อดีตแพะคดีชิงเพชร ลั่นพังทั้งชีวิตแม้พ้นมลทิน วันนี้ขอฟ้องกลับตำรวจที่เคยรุมซ้อม

อดีตแพะคดีชิงเพชร ลั่นพังทั้งชีวิตแม้พ้นมลทิน วันนี้ขอฟ้องกลับตำรวจที่เคยรุมซ้อม
S! News (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ อายุ 53 ปี พ่อค้าขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง ที่เคยตกเป็นแพะชิงเพชรเมื่อปี 2559 เปิดเผยด้วยน้ำตาเมื่อวันอังคาร (18 ม.ค.) ว่าแม้ตนออกจากเรือนจำมาแล้ว แต่ช่วงเวลาที่หายไป ไม่ได้ประกอบอาชีพ ทำให้มีหนี้สินมากมาย รถถูกยึด ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกอย่าง 

จุดเริ่มต้นของชีวิตที่พังทลายนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2559 มีผู้ก่อเหตุชิงเพชรมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท ในกรุงเทพมหานคร

ตำรวจชุดสืบสวนสถานีตำรวจนครบาล (สน.) บางเสาธง เจึงนำหมายศาลเข้าจับกุมนายพิสิษฐ์ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งใน ต.ในเมือง อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2560 ในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ โดยมีนายทุนบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ทำธุรกิจค้าเพชนแจ้งความดำเนินคดี และควบคุมตัวไปสอบสวนทั้งที่นายพิสิษฐ์ปฏิเสธและยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิด

ญาติพึ่งหน่วยงานรัฐจนเจอหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์

เหตุนี้ทำให้ภรรยา นางสาวดารีวรรณ พ่อวงค์ อายุ 52 ปี และญาติไปร้องทุกข์ต่อหน่วยงานหลายแห่ง รวมถึง กระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อหาความยุติธรรม จนพบหลักฐานสำคัญที่มาของการออกหมายจับ

การออกหมายจับดังกล่าวมีข้อมูลการติดต่อผ่านโทรศัพท์มือถือระหว่างนายพิสิษฐ์และขบวนการโจรกรรมเพชร แต่ความจริงแล้วบุคคลที่ตำรวจอ้างว่าเป็นนายพิสิษฐ์นั้นไม่ใช่นายพิสิษฐ์ แต่เป็นผู้ที่นำสำเนาบัตรประชาชนของนายพิสิษฐ์ไปจดทะเบียนซิม

สาเหตุที่แน่ใจว่าเป็นการนำสำเนาประชาชนไปสวมรอยเป็นนายพิสิษฐ์ คือ ไม่พบการนำบัตรประชาชนตัวจริงไปยืนยันตามระเบียบของ กสทช. ไม่ใช่แค่นั้นสำเนาดังกล่าวก็เป็นบัตรประชาชนที่หมดอายุแล้ว และยังเป็นชื่อเดิมของนายพิสิษฐ์ ซึ่งมีการเปลี่ยนชื่อตั้งแต่ปี 2557 แล้ว

อีกหลักฐานหนึ่ง คือ นายพิสิษฐ์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนครพนมในวันเกิดเหตุ ไม่ได้อยู่ใน จ.สมุทรปราการ ในวันเกิดเหตุ รวมถึงพยานปากสำคัญอีก 17 ปาก ที่ยืนยันให้การช่วยเหลือ

หลังถูกจองจำที่เรือนจำพิเศษธนบุรีนาน 7 เดือน 10 วัน ในที่สุดศาลอาญาธนบุรีก็ยกฟ้อง จากการที่กระทรวงยุติธรรมหาหลักฐานมาหักล้าง แต่โจทก์ก็ยังยื่นอุทธรณ์ต่อ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2561 ศาลอาญาธนบุรีอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องอีกครั้ง และโจทก์ไม่ยื่นฎีกาต่อ

"ผมผิดอะไร ชีวิตครอบครัวพวกผม มันพังหมดแล้ว"

เมื่อคดีสิ้นสุดลง นายพิสิษฐ์ก็เปิดร้านส้มตำไก่ย่างในชื่อ แพะชิงเพชร ปิ้งย่างสร้างชีวิต ที่บ้านเช่า ท่ามกลางกำลังใจจากสมาชิกแฟนเพจ Pitbullzone (พิตบูลโซน) หน่วยงานรัฐ และเอกชน

แม้ได้รับเงินเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรม 200,000 บาท แต่นายพิสิษฐ์ก็มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความเลวร้ายที่สุดในชีวิต ทั้งที่ต่อสู้สร้างชีวิตมากับภรรยากว่า 30 ปี มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ไม่เคยทำผิดกฎหมายหรือเอาเปรียบใคร แต่ต้องมาถูกกระทำด้วยความบกพร่องของเจ้าหน้าที่รัฐบางคน

"หลังถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2560 ได้กลับมาทำอาชีพค้าขาย ไก่ย่าง ส้มตำ หมูปิ้ง แต่สิ่งที่ตามมาคือ ภาระหนี้สิน รถยนต์ถูกยึด ต้องทำงานใช้หนี้ ครอบครัวลำบาก ทั้งร่างกายสภาพจิตใจ มันคงหลอกหลอนไปจนวันตาย หากไม่คิดถึงพ่อ แม่ ภรรยา ลูก เคยคิดว่าเขาน่าจะฆ่าผมให้ตายตั้งแต่วันแรกที่มาจับผมไป ไม่ต้องมาเจอสิ่งเลวร้ายขนาดนี้ แล้วถามคืนว่า จับผมไปทั้งที่ผมไม่ผิด แล้วซ้อมผมทำไม สำคัญที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม สุดเถื่อนจับกุมแล้วยังใส่กุญแจมือไพล่หลัง รุมซ้อมจนอ่วมช้ำไปทั้งตัว ก่อนนำตัวเข้าไปกรุงเทพฯ ส่งฝากขัง ผมผิดอะไร ชีวิตครอบครัวพวกผม มันพังหมดแล้ว มีใครคืนชีวิตที่มีความสุขแบบเดิมให้ได้" นายพิสิษฐ์ กล่าว

"สุดท้ายต้องหาเงินจ้างทนายเอง ยื่นฟ้องกลับนายทุน บริษัทเจ้าของธุรกิจขายเพชร รวมจำเลย 2 คน เมื่อต้นปี 2562"

ลุ้นศาลพิพากษานายทุนพฤหัสบดีนี้

พ่อค้าส้มตำไก่ย่างรายนี้ กล่าวต่อไปอีกว่า ศาลอาญาธนบุรีจะตัดสินคดีที่ตนฟ้องบริษัทเจ้าของธุรกิจเพชรและจำเลย รวม 2 คน ที่ตนยื่นฟ้องไปเมื่อปี 2562 ในวันพฤหัสบดีนี้ (20 ม.ค.)

หลังจากนี้ตนจะหารือทนายความ ฟ้องแพ่งเรียกร้องค่าเสียหาย รวมถึงเตรียมร้องทุกข์กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินคดีเอาผิดกับตำรวจที่กระทำเกินกว่าเหตุด้วย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งผู้กล่าวหา รวมถึง หน่วยงานตำรวจ ไม่เคยมาดูแลเยียวยา ไม่มีแม้กระทั่งคำว่าขอโทษ และตนขอให้ตนเป็นแค่คดีสุดท้าย ไม่อยากให้ใครตกเป็นแพะ