วย
นอร์เวย์เป็นชาติแรกในโลกที่ออกกฎหมายให้คณะกรรมการในบริษัทที่จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ต้องมีสัดส่วนกรรมการหญิงหรือชายในอัตราร้อยละ 40 ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะมีความสมดุลเกิดขึ้น ความเสี่ยงน้อยกว่า ผลประกอบการดีกว่า บริษัทไหนที่เพิ่มสัดส่วนของผู้หญิงได้จะเพิ่มผลกำไรได้ดีขึ้น ทำให้หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายนี้เช่นกัน เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย กล่าว.
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

