นักวิชาการ แนะ การเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ต้องให้ของที่มีความหมายและมีประโยชน์

นักวิชาการ แนะ การเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ต้องให้ของที่มีความหมายและมีประโยชน์

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
นักวิชาการ มศว แนะแนะเทศกาลเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ต้องให้ของที่มีความหมาย บอกวิธี...พ่อแม่ อย่าฉาบฉวย ดูความจำเป็น ส่งเสริมสติปัญญาเป็นหลัก ดร.สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ อาจารย์สาขาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ทุกคนตื่นเต้นและดีใจ มีความสุขสนานเป็นเทศกาลที่ทุกคนอยากมอบความรักความปรารถนาดีต่อกันไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่มอบให้เด็กหรือเด็กมอบให้ผู้ใหญ่ ในเมื่อเป็นเทศกาลแห่งการให้ ขอแนะนำว่าไม่ควรจะให้ของขวัญด้วยความฉาบฉวยหรือสักแค่ว่าให้ ไม่ควรเป็นการหยิบจับข้าวของหรือไปซื้อข้าวของแล้วสักแต่ว่าให้กันเพียงแค่นั้น โดยเฉพาะการที่พ่อแม่ที่จะซื้อของขวัญให้ลูก ส่วนใหญ่จะดูว่าลูกชอบอะไรแล้วเลือกให้สิ่งนั้นให้ แท้ที่จริงแล้วไม่เพียงพอ พ่อแม่ควรจะพิจารณาว่าสิ่งที่ลูกๆ หรือเด็กๆ ชอบนั้นมันจำเป็น เหมาะสมกับเด็กๆหรือไม่ ถ้าพ่อแม่จะให้ของขวัญปีใหม่แก่ลูกๆ หรือผู้ใหญ่ให้ของขวัญแก่เด็กๆ ควรดูว่าทำอย่างไรเราจะให้ของขวัญที่แฝงไว้ซึ่งการให้สติปัญญา สิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มสอนและให้เด็กคุ้นชินกับการให้ในลักษณะนี้และเขาจะยอมรับและมีความสุขกับของขวัญที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่มอบให้ สิ่งที่พ่อแม่ควรตระหนักให้มากก็คือ ทำอย่างไรการให้ของพ่อแม่หรือการให้ของผู้ใหญ่ไม่ทำให้ลูกหลานหรือเด็กๆ ติดกับวัตถุและการเปรียบเทียบ เด็กบางคนเมื่อเพื่อนมีของชิ้นนั้นชิ้นนี้ตัวเงก็ต้องมี เด็กเกิดการเปรียบเทียบตลอดเวลา การสอนไม่ให้เด็กเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นนั้น พ่อแม่ต้องสอนให้เด็กๆ รู้จักคิดหลักเหตุผลได้ตั้งแต่เด็กๆ บางครอบครัวสอนลูกให้เห็นว่าอาหารการกินสำคัญกว่าของบางอย่าง เสื้อผ้าบางชิ้นสำคัญหรือไม่ การซื้อเสื้อผ้าไปตามแฟชั่นนั้นมันเหมาะสมหรือไม่ การสอนสิ่งเหล่านี้ต้องสอนตั้งแต่เด็กๆ เริ่มตั้งแต่อนุบาลก็สอนได้แล้ว ทั้งนี้เขาค่อยๆ ซึมซับเมื่อเด็กโตขึ้นเขาจะรู้คุณค่าของเงินและใช้เงินเป็น รู้ว่าอะไรควรซื้ออะไรไม่ควรซื้อ สิ่งสำคัญพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างให้เด็กๆ ด้วย "การสอนเด็กๆ และเยาวชนในยุคเศรษฐกิจรัดตัวเช่นนี้ พ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กทุกคนต้องสอนให้เขาเข้าใจคำว่า 3 ห่วง 2 เงื่อนไขเพื่อให้เด็กรู้จักคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง 3 ห่วงก็คือ ต้องสอนให้เด็กๆ มีภูมิคุ้มกัน รู้จักพอเพียง และรู้เหตุและผล ส่วน 2 เงื่อนไขก็คือต้องมีความรอบรู้และมีคุณธรรม สิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มสอนกันตั้งแต่เด็กๆ และควรจะให้คนไทยทั้งชาติมีแนวคิดเหล่านี้อยู่ในตัวตนคนไทยทุกคนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก การสอนลูกหลานไม่ควรรอให้เด็กถูกสอนโดยครูแต่การสอนเด็กๆให้ความรู้แก่พวกเขานั้นต้องเริ่มที่บ้าน ถ้าพ่อแม่รู้จักสอนลูกให้เข้าใจคำ3 ห่วง2เงื่อนไข กันตั้งแต่เด็กๆ ถึงตอนนี้พ่อแม่จะสบายใจมากในการหาของขวัญปีใหม่ให้ลูกๆ ถึงตอนนี้พ่อแม่ไม่ต้องดิ้นรนหาเงินเยอะ แต่รู้จักหาองขวัญที่มีความหมาย ต้องดูว่าผู้รับเขาต้องการหรือจำเป็นสำหรับเขาหรือไม่ ของขวัญบางชิ้นไม่ว่าจะให้เด็กหรือผู้ใหญ่ก็ต้องดูในเรื่องความหมาย นั่นก็คือมันเกินความจำเป็นของผู้รับ ผู้รับบางคนไม่ได้อยากได้ ไม่ได้ต้องการกลับกลายเป็นขยะที่เขาต้องรีบกำจัดมันออกไป นั่นก็คือเอาไปมอบให้คนอื่นต่อไป การให้ของขวัญโดยการเน้นความหมายนั้นดูได้ในหลายมิติ อาจจะเป็นความซาบซึ้งกินใจ การหาซื้อขวัญขวัญเพื่อให้ผู้รับรู้สึกนึกถึงผู้ให้ตลอดเวลาจึงต้องพิธีพิถัน ดร.สุจินดา กล่าวอีกว่า เทศกาลแห่งการให้อยากชักชวนให้ผู้ที่จะมอบของขวัญให้กับคนที่เรารัก เคารพ นับถือ ไม่ว่าจะมอบให้ลูก เพื่อนหรือใครๆ ก็ตาม ขอให้มอบหนังสือเป็นของขวัญแก่กัน และต้องปรานีตในการเลือกหนังสือ สังเกตว่าคนที่เราจะมอบหนังสือให้นั้นเป็นคนลักษณะไหน แล้วค่อยเลือกซื้อหนังสือ ผู้อ่านจะเกิดสติปัญญาและเป็นการส่งเสริมการอ่านด้วย นอกจากนี้ของขวัญที่ส่งเสริมกลุ่มคนให้มีรายได้ในการผลิตก็ควรจะสนับสนุนเลือกสินค้าเหล่านั้นมาเป็นของขวัญ เป็นสินค้าของคนไทย ทั้งนี้สินค้าไม่ควรจะเป็นการสร้างขยะและควรจะคำนึงถึงมลพิษ ในเทศกาลแห่งการให้จึงควรคำนึงว่าการซื้อข้าวของมาเป็นของขวัญเพื่อที่จะให้กันและกันนั้นเป็นการไปเพิ่มภาวะให้โลกร้อนขึ้นหรือไม่
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล