ซีดีเพลง จนกว่าจะถึงกาลอวสาน

ซีดีเพลง จนกว่าจะถึงกาลอวสาน

ซีดีเพลง จนกว่าจะถึงกาลอวสาน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

โดย : วรุณรัตน์ คัทมาตย์

ว่ากันว่า ดนตรี เป็นภาษาสากลที่สื่อสารกับคนทั้งโลกได้ แต่การส่งผ่านดนตรีสู่คนฟังในวันนี้ กำลังจะเปลี่ยนโฉมไป !

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวเร็วยิ่งกว่าเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเอง ส่งผลต่อวงการเพลงในหลายมิติ ที่น่าตกใจคือยอดขายของแผ่นซีดีเพลงตกลงอย่างน่าเป็นห่วง กูรูในวงการหลายท่านหวั่นว่า จะตายไปจากวงจรของการสร้างสรรค์ผลงานสู่หูผู้ฟัง อันเป็นที่มาของการเสวนาในหัวข้อ The Death of CD ? จัดโดยคณะดุริยางคศาสตร์ ม.ศิลปากร

ซีดี : ตาย-ไม่ตาย?


"จากข้อมูลทุกวันนี้ พบว่าร้านขายซีดีทั่วประเทศลดลง ทุกจังหวัดเหลือแค่ 1 ร้านค้า ถ้าเป็นจังหวัดใหญ่ๆ ที่เป็นหัวเมืองอาจจะ 2 ร้าน ไม่นับ Trend store และ Modern Trade นั่นหมายความว่า 15 ปีที่แล้ว คนที่คุ้นเคยกับแผ่นซีดีมันลดลง ร้านเหล่านั้นได้เปลี่ยนธุรกิจไป CD Format ที่คนยุคหนึ่งคุ้นเคยได้ถูกลดทอนความสำคัญลงไป" ปฎล เจฟฟรีย์ จิระสันติ์ รองกรรมการผู้จัดการ สังกัด Platinum และผู้ดูแลคอนเท็นท์ดนตรี you2play.com ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้น

แม้จะลดลง แต่ปฎลยังเชื่อว่า ที่สุดแล้วร้านขายซีดีไม่ได้ล้มหายตายจาก เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบในการขายซีดีบ้าง เช่น บางร้านเปลี่ยนสภาพไปอยู่ในร้านหนังสือ หรือแม้กระทั่งร้านกาแฟ ส่วนร้านซีดีที่มียอดสูงและอยู่ได้ มักมาจาก Modern Trade อย่าง B2S หรือแมงป่อง แต่สิ่งที่หายไปคือความหลากหลายของเพลง เพราะจะนำเพลงที่เป็น Mass มาวางขาย โดยไม่สนใจกลุ่มเพลงกระแสรอง

"โปรดักท์จากค่ายเพลงอิสระเป็นที่รู้จักน้อย แต่ก็พูดได้ว่าเป็นผลงานเพลงที่ดี ถึงขั้นดีเยี่ยมด้วยซ้ำ แต่สื่อในการโปรโมทเขาไม่มี ในแง่ physical ทำให้การถดถอยของเขาค่อนข้างเยอะ ยิ่งถ้าคนฟังเพลงไม่รู้จักเพลง ไม่รู้จักศิลปิน โดยเฉพาะหน้าใหม่ๆ ยอดขายก็จะไม่มี สินค้าก็ถดถอยไปเรื่อยๆ"

ถามว่าซีดีจะตายไหม ? ปฎลให้ภาพว่า สุดท้ายแล้วซีดีคือ format หนึ่ง ที่มีกลุ่ม segment หนึ่งบริโภคอยู่ เป็นกลุ่มที่ต้องการคุณภาพ ซึ่งชื่นชอบในตัวศิลปินจริงๆ ถ้าดาวน์โหลดจะเป็นในลักษณะของการทดลองฟัง ถ้าชอบก็จะซื้อซีดีของแท้มาฟัง คนกลุ่มนี้มีอยู่จริง แต่มีในสัดส่วนเพียง 20% เท่านั้น

ด้าน ธานี โหมดสง่า บรรณาธิการนิตยสาร GM 2000 เสริมมุมมองในฐานะผู้บริโภคว่า มีนัยยะสำคัญบางอย่างแฝงมาในของโลกดนตรี

"ผมท่องไปในงานแสดงเครื่องเสียงทั่วโลก พบว่าสื่อกลางของเพลงที่ขายตามงานพวกนี้ ไม่ใช่ซีดีเป็นหลัก แต่มีแผ่นเสียงเยอะมาก ประมาณ 80% ซึ่งคนก็หลั่งไหลไปซื้อแผ่นกัน แต่ที่ปกแผ่นเสียงแถมโค้ดให้ดาวน์โหลดเพลงในแผ่นเสียงด้วย นี่คืออะไรบางอย่างที่เริ่มเข้ามา และคำว่า the death of CD เริ่มชัดเจนเมื่อปลายปีที่แล้ว เพราะมีบริษัทที่ผลิตเครื่องเล่นซีดี ชื่อ Linn สก็อตแลนด์ ประกาศว่าจะหยุดการผลิตเครื่องเล่นซีดีต้นปี 2010 เป็นต้นไป จึงเป็นหมุดอันหนึ่งที่ตอกย้ำถึงความเป็นไปได้ว่า มีเดียตัวนี้กำลังกลับลงหลุม"

แต่อีกมุมมองหนึ่ง รณพงศ์ คำนวณทิพย์ ผู้จัดการทั่วไป Universal Music Thailand กลับเห็นว่าซีดีเป็น format ที่ยังไม่ตาย และขายได้ 70% - 80% ของสินค้าเพลงทั้งหมด

"จริงๆ แล้วธุรกิจซีดีไม่ได้แย่ขนาดนั้น ดูได้จากมีคนทวิตเข้ามาหาผมถามว่า 'universal จะออกเนอร์วาน่า อัลบั้ม Bleach ไหม' ตรงนี้ย้ำให้เห็นได้ชัดเจน ถ้าตายคงไม่มีคนมาถามผมว่า อัลบั้มนี้จะออกหรือไม่ออก ในปีที่ผ่านมา universal music เพิ่งปิดบัญชีไป พบว่าโดยรวมยอดขายซีดีไม่ตกทั้งในและต่างประเทศ ยกเว้นอเมริกา"

รณพงศ์อธิบายว่า โดยปกติตลาดเพลงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อาจจะเติบโตบ้าง หรือหดตัวบ้าง ก็มีโอกาสเกิดขึ้นทั้งสองทาง แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การบริหารด้วยว่า แต่ละค่ายจะสามารถปลุกตลาดเพลง หรือทำให้ศิลปินในค่ายเป็นที่รู้จักได้มากน้อยแค่ไหน

"ปี 2008 อุตสาหกรรมเพลงสะพัดอยู่ที่ 6 แสนล้านบาททั่วโลก ลดลง 8% เมืองไทยอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท ไม่ถึง 3% ของตลาดโลก อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมการฟังเพลงบ้านเรายังไม่แข็งแรง ตลาดเพลงจึงเติบโตยาก ซึ่งยังไม่รวมซีดีเถื่อนหรือการดาวน์โหลดที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ปีนี้ สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ คือ ไมเคิล แจกสัน เสียชีวิต โซนี่มิวสิกขายสองเดือนปิดงบเลย ของเราเองก็โตด้วยเหมือนกัน นอกจากผลงานของไมเคิลที่เรามีอยู่บ้าง บวกกับเรามีการ break Artist หรือสร้างให้ศิลปินเป็นที่รู้จัก เป็นการนำตลาดได้ ซึ่งปีนี้เราทำได้ในเมืองไทยอย่าง lady Gaga และ Taylor Swift ก็เป็นที่รู้จัก และได้ platinum ไปเรียบร้อย เพราะฉะนั้น ถ้ามองตลาดจริงๆ มันยังมีโอกาสอยู่ ถ้าเกิดเรารู้จักที่จะฟังเพลง รู้จักศิลปิน รู้จักผลงานที่มากขึ้น โอกาสที่จะเติบโตมีแน่นอน"

เน้นเนื้อหา ไม่ใช่ Format


อนาคตซีดีจะอยู่หรือไป อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้วันนี้อุตสาหกรรมเพลงยังเดินหน้าต่อไปได้ คือวัฒนธรรมการฟังดนตรี การสร้างเนื้อหาในดนตรี และการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีดีๆ

ปีเตอร์ กัน นักวิชาการสาย Entertainment Management เปิดมุมมองอีกด้านว่า ซีดียังไม่ตายเพราะว่ามี segment หนึ่งที่จะเสพซีดีอยู่เสมอ แต่ผู้ผลิตในวงการนี้ควรให้ความสำคัญแก่การอยู่รอดของเพลง มากกว่ารูปแบบในการนำส่งเพลงสู่ผู้ฟัง

"ช่างหัวมันเถอะ ซีดีจะอยู่ไม่อยู่ แต่เพลงจะอยู่ไม่อยู่ นั่นสำคัญกว่า เราน่าจะมาพูดกันมากกว่าว่าเพลงระดับที่คนต้องการมันอยู่ในระดับไหน เทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ต่อไปคอมพิวเตอร์จะทำงานแทนมนุษย์ได้ 100% ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ เมื่อถึงเวลามันจะพัฒนาไปของมันเอง สำคัญว่าเมื่อเครื่องมือมาแล้ว เราอยากเป็นเจ้านายมัน หรือทาสมัน ถ้าเราอยากเป็นเจ้านายมัน เราต้องเก่งกว่ามัน สิ่งที่เครื่องมือทำไม่ได้ คือมันคิดปรัชญาไม่ได้ มันคิดดนตรีไม่ได้ มันสร้างความลึกของมิตินี้ไม่ได้"

ปีเตอร์มองว่า "สื่อ" เป็นฟันเฟืองอีกตัวหนึ่งที่ขับเคลื่อนหรือหยุดการพัฒนาของวงการเพลงได้ บางครั้งสื่อก็ตกเป็นเครื่องมือของผู้ที่มีอำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์จากวง การเพลง เราทุกคนจึงควรหันมาดูว่า อะไรคือความสำคัญของดนตรี คุณค่าของดนตรีอยู่ไปตลอดได้หรือไม่ หากทำได้วงการเพลงก็อยู่รอด ไม่ว่าจะถูกส่งต่อด้วยลักษณะใดก็ตาม

"เท่าที่ดู มองว่ายากครับ ไม่ไหว เพราะนักแต่งเพลงบางคนยังคิดว่า แล้วเราจะขายได้มั้ย ถ้าตราบใดคนสร้างงานบอกว่างานจะขายได้ไหม ก็คือกลัวที่จะสร้างงาน แล้วมันจะไม่เกิด Inner ขึ้นมา การสร้างดนตรี มันคือ Innovation แล้วเรามี Inner หรือ motion ของเราแค่ไหน ปัญหาคือจะทำยังไงให้อุตสาหกรรมดนตรีไทยอยู่ต่อไป ถ้าเพลงไม่ได้ถูกพัฒนา หรือปรัชญาเพลงไม่ได้ถูกสร้างสรรค์ ตรงนั้นอันตรายกว่า"

"เนื้อหาหรือปรัญชาเป็นเรื่องสำคัญ เมืองทุกเมืองในอเมริกามีวงซิมโฟนีของเมือง มีวงออร์เคสตราของเมือง มีคอนเสิร์ตฮอลล์ของเมือง เราไม่ต้องมองไกล ตอนนี้มาเลเซียมีคอนเสิร์ตฮอลล์เป็นของตัวเอง วันนี้เรามีวงออร์เคสตราดีๆ ในเมืองไทยกี่วงแล้วล่ะครับ ก็ 3-4 วง แล้วมันถูกพัฒนาไปแค่ไหน ให้มหิดลวิ่งอยู่คนเดียวก็เหนื่อย ให้ศิลปากรวิ่งอยู่คนเดียวก็เหนื่อย แต่ราชการมีงบพัฒนา ทำไมไม่เอามาพัฒนาตรงนี้บ้าง เพื่อเปิดเวทีให้คนได้พัฒนาอีคิว ไม่ใช่มุ่งแต่เฉพาะไอคิว"

ดนตรีแปลงโฉม


ปรากฏการณ์ เหล่านี้เป็นดัชนีชี้วัดได้ว่า ช่องทางส่งต่อเสียงเพลงผ่านเคเบิลใยแก้วนำแสง จะเป็นอีกความหวังหนึ่งของวงการเพลง หากซีดีถูกลดบทบาทลง และการฟังเพลงของโลกไร้พรมแดน(ในราคาถูก)กำลังจะมาแทนที่ แม้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของกฎหมายและความเร็วของสัญญาณอินเตอร์เนตก็ตาม

ณรงค์ ปรางค์เจริญ นักประพันธ์ดนตรีมือรางวัล ศิลปินรางวัลศิลปาธร ปี 2551 มองว่ายิ่งอยู่ในวงการเพลง เขายิ่งมองเห็นการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรูปแบบการฟังเพลงของคนเราที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

"คนไม่คิดที่จะหยุดฟังเพลง คนฟังเพลงมากขึ้นด้วยซ้ำ แต่เป็นไปในรูปแบบอื่น มันเป็น Individual Listening เด็กส่วนมากฟังไอพอด แม้จะโหลดฟรีมา แต่เขาก็ไม่ชอบที่จะอยู่เงียบๆ เด็กสมัยนี้ถูกเทคโนโลยีปลูกฝังให้ทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน ทำอะไรเร็วได้ อย่างอ่านหนังสือก็ต้องเปิดเพลง หรือเปิดทีวีไปด้วย"

ในฐานะนักประพันธ์ดนตรี ณรงค์มองว่า การฟังเพลงยังคงอยู่ได้ เพียงแต่คนไม่ฟังเพลงในรูปแบบเดิมๆ อย่างการฟังเพลงที่คอนเสิร์ตฮอลล์ หรือการไปชมโอเปร่า แล้วเปลี่ยนมาฟังเครื่องเสียงที่บ้าน ซึ่งมีคุณภาพสูงเทียบเท่ากับที่ดูในฮอลล์ เพียงแต่นักแต่งเพลงก็ต้องปรับตัวว่า คนฟังเพลงหันไปโหลดเพลงมาฟัง แทนที่จะไปฟังจากการโชว์ผลงานสดของศิลปิน

"จากประสบการณ์ของผมเอง ผมมีซีดีออกมา 2แผ่น ผมเห็นแล้วผมก็รู้สึกเศร้าใจอย่างหนึ่งว่า คุณซื้อแผ่นซีดีก็ได้ หรือไปที่ ITunes Store ไปดาวน์โหลดก็ได้ ซึ่งราคาถูกกว่า ผมเลยรู้สึกว่าถ้าโหลดถูกกว่า แล้วใครจะยอมซื้อแผ่น โดยเฉพาะแผ่นผมไม่มีขายในเมืองไทย ทำให้คนที่จะซื้อแผ่นยิ่งน้อยลง เพราะเราไม่มีตัวซีดีจริงๆ ในไทย ก็ต้องอาศัยดาวน์โหลดผ่านเว็บ ซึ่งผมยอมรับว่ามันก็ช่วยได้"

"ทุกวันนี้ การขายแผ่นของผม ขายโดยการตั้งบูธ หลังคอนเสิร์ตจบ คือเป็นบูธที่เราไปแจกลายเซนต์ด้วย ใครชอบงานเราก็จะซื้อพร้อมๆ กับให้เราเซ็นต์ให้ ดังนั้น ผมว่าซีดีได้กลายเป็นลักษณะของสะสม หรือของที่ระลึกมากกว่า ถ้าคนฟังได้เจอตัวศิลปินจริงๆ ก็ยังจะมีการซื้อซีดีอยู่ ในที่สุดสิ่งเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่มีค่าในเวลาต่อมา อย่างตัวผมเองก็สะสมซีดีที่มีลายเซ็นต์ composers อยู่หลายชิ้น จริงๆ ซีดีมันจะยังคงอยู่ได้ เพียงแต่รูปแบบการขายมันเปลี่ยนไป หรือ value ของซีดีมันก็เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เครื่องมือในการ Entertain แล้วในตอนนี้ แต่มันอาจจะเป็นของสะสมที่มีคุณค่าชิ้นหนึ่งก็ได้"

ด้านปฎลแสดงความเห็นด้วยและเพิ่มเติมว่า อนาคตการส่งต่อหรือซื้อขายเพลง อาจจะไม่ได้ขายในรูปแบบของซีดี แต่สามารถขายเพลงออนไลน์ได้ และ you2play.com เอง ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่เปิดโลกให้คนที่ชอบฟังเพลงลิขสิทธิ์ เว็บไซต์นี้มาตอบโจทย์ของคนที่อยากซื้อซีดีเพลงที่ชอบมาฟัง แต่ไม่สะดวกที่จะขับรถออกไปซื้อซีดีตามร้านขายซีดีที่ทุกวันนี้น้อยลงไป โดยเปลี่ยนมาซื้อเพลงออนไลน์แบบนี้ได้

รณพงศ์เสริมว่า แม้ตนจะเชื่อว่าซีดียังไม่ตาย แต่ก็ไม่ได้ดื้อดึงว่าจะขายซีดีไปตลอด อนาคตสิ่งเหล่านี้ต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบ อาจจะเป็นการ์ด เป็นธัมบ์ไดร์ฟ อย่างไรก็ตาม ซีดียังเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ มีรูปสวยๆ บนปก ตอบสนองความต้องการของบางคนที่ชอบปก ในอนาคตจึงต้องมีการปรับตัว ปรับแพ็กเกจ ปรับการดีไซน์ที่คนฟังจับต้องได้อย่างมีความสุข

ด้าน ชลธิชา พรหมศิริ กองบรรณาธิการ wake up magazine แสดงความเห็นทิ้งท้ายในทำนองเดียวกันว่า ซีดีคงจะเปลี่ยนรูปแบบ เหมือนเป็นวิวัฒนาการของการส่งต่อบทเพลง จากอย่างเมื่อก่อนมีแผ่นเสียง เทปแคสเซ็ทท์ แล้วก็เป็นซีดี ต่อไปอาจเปลี่ยนเป็นธัมบ์ไดร์ฟก็ได้ และมองว่าคนที่ซื้อซีดีเก็บไว้ฟังก็ยังคงมีอยู่

"ข้อดีของซีดี โอเคว่ามันจับต้องได้อยู่แล้ว มีหน้าปกให้เราได้ดู มีข้อมูลชื่อเพลง ผู้แต่ง นักร้อง แต่ในส่วนที่โหลดมาฟัง มันได้แต่เสียงอย่างเดียว แต่เราไม่รู้ว่านักร้องเป็นใคร ประวัติมายังไง มันก็ข้อดีข้อเสียต่างกัน ซึ่งดิจิตัลออนไลน์ทำให้เราฟังเพลงจากประเทศไหนก็ได้ทั่วโลก ถ้ามันยังคงอยู่ควบคู่กันไปก็คงจะดี"

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล