แง่คิดชีวิตสุดหินของ "นุ๊ก สุทธิดา" สู้โรคร้าย มะเร็ง-ซึมเศร้า และทางชนะปัญหาที่หนีมาตลอด

แง่คิดชีวิตสุดหินของ "นุ๊ก สุทธิดา" สู้โรคร้าย มะเร็ง-ซึมเศร้า และทางชนะปัญหาที่หนีมาตลอด

เป็นทั้งศิลปิน และนักแสดงที่อยู่มาทุกยุคอีกหนึ่งคน สำหรับนักแสดงมากฝีมือ นุ๊ก-สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ที่วัยรุ่นยุค90 รู้จักและรักสาวคนนี้เอามากๆ จนเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน นุ๊ก สุทธิดา ยังคงโลดแล่นในวงการบันเทิงในฐานะนักแสดงรับมาแล้วแทบทุกบท ตั้งแต่นางเอก ถึง คนรับใช้ พิสูจน์ความเป็นรุ่นใหญ่ด้วยฝีมือที่ไม่ธรรมดา อย่างล่าสุดก็ทำเอาแฟนละครน้ำตาแตกเมื่อนุ๊กมารับบทแม่ที่ถูกพรากลูกไป ในละครดราม่าสุดเข้มข้น "สายเปล" ทางช่อง 7 HD แต่ละฉากบีบหัวใจสุดๆ 

งานนี้ sanook.com พลาดไม่ได้ ขอพาตัวนักแสดงคนเก่ง นุ๊ก สุทธิดา มานั่งพูดคุยกันถึงผลงานชิ้นล่าสุด พร้อมทั้งอัปเดตชีวิต หลังต้องสู้มรสุม โรคร้าย ทั้งโรคซึมเศร้า และ มะเร็งไทรอยด์ เปิดแง่คิดการใช้ชีวิตและบทการเป็นคุณแม่ที่เจ้าตัวบอกว่า ลูก คือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต

"ผลงานตอนนี้มีละครเรื่อง "สายเปล" เป็นเรื่องที่ดราม่าพอสมควรเลย ไม่ใช่สายเปย์นะคะ (หัวเราะ) แต่คือสายเปลที่แม่ไกวกล่อมลูกนอน เรื่องราวจะเกี่ยวกับสายใยของแม่และลูก พาร์ทของนุ๊ก เป็นแม่กับลูกที่โดนกีดกัน ทางแม่สามีเอาลูกไปเลี้ยง โดยไม่ยอมให้เราเจอลูกเลย เพราะฉะนั้นจะเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างบีบหัวใจ เพราะตั้งแต่ลูกเกิดเราก็ไม่มีโอกาสได้อุ้ม ได้กอดลูกเลย เขาแย่งไปเลี้ยงและทำให้เราต้องพลัดพรากจากกัน มีของที่เอาไว้ดูต่างหน้าก็คือสายเปลเพียงแค่อย่างเดียวที่เอาติดตัวกลับมาได้"

"บทนี้ถามว่ายากไหม สำหรับนุ๊ก ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างมันทำให้เราไม่รู้สึกว่ายาก เพราะเราเป็นแม่อยู่แล้ว เชื่อว่าทุกคนบนโลกหากได้มีโอกาสเป็นแม่ก็จะเข้าใจความรักที่แม่มีให้ลูก มันต่างจากความรักของเราที่เป็นลูกแล้วมีให้แม่นะ เพราะความรักที่เรามีให้คุณพ่อคุณแม่เนี้ย เป็นความรักที่มาจากการที่เราได้รับ แต่รักที่แม่มีให้ลูก เป็นรักที่ไร้เงื่อนไข เป็นรักที่ไม่ต้องได้รับก็ได้ พอเป็นรักแบบนี้ก็ง่ายกับเราระดับนึงเพราะชีวิตจริงเราก็เป็นแม่ อีกเรื่องนึงคือนักแสดงที่เราได้ โหน ธนากร มารับบทเป็นลูก คาแร็กเตอร์เขาในเรื่องจะพูดน้อย มึนๆ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับลูกชายคนที่สองของนุ๊กมาก (หัวเราะ) แล้วโหนดันไปหน้าคล้ายกับลูกชายของนุ๊กด้วยการทำงานเลยค่อนข้างง่ายสำหรับเรา"

ภาพจากละครสายเปล

ละครออนแอร์ไปแล้วเป็นยังไงบ้าง?

"เตือนคุณผู้ชมไว้นิดนึงว่าละสายตาไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่เข้มข้นจริงๆ และเดินเรื่องเร็วด้วย กระชับฉับไวมากค่ะ"

รับบทดราม่ามาเยอะ เรื่องนี้ต่างไปยังไงบ้าง?

"ต้องบอกก่อนว่านุ๊กเป็นคนที่รักและเต็มที่กับงานของนุ๊ก ทุกๆ งานจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นละครตอนสั้นๆ หรืออะไร แต่นุ๊กเต็มที่ ร้องไห้ก็คือร้องเต็มไม่แพ้กับละครตอนยาวนะคะ แต่เรื่องนี้ความพิเศษในเรื่องความดราม่าในเรื่องนี้คือเรื่องของความรักที่เราเองมีให้กับลูก ซึ่งเราได้ฝากเอาไว้ในผลงานของเราด้วย แน่นอนมันทรงคุณค่าสำหรับนุ๊ก และหวังว่าจะไปเป็นประโยชน์ให้ครอบครัวอื่นด้วย นุ๊กเชื่อว่าคนเจนที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ หรือ รุ่นคุณพ่อคุณแม่เรา มันเป็นเรื่องที่ยากนะในการบอกรักลูก เขาเหมือนจะรอให้ลูกบอกรัก รอให้ลูกขอโทษ ซึ่งนุ๊กว่ายุคนี้มันต้องเปลี่ยนไปแล้ว แต่ถ้ามันยังพูดยาก การได้ดูละครเรื่องนี้มันอาจจะเป็นตัวช่วย เวลาเห็นแม่ในเรื่องที่เขารัก เขาทุ่มเทและพยายามเพื่อลูกมาก คุณพ่อคุณแม่อาจจะบอกลูกตัวเองว่า ฉันก็รักแกแบบนี้แหละ (หัวเราะ) หวังว่าสิ่งที่นุ๊กบันทึกไว้ในงานของนุ๊กมันจะไปสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้"

คาดหวังกับผลงานชิ้นนี้ไว้ยังไง?

"อย่างที่บอกค่ะ นุ๊กฝากความรักเอาไว้ในละครเรื่องนี้ นุ๊กก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ไปได้อีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกเรามาดู เขาจะได้เห็นว่าเรารักเขามากแค่ไหนผ่านงานนี้ (หัวเราะ) และนุ๊กอยากให้งานที่เราตั้งใจทำ และมีคุณค่ากับเราได้ไปเกิดประโยชน์ และเกิดคุณค่าสำหรับคนอื่นด้วย หวังว่าผู้ชมที่ได้ชมอยู่ทางบ้านจะได้นั่งดูกับลูกเขา และพูดกับลูกว่า "ฉันก็รักแกแบบนี้แหละ" ก็ฝากสายเปลเอาไว้ด้วยนะคะ"

สำหรับ นุ๊ก มองว่าครอบครัว สำคัญแค่ไหนต่อชีวิตคนหนึ่งคน?

"นุ๊กค่อนข้างเป็นคนสุขนิยม ค่อนข้างมีความเป็นศิลปินสูง ไม่ตามกระแสเท่าไหร่แต่ไม่ได้ต่อต้านสังคมนะคะ นุ๊กมีความสุขในทางของนุ๊ก และรู้ว่าความสุขของเราอยู่ตรงไหน นุ๊กกำลังจะบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตรูปแบบไหนสุดท้ายแล้วพื้นฐานของความสุขที่แท้จริงมันกลับมาสู่คำว่า "ครอบครัว" โดยส่วนตัวนุ๊ก ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ มันคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ ต่อให้คุณมีเงินร้อยล้านแต่ครอบครัวคุณไม่มีความสุขมันก็เท่านั้น ในทางกลับกัน แม้คุณจะมีเพียงแค่พออยู่พอกิน แต่ครอบครัวคุณรักกันมากนั่นคือที่สุดแล้ว"

ภาพจากละครสายเปล

คร่ำหวอดในวงการมานานแบบทุกยุค ตอนนี้มีเกณฑ์การรับงานยังไง?

"นุ๊กมีความสุขและสนุกกับแต่ละโอกาสที่เข้ามา ตอนนี้โตแล้วก็จะได้บทที่ท้าทายมากขึ้น ซึ่งต้องบอกว่านุ๊กไม่ได้เป็นคนเลือกงาน เคยรับบทคนใช้มาแล้วนะ (หัวเราะ) มีโอกาสเข้ามานุ๊กเล่นหมดนะ เพราะนุ๊กไม่ได้เซ็ทตัวเองว่าเป็นดารา ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นดารา แต่เราเป็นนักแสดงเพราะฉะนั้นต้องแสดงให้ได้ทุกบทบาท เมื่อได้สวมบทเป็นตัวละครตัวนั้นแล้วก็ต้องทำยังไงก็ได้ให้คนเชื่อที่สุดว่าเราคือเขาจริงๆ นี่คือโจทย์สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นเราจะไม่ได้เลือกบทแบบ อุ้ย! เป็นแม่ ไม่เอา อุ้ย! เป็นคนใช้ ไม่รับ อะไรแบบนั้น เพราะบทคนใช้เราก็เคยรับมาแล้วเหมือนกัน อะไรที่น่าสนใจ แปลกใหม่ และหลากหลายเราก็อยากรับ เพราะท้าทาย สนุกด้วย"

ชีวิตตอนนี้เป็นยังไงบ้าง แฮปปี้ หรือ มีเรื่องกังวลไหม? 

"จริงๆ นุ๊ก เป็นซึมเศร้ามาก่อน บวกกับไทรอยด์เราผิดปกติ เพราะฉะนั้นเราเคยผ่านสิ่งที่มันเลวร้ายที่สุดเลยในชีวิตเราก็รู้ว่ามันเป็นยังไง ทุกวันนี้นุ๊กก็ถือว่าโชคดีนะคะที่ได้เป็น เพราะเมื่อเราได้กลับมาใช้ชีวิตปกติเราก็จะพยายามไม่ให้ตัวเองกลับไปอยู่ตรงนั้นอีก สุดท้ายแล้วสำหรับนุ๊กความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีอะไรหรือจะต้องได้อะไรมา แต่มันอยู่ที่ความคิดของเรา ถ้าเราคิดให้มีความสุขเราก็มีความสุขได้ ทุกคนไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด ชีวิตเราทุกคนไม่มีคำว่าเพอร์เฟ็กต์ แต่เราจะอยู่กับความไม่เพอร์เฟ็กต์ยังไงให้มีความสุข ก็อยู่ที่ความคิดถูกไหมคะ ถ้าเราคิดแต่ว่า โห! นี่มันแย่จังเลย มันก็จะแย่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราคิดว่า เห้ยแก ฉันผ่านมันมาได้ว่ะแก เกือบตายแหนะ หัวเราะอะไรแบบนี้ เราก็จะมีชีวิตอีกแบบนึงค่ะ"

สุขภาพล่ะ ยังมีอะไรน่าเป็นห่วงหรือเปล่า?

"เรื่องโรคซึมเศร้าตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วค่ะ อาจจะมีอยู่บ้าง คือ พอเราเป็นแล้วเหมือนประตูของเราจะเป็นบานสวิงละ จะไม่ใช่บานล็อก ถ้าเรานอนไม่พอ พักผ่อนไม่พอ ทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ มีเรื่องเครียด อาการก็จะเริ่มกลับมา แต่โชคดีที่เราโฟกัสอยู่กับปัจจุบัน ทำให้เรารู้ว่าตอนไหนอาการเริ่มมาแล้ว เราก็จะกลับไปที่พื้นฐานเดิมคือ พักผ่อนให้พอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่เรื่องเครียดเนี้ย ใครจะมาห้ามว่า อย่าเครียดค่ะมันคงทำไม่ได้ แต่นุ๊กอยากจะแนะนำสำหรับคนที่เครียดว่า ตอนนี้ถ้าเครียดอยู่ ไม่เป็นไร เครียดไปเลยค่ะ ถึงเวลาทำงานก็เครียดไป แต่ถ้าถึงเวลานอนคุณต้องนอนให้ได้ ซึ่งมีตัวช่วยมากมาย ทั้ง ออกกำลังกาย ทานวิตามิน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณจะทำให้ตัวเองนอนให้ได้ ทานข้าวให้ตรงเวลา แค่นั้นพอ

นุ๊ก สุทธิดา

ส่วนมากคนที่เป็นซึมเศร้าจะเกาะกลุ่มกัน ช่วยเหลือกัน ดูแลกัน ในช่วงที่มีอาการเขาจะเรียกว่า "ตกหลุมดำ" เป็นโค้ดที่เรารู้กัน เราก็จะคอยฮีลกัน อย่างตัวนุ๊กเองก็จะทานยาอยู่เรื่อยๆ ไม่ผิดนะคะถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็กลับไปกินยา นุ๊กปฏิญาณกับตัวเองในวันที่หายจากซึมเศร้าว่า ฉันจะไม่กลับไปเป็นอีก ถ้าฉันกลับไปเป็นซึมเศร้าอีกแม้แต่วันเดียวฉันยอมตายดีกว่า เพราะมันเป็นจุดที่แย่ที่สุดเลยค่ะ แย่ที่สุดเท่าที่มนุษย์คนนึงจะเป็นได้ แต่อาจจะเป็นโชคดีของนุ๊กที่นุ๊กเป็นเพราะผลข้างเคียงจากการกินยาผิดทำให้เคมีในสมองทำงานผิดปกติ แต่แอดติจูด ทัศนคติเราไม่ได้ผิดปกติ เพราะฉะนั้นพอพาตัวเองกลับมาได้ เราก็ประคองตัวเองให้อยู่ได้ แต่แน่นอนว่าเมื่อเคมีในสมองเราทำงานผิดปกติ มันก็ส่งผลให้เราต้องพยยามรักษาเคมีในสมองให้อยู่ในระดับที่ดี"

"ถ้าถามว่าคนรอบข้างจะสามารถฮีลคนที่เป็นโรคซึมเศร้าได้ยังไงเหรอคะ นุ๊กว่า ต้องเป็นพวกกันค่ะ อย่าไปสอนเขา อย่าไปคิดว่า เห้ยแก แกก็ร่าเริงสิวะ แกไปออกกำลังกายสิ ไปนั่งสมาธิสิ มันไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนป่วยค่ะ ต้องทำความเข้าใจว่าคนป่วยกับคนเครียดไม่เหมือนกัน ซึมเศร้าเป็นโรคชนิดนึงที่อันตรายมากๆ เพราะมันใกล้เคียงกับคนปกติ"

"เวลาเป็นซึมเศร้ามันเหมือนเราใส่แว่นตาสีชา เราไม่ได้เห็นโลกสะอาดและเคลียร์เหมือนคนทั่วไปนะคะ มันจะชาๆ เทาๆ และเราจะเชื่อมต่อกับอะไรไม่ค่อยได้ เหมือนจะคอนเน็กได้แต่ก็ไม่ได้ เช่น เวลาคุยกับเพื่อนทุกอย่างจะแตะอยู่แค่ผิวๆ บวกกับเวลาเรากินยาต้านความเศร้ามันจะทำให้เราเบลอลงไปอีก คิดภาพง่ายๆ เหมือนฝนตกตลอดทั้งปีทั้งชาติล่ะค่ะ ไม่มีวันที่ฟ้าใส แต่ไม่มีสาเหตุ เรารู้สึกแย่ แต่ถามว่าแย่เพราะอะไร เราไม่รู้ มันแย่ จนทำให้รู้สึกว่าแล้วเราจะอยู่ทำไม เรามีคุณค่าอะไรกับตัวเอง มีคุณค่าอะไรกับโลกนี้ วิธีฮีลขึ้นมาก็อย่างที่บอก ทานยา นอนให้ได้ ทานอาหารให้ได้ ต้องพยายามลุกขึ้นมาอาบน้ำ ทำกิจวัตรประจำวันให้ได้ ที่บอกว่าต้องพยายามเพราะคนเป็นโรคนี้แค่นอนเฉยๆ ยังเหนื่อยเลยค่ะ แต่เราต้องพยายามลุกขึ้นมาทำกิจวัตรให้ได้ พอเราทำแล้วพอยาออกฤทธิ์อะไรก็จะดีขึ้นเอง"

 แล้วอาการมะเร็งไทรอยด์ที่ต้องเผชิญอยู่ ยังมีอะไรน่าห่วงไหม?

"มันแค่เล็งค่ะ (หัวเราะ) ก็ตัดออกไปแล้วส่วนหนึ่งค่ะ แต่ตอนเราไปแสกนเซลล์มะเร็งก็ยังเหลืออยู่แต่ไม่ถึงขั้นลุกลามไปใหญ่โต นุ๊กโชคดีที่ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรคซึมเศร้าหรือโรคมะเร็งคุณหมอที่รักษาเขาเข้าใจเราค่ะ นุ๊กเป็นคนชัดเจน เขาจะพูดกับเราตรงๆ เลย บางครั้งคุณหมอมะเร็งเขาจะอ้อมไปอ้อมมาใช่ไหมคะ แต่นุ๊กเป็นคนกลัวความไม่รู้มากกว่า มีอะไรขอให้บอกกันตรงๆ เลยดีกว่า เพราะฉะนั้นคุณหมอจะบอกเราตรงๆ เลย ไม่มาอ้อมค้อม สำหรับนุ๊กแบบนี้นุ๊กโอเค แต่ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วยเพราะบางคนเขาอาจจะรู้สึกแย่ เครียด ขนาดนุ๊กที่ว่านุ๊กทำใจได้แต่เวลาที่หมอพูดขึ้นมาว่ายังเหลืออยู่นะ มันโตขึ้นนะ มันก็มีความรู้สึกเหมือนใจร่วงอยู่เหมือนกัน แต่เราก็ดึงกลับขึ้นมาว่าช่างมันเถอะ อยู่ได้เท่าที่อยู่"

ครอบครัวดูแลยังไงบ้าง?

"นุ๊กว่าเขาไม่ค่อยรู้นะคะ เพราะนุ๊กไม่ค่อยบอก (หัวเราะ) เพราะรู้สึกว่าเรายังดูแลตัวเองได้อยู่ แต่มันก็มีบ้าง ช่วงเป็นโรคซึมเศร้าที่เรารู้สึกว่ามันหนัก มันโคลงเคลงมากๆ นุ๊กก็จะบอกสั้นๆ แต่โชคดีที่คนรอบตัวนุ๊กเขาเข้าใจ ไม่ใช่เข้าใจโรคนะคะแต่เข้าใจวิธีการอยู่กับเรา อย่างตัวสามีเองเมื่อก่อนที่นุ๊กเป็นหนักๆ เขาก็จะไม่กดดันเราเลย ไม่มาจุกจิกนุกมาก เวลาที่เรากำลังจะกลับไปแย่อีกเราก็จะบอกเขาว่ารู้สึกไม่ค่อยดี สั้นๆ แค่นี้ เขาก็จะรู้ละ"

นอกจากเรื่องสุขภาพ ยังมีเรืองหนักๆ เข้ามากระทบอยู่บ่อยครั้ง แต่เราสู้มาก

"แต่ละเรื่องหนักทั้งนั้น เมื่อก่อนนุ๊กเป็นคนหนีปัญหานะ หนีปัญหามาก อาร์ติสท์มากๆ นุ๊กไม่เอาอะไรเลย วิ่งหนีทุกอย่าง แต่พอเราโตขึ้น เจออะไรเยอะๆ เลยเรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วปัญหาไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เราแค่สู้กับมัน ถ้าเราหันหน้าเข้าสู้มันจะจบเลยทันที อย่างแรกที่จบคือความกลัวของเรา ตัวนุ๊กอีกนัยนึงคือเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ เป็นคนที่ทำอะไรก็ทำสุดแต่ถ้าไม่ทำก็คือไม่ทำเลย เป็นคนสุดโต่ง ก็เลยต้องคอยบอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน บางอย่างก็ไม่ใช่จะเสร็จหรือสำเร็จได้ในวันเดียว รู้จักปล่อยวางและให้โอกาสตัวเอง อย่างถ้ามีปัญหา ก็บอกตัวเองว่าแก้วันนี้ยังไม่จบก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็ว่ากันใหม่ สักวันมันก็จบ เวลาเราหันหน้าเข้าสู้กับปัญหามันก็รู้สึกปลดล็อกว่า อ้อ มันก็แค่นี้เอง"

"เราจะไม่ตั้งคำถามว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา อันนี้เป็นเรื่องสำคัญนะเวลาเราตั้งคำถาม ถ้าเราเริ่มต้นตั้งคำถามผิดต่อให้ได้คำตอบมามันก็ไม่ได้ช่วยอะไร อย่างคำถามที่ว่า "ทำไมต้องเกิดเรื่องนี้กับฉัน" นุ๊กก็จะถามต่อว่า "แล้วคำตอบของคำถามนี้มันช่วยอะไรให้ดีขึ้นไหม ถ้าไม่ เราลองเปลี่ยนคำถามไหม ลองเปลี่ยนเป็น "ทำยังไงให้ฉันชนะมัน" อะไรแบบนี้ดีกว่าไหม"

 ในโซเชียลก็มีบางครั้งต้องออกมาฟาดบ้าง กับคำวิจารณ์ที่เกินไป

"นานๆ ทีจะออกมาฟาดค่ะ (หัวเราะ) เพราะชีวิตเราไม่ค่อยได้อยู่ตรงนั้นเนาะ แต่อะไรที่มันเกินไปเราก็ต้องฟาด คือ นุ๊กไม่ใช่เป็นคนไม่คิดนะคะ นุ๊กคิดเยอะ เป็นคนแคร์มาก เลยไม่ค่อยเข้าไปดูตรงนั้นเท่าไหร่"

ในบทบาทคุณแม่ในชีวิตจริงบ้าง แบ่งเวลาดูแลลูกยังไง?

"สองคนโต ปิ๊ปโป้ ปาแปง ไม่ต้องแบ่งเวลาแล้วค่ะ เขาไม่ให้ดูแลแล้ว (ยิ้ม) พูดก็จะร้องไห้ทุกครั้ง เขาก็ไปอยู่กับคุณพ่อเขา ตอนนี้ก็เหลือคนเล็ก น้องอดัม ค่ะ 5 ขวบ เราก็สอนเขาเตรียมตัวเข้า ป.1 โชคดีที่อดัมเขาเป็นเด็กที่ไม่ค่อยทำอะไรให้เราห่วงค่ะ การเลี้ยง ปิ๊ปโป้ ปางแปง แล้วก็ อดัม คือต่างกันมากเลย ปิ๊บโป๊ ปาแปง เขามีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก อาจจะเลี้ยงยากนิดนึง แต่อดัมจะเป็นเด็กที่ตามแม่ แม่บอกซ้ายก็คือซ้าย แม่บอกขวาก็คือขวา เลยรู้สึกง่ายหน่อย"

เป็นคุณแม่สไตล์ไหน

"นุ๊กไม่ใช่คนที่เพอร์เฟ็กต์ เวลาเรามองย้อนกลับไปตอนเลี้ยง ปิ๊บโป๊ ปาแปง ที่บอกว่าเขาเป็นตัวของตัวเองไม่ใช่ว่าเขาดื้อนะคะ แต่เขามีความเป็นตัวตนและเอกลักษณ์ของเขา แต่เราก็รู้สึกถึงความไม่เพอร์เฟ็กต์ของเราตรงนั้นว่าเราอาจจะบังคับเขาเยอะไป หรือว่าตามใจมากไป ตอนเลี้ยงอดัมเราก็เอามาปรับให้พอดี ถามว่าคาดหวังกับลูกไหม เราปล่อยให้เขาได้เติบโตนะ แต่อาจจะมีตอนลูกคนแรกที่โอ้โห้ ลูกเราต้องเป็นทุกอย่าง อีกนิดนึงจะไปโผล่ดวงจันทร์แล้ว (หัวเราะ) แต่พอเราโตขึ้นเราก็เรียนรู้ว่าลูกเราเป็นยังไง เรียนรู้ความไม่คาดหวัง มาถึงอดัมก็คือไม่คาดหวังอะไรเลย เราเป็นแม่อละลูกที่มีความสุขกันก็พอ"

สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตตอนนี้

"ลูกค่ะ ทุกอย่างเพื่อลูกค่ะ อีกอย่างนึงก็คือ งาน แต่แหล่งความสุขใหญ่ๆ เลยก็เป็นลูกค่ะ เราแก่แล้วความสุขเราก็มาจากลูกนี่แหละค่ะ"

บอกได้คำเดียวว่าแม้จะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่จิตใจเข้มแข็งมากๆ สำหรับขวัญใจแฟนๆ "นุ๊ก สุทธิดา" ที่เติบโตและตกตะกอนการใช้ชีวิตมาแบบแข็งแกร่งมากๆ สำหรับแฟนๆ ที่รักและคิดถึง นุ๊ก ก็อย่าลืมติดตามละคร "สายเปล" ทางช่อง 7HD รับรองว่าต้องซึ้งและเสียน้ำตาไปกับเธอแน่นอน