นายกฯ สหราชอาณาจักร เตรียมลาออก หลังเรื่องฉาวลุกลามเกินรับมือไหว

นายกฯ สหราชอาณาจักร เตรียมลาออก หลังเรื่องฉาวลุกลามเกินรับมือไหว

นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เตรียมลาออกจากตำแหน่งในวันพฤหัสบดี (7 ก.ค.) หลังจากเรื่องฉาวเกี่ยวกับจัดงานเลี้ยงในบ้านพักนายกรัฐมนตรีฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 และเรื่องฉาวอื่นๆ บานปลายจนเกินจะรับมือไหว

การเคลื่อนไหวนีี้เกิดขึ้นหลังจากเกิดเรื่องราวที่แปลกที่สุดครั้งหนึ่งของการเมืองสหราอาณาจักร เพราะ 36 ชั่วโมงที่ผ่านมา ที่รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสในรัฐบาลลาออกรวมกันแล้วมากกว่า 50 คน ที่ทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรตกอยู่ในสภาพเป็นอัมพาต

อย่างไรก็ตาม นายจอห์นสันจะยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีผู้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งกระบวนการนี้อาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน

ที่ผ่านมา นายจอห์นสันได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. พรรคอนุรักษ์นิยมให้เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะสัญชาตญาณทางการเมืองที่แหลมคมแม้มีสไตล์ที่ดูยุ่งเหยิงวุ่นวาย

นายกรัฐมนตรีรายนี้พาให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (อียู) สำเร็จ บริหารประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 มาได้ และยังผลักดันให้สหราชอาณาจักรเป็ประเศแถวหน้าในการสนับสนุนยูเครนในการต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ความนิยมของนายจอห์นสันลดลงจากเรื่องฉาวต่างๆ ที่ทำให้บรรดา ส.ส. เกรงว่าจะทำให้แพ้การเลือกตั้งถ้ายังให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

ย้อนไปเมื่อเดือน ม.ค. รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องรับมือต่อกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับการจัดงานเลี้ยงในบบ้านพักนายกรัฐมนตรีในขณะที่ประชาชนถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้าน

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีข้อครหาว่ามีพนักงานในบ้านพักนายกรัฐมนตรีเต้นก่อนพระราชพิธีศพเจ้าชายฟิลิปด้วย จนทำให้นายจอห์นสันต้องกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษจากสำนักพระราชวัง

แม้รัฐบาลของนายจอห์นสันผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือน มิ.ย. มาได้ แต่ความเสียหายจากปาร์ตี้ดังกล่าวยังคงเป็นที่พูดถึงอยู่ตลอด

กรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คือการที่นายจอห์นสันแต่งตั้งนายคริสโตเฟอร์ พินเชอร์ ที่เคยถูกกล่าวหาว่าใช้มือคลำผู้ชาย 2 คนในคลับส่วนตัวแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน มาเป็นรองประธานวิปรัฐบาล ทั้งยังขอให้คนในรัฐบาลช่วยกันพูดว่าตนไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน

เรื่องดังกล่าวทำให้รัฐมนตรีระดับอาวุโส 2 คนตัดสินใจลาลออกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หนึ่งในนั้นคือนายซาจิด จาวิด ที่ถึงกับกล่าวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า "พอก็คือพอ"