อสส.สั่งไม่ฟ้อง5ผู้ต้องหาขนอาวุธข้ามชาติ

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา พร้อมด้วย นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ กล่าวถึง การสั่งคดี 5 ผู้ต้องหาขนอาวุธสงครามข้ามชาติว่า หลังจาก อัยการสูงสุดพิจารณาสำนวนแล้ว เห็นว่า กรณีกล่าวหา ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ขนอาวุธสงครามผ่านดินแดนประเทศไทย โดยไม่ได้ความว่า อาวุธดังกล่าวจะนำมาใช้ในประเทศไทย แต่ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน เพียงแค่จอดเครื่อง เพื่อแวะเติมน้ำมันเท่านั้น และตามมติของสหประชาชาติ ไม่ได้ระบุให้รัฐดำเนินการใดๆ ต่อลูกเรือ อีกทั้ง ประเทศคาซัคสถานและเบลารุส ทำหนังสือขอตัวผู้ต้องหา กลับไปสอบสวนเอง

อัยการ พิจารณาแล้วเห็นว่า การสั่งฟ้องผู้ต้องหา อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ อีกทั้ง ประเทศไทย ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการฟ้องร้องผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ดังนั้น อัยการ จึงสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ทุกข้อกล่าวหา ส่วนการส่งมอบตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน

ขณะนี้ อัยการ ได้ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอทำหมายปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คนแล้ว ในส่วนของอาวุธสงครามที่ตรวจยึดได้ ซึ่งอยู่กับหน่วยงานที่ตรวจยึดไว้ว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ด้าน นายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ รักษาการผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กล่าวถึงขั้นตอนการปล่อยตัวผู้ต้องหา ที่
ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำว่า หากเป็นผู้ต้องขังชาวไทยและมีหมายปล่อยตัวมา เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบว่า เป็นบุคคล
ตามรายชื่อในหมายปล่อยหรือไม่ แต่หากเป็นผู้ต้องขังชาวต่างชาติ ทางตำรวจสน.ประชาชื่น ซึ่งเป็นผู้ดูแลเรือนจำ
พิเศษกรุงเทพฯ จะเป็นผู้นำตัวผู้ต้องขัง ไปส่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. เพื่อผลักดันออกนอกประเทศต่อไป
แต่กรณีผู้ต้องหาชาวคาซัคสถานและเบรารุต ทั้ง 5 คน ที่ลักลอบขนอาวุธสงคราม ซึ่งในวันนี้ครบกำหนดฝากขัง ใน
ครั้งที่ 5 หากพนักงานสอบสวน ไม่ยื่นคำร้องศาลฝากขังต่อ ก็ต้องปล่อยตัวในวันถัดไป แต่หากมีหมายปล่อยตัวมา
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะดำเนินการส่งตัวไปยัง ตม.

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็นวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จะผู้นำหมายปล่อยมายังเรือนจำ เพื่อปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน
โดยตำรวจกองปราบปราม จะเป็นผู้นำตัวผู้ต้องหาไปส่งยัง ตม.