Apocalypse 2012 วันสิ้นโลก...จริงหรือ ?

Apocalypse 2012 วันสิ้นโลก...จริงหรือ ?

โดย : อุษา_คเนย์ : รายงาน

ถอดความคิด ทรงพล ศุขสุเมฆ ผู้แปลหนังสือกรณี Apocalypse 2012 วันสิ้นโลก...จริงหรือ?

ท่ามกลางความตื่นตัวของคนทั่วโลกเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนและภัยพิบัติต่างๆ ที่กำลังถาโถมโหมกระหน่ำแทบทุกภูมิภาคของโลก จนฮอลลีวู้ดต้องหยิบเอาประเด็นภัยธรรมชาติ วันโลกแตก วันสิ้นโลก สร้างเป็นภาพยนตร์โกยรายได้กันอย่างมหาศาล ...และล่าสุดวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ก็กำลังจะมีอภิมหาภาพยนตร์เรื่อง 2012 วันสิ้นโลก เข้าฉายในบ้านเรา โดยค่ายโคลัมเบียพิคเจอร์ นำแสดงโดย จอห์น คูแซค, แดนนี่ โกลฟเวอร์, วูดดี้ ฮาเรลสัน จนคาดการณ์กันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ น่าจะทำรายได้ถล่มทลายอีกเช่นกัน

สำหรับในส่วนของหนังสือนั้นมีนักเขียนมากมายต่างทยอยออกผลงานหนังสือ เกี่ยวกับวันสิ้นโลกจนขึ้นอันดับหนังสือขายดีในหลายประเทศ รวมไปถึงนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกัน LAWRENCE E.JOSEPH ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน นักข่าวและผู้ให้คำปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ อีกทั้งมีผลงานเขียนบทความหลากหลายแนว อาทิเช่น แนววิทยาศาสตร์ ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเมือง และวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก ตีพิมพ์ในนิตยสาร New york times, Salon และAudubon และทุกวันนี้เขายังเป็นประธานกรรมการที่ปรึกษาของแอโรสเปซ คอร์ปอร์เรชั่น ในอัลบูเควอร์ก รัฐนิวเม็กซิโกด้วย

ล่าสุดเขามีผลงานรวมเล่มเกี่ยวกับวันสิ้นโลกที่ชื่อว่า Apocalypse 2012 ซึ่งมีข้อมูลและเนื้อหาที่เกี่ยวกับโลกของเราที่อาจจะถึงจุดจบในปี 2012 หรือปี พ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นหนังสือที่กำลังฮือฮามากในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ขณะเดียวกันก็มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั้งภาษาฝรั่งเศส เกาหลี สเปน จีนกลาง รัสเซีย เติร์กิช เยอรมนี โปรตุกิส ฯลฯ

สำหรับเมืองไทยนั้นนับเป็นโอกาสดีของนักอ่านที่ทางสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ได้ซื้อลิขสิทธิ์มาจัดพิมพ์หนังสือที่ชื่อ Apocalypse 2012 เล่มนี้ขึ้นมา ซึ่งเนื้อหาจะสื่อถึงที่มาที่ไปของจุดจบของโลกเราที่อาจจะเกิดขึ้น

ดังนั้นจึงมีหลายๆ ประเด็นที่เกี่ยวกับเนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ที่น่าสนใจและในหลายๆ คำตอบ ทรงพล ศุขสุเมฆ ผู้แปลหนังสือเล่มนี้จะนำผู้อ่านไปเรียนรู้กระบวนการความคิดในหลายศาสตร์ที่ เกี่ยวโยงกัน รวมถึงความเชื่อในหลายแง่มุมของชาวชนเผ่ามายาในยุคโบราณที่เขียนบันทึกเอา ไว้เกี่ยวกับวันสิ้นโลกและวันเริ่มต้นตามปฏิทินโบราณ เพื่อที่มนุษย์เราจะได้รับรู้ว่าภัยพิบัติธรรมชาติจะเกิดขึ้นเมื่อไร รุนแรงมากน้อยแค่ไหน และเราควรจะเตรียมตัวรับมือกับมันอย่างไรบ้างนั่นเอง

0 หนังสือเรื่อง 2012 มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร?

สารพัดทฤษฎีวันสิ้นโลกครับ เริ่มจากปฏิทินของชาวมายาสิ้นสุดลงในปี 2012 ภัยจากนอกโลกต่างๆ (เช่น อุกกาบาต รังสีจากดวงอาทิตย์) แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สงครามอาร์มาเกดดอน แล้วทุกอย่างก็ต้องมาตรงกันที่ปี 2012 พอดีโดยมิได้นัดหมาย แต่ทุกทฤษฎีมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับค่อนข้างชัดเจนครับ อ่านแล้วรู้สึกว่ามันจริงอย่างน่าขนลุกเลยล่ะ

0 อยากให้เล่าถึงที่มาที่ไปของการได้มาทำงานแปลหนังสือเล่มนี้?

เป็นหนังสือที่ทางบรรณาธิการของสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์เลือกมาครับ ก่อนหน้านี้ผมเคยร่วมงานกับที่นี่มาแล้วสองเล่มคือแปลนิยายเรื่อง 'พันธุกรรมอันตราย' กับเรียบเรียงนิยายเรื่อง 'แฝดเฉือนคม' ต้นฉบับของ 2012 มันมาประจวบเหมาะกับตอนที่ผมเรียบเรียงเรื่องแฝดเฉือนคมเสร็จพอดี ทาง บก.เลยติดต่อให้ทำเล่มนี้ พอได้เห็นหนังสือก็รู้สึกเลยว่ายาก (เพราะมีข้อมูลและคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์เยอะ และมีเรื่องศาสนาในตอนท้ายๆ ด้วย) แต่อีกใจก็คิดว่าท้าทายดี แถมยังเป็นเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ในอินเทอร์เน็ตหรือหนังสือบางเล่มก็เริ่มพูดถึงปี 2012 กันอย่างกว้างขวาง ก็เลยรับทำครับ

0 การแปลหนังสือเล่มนี้มันมีความยากง่ายในการทำงานอย่างไรบ้าง?

ยากมาก....เรียกว่ายากที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลย ด้วยความที่มันเป็นหนังสือเชิงสารคดีที่รวบรวมข้อเท็จจริง ทำให้มันมีข้อมูลเยอะมาก บางเรื่องเราไม่รู้เลย ขอย้ำนะครับว่าไม่รู้เลย ต้องค้นเพิ่ม ไม่งั้นมันแปลต่อไม่ได้ ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ธรณีวิทยา ดาราศาสตร์ เต็มไปหมด ต้องค้นข้อมูลเพิ่มแทบทุกเรื่อง อย่างบทท้ายๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์กับอิสลามในเล่มนี่ผมลงทุนรวมเรื่องที่ไม่แน่ใจแล้ว โทรไปถามตามโบสถ์กับสุเหร่าเลยนะ สรุปแล้วยากครับ ไม่เจอส่วนง่ายเลย พอทำเสร็จรู้สึกโล่งใจกว่างานชิ้นไหนๆ ที่เคยทำมาเลย

0 คิดว่าข้อมูลในหนังสือเรื่องนี้มีความน่าเชื่อถือมากน้อยขนาดไหน?

ส่วนตัวผมให้ 80% นะ มันน่าเชื่อในระดับหนึ่งเลยล่ะ ว่าเหตุการณ์พวกนี้มีสิทธิเกิดขึ้น แต่จะรุนแรงแค่ไหนหรือถึงขั้นโลกแตกหรือเปล่านั่นอีกเรื่องนึง

0 ส่วนตัวเชื่อหรือเปล่าว่าโลกจะแตกในปี 2012 ?

อย่างที่ผมบอกไว้ในคำนำว่าผมเชื่อว่าศาสนาพุทธจะดำรงอยู่ได้จนถึง 5,000 ปี ตามที่พระพุทธเจ้าท่านบอกเอาไว้ แต่ผมเชื่อว่าโลกเราจะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่แน่ๆ ในเวลาไม่นานนี้ อาจจะเป็นปี 2012 หรือถัดจากนั้นไปก็ได้ ภัยพิบัตินั้นอาจจะยิ่งใหญ่รุนแรง แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะถึงขั้นโลกแตกหรอกนะ

0 เนื้อหาในหนังสือกับในภาพยนตร์มีความเหมือนหรือว่าแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร?

ผมคิดว่าพื้นฐานแนวคิดของภาพยนตร์ต้องมาจากทฤษฎีต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้แหละ แต่คงเอามาไม่ครบ เพราะถ้าครบผมว่ามีโลกสักสามใบยังไม่พอให้แตกเลย ที่หลักๆ เลยก็มีคำพยากรณ์ของชาวมายา แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ที่ผมตั้งตารอดูก็คือหนนี้ใครจะมากู้โลก บรูซ วิลลิส ไม่ได้แสดงเสียด้วยสิ

0 หนังสือ 2012 เนื้อหากล่าวถึงจุดจบของโลกเราที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คิดว่าผู้อ่านจะสามารถได้รับรู้กระบวนการความคิดในหลายศาสตร์ที่เกี่ยวโยง กันได้อย่างไร ?

อย่างที่บอกว่าข้อมูลต่างๆ ที่ผู้เขียนรวบรวมมานั้นมาจากหลายแหล่งและส่วนใหญ่เป็นวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ ซึ่งมันสามารถเชื่อมโยงกันได้ อาทิเช่น สนามแม่เหล็กโลกบางลง ทำให้รังสีจากดวงอาทิตย์ทะลุเข้ามาสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกร้อนขึ้น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน น้ำท่วม สภาพอากาศแปรปรวน ในขณะเดียวกันความร้อนสะสมไปกระตุ้นภูเขาไฟต่างๆ ให้ระเบิดได้ด้วย พอระเบิด เถ้าภูเขาไฟก็ส่งผลต่อชั้นบรรยากาศอีกที ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มันเกิดจากการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์หลายแขนง แต่เหตุการณ์หนึ่งมันจะส่งผลต่ออีกเหตุการณ์หนึ่งอย่างต่อเนื่องเป็นวงจร นอกจากนั้นแต่ละทฤษฎีก็มีการคำนวณเวลาเอาไว้ด้วย เช่น ภูเขาไฟยักษ์จะระเบิดทุกๆ เท่านี้ปี ขั้วแม่เหล็กโลกจะพลิกกลับทุกๆ เท่านั้นปี ปฏิทินของชาวมายาคำนวณจำนวนปีไว้เท่านี้ แล้วเวลาที่คำนวณมาทุกทฤษฎีมันก็มาลงล็อกตรงกันเป๊ะที่ปี 2012 อีกสามปีข้างหน้านี้แหละ

0 ที่บอกว่าเนื้อหาในหนังสือได้หยิบเอาความเชื่อในหลายแง่มุมของชนเผ่าชาวมายา ที่บันทึกเอาไว้เกี่ยวกับวันสิ้นสุดและวันเริ่มต้นตามปฏิทินโบราณมันเป็น อย่างไร ?

ชาวมายาเป็นชนเผ่าโบราณที่มีความก้าวหน้าในเรื่องดาราศาสตร์และการคำนวณ วันเวลามาก ชนเผ่านี้หลงใหลในเวลา ประดิษฐ์ปฏิทินแบบต่างๆ ขึ้นมามากมาย แต่ปฏิทินสำคัญของชาวมายาซึ่งกินเวลารอบละ 5,200 ปีนั้นจะสิ้นสุดรอบปัจจุบันลงใน 21 ธันวาคม 2012 ซึ่งชาวมายาบันทึกเอาไว้ว่ามันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุค (รอบปฏิทิน) ใหม่ของพวกเขา แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นพร้อมหายนะครั้งใหญ่ด้วย

0 คิดว่ามนุษย์เราจะสามารถคาดการณ์เรื่องภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้นและเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นได้หรือไม่?

รู้สิ ผมว่าเราเปิดโทรทัศน์ก็เห็นแล้วล่ะ พายุต่างๆ รุนแรงกว่าแต่ก่อน แผ่นดินไหวถี่ขึ้น สภาพอากาศก็แปรปรวน ถ้าเราสนใจสักหน่อยเราจะเห็นแนวโน้มความรุนแรงของมัน และเห็นได้ไม่ยากว่าในอนาคตมันน่าจะรุนแรงกว่านี้

0 คุณคิดว่าภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้น จนมันทำให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและวัฏจักรต่างๆ ของโลก สาเหตุมันเกิดจากการกระทำของมนุษย์หรือเกิดจากคำทำนาย ?

ทุกสิ่งมีวงจรของมันอยู่ เมื่อมีส่วนหนึ่งส่วนใดของวงจรเพี้ยนไป มันก็พาให้วงจรที่เหลือเพี้ยนไปด้วย สำหรับโลกใบนี้ไอ้ที่เพี้ยนไปก่อนเพื่อนก็มนุษย์นี่แหละ พอคนเราทำอะไรที่ผิดปกติ ฝืนธรรมชาติ มันก็พลอยดึงลมฟ้าอากาศให้ผิดปกติไปด้วย ผมว่ามนุษย์เรานี่แหละตัวต้นเหตุเลย ทำลายความสมดุลของธรรมชาติมากันเป็นร้อยปีแล้ว พอสมดุลเริ่มเสียก็ดูเหมือนจะสายเกินแก้ไปแล้ว และถ้าคำทำนายจะเป็นจริง ผมว่าคนที่ทำนายคงเห็น 'ปัจจุบัน' ในนิมิตของเขานั่นแหละ แล้วเอามาเขียนเป็นคำทำนาย

0 ในปัจจุบันเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารทันสมัยขึ้น แต่ทำไมมนุษย์ถึงไม่สามารถรับรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับภัยพิบัติธรรมชาติว่าเกิด ขึ้นที่ประเทศหรือส่วนไหนของโลกบ้าง คิดว่ามันเกิดจากอะไร ?

เราคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรือเปล่าครับ? จริงๆ ถ้ามันเกิดขึ้นใกล้ๆ ประเทศเราผมก็พอจะรู้ข่าวนะ เช่น แผ่นดินไหวแถวๆ อินโดนีเซีย แล้วอาจทำให้เกิดสึนามิ ก็เห็นมีประกาศเตือนกัน พายุแรงๆ ที่เฉียดๆ เข้ามา (ปีนี้เมืองไทยยังไม่โดนจังๆ) ผมก็ได้ข่าวอยู่พอสมควร แต่บางทีภัยพวกนี้มันรู้ล่วงหน้าแค่แป๊บเดียวเอง ใครจะไปป้องกันทัน หรือไม่ รู้ข่าวอีกทีก็เกิดขึ้นไปแล้ว

0 การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่เป็นผลมาจากอุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้น ของมหาสมุทร ที่มันส่งผลกระทบทำให้บางแห่งฝนตกหนักมากหรือพื้นที่บางแห่งแห้งแล้งอย่าง รุนแรงและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งพืชและสัตว์ คุณคิดว่าในอนาคตมันจะรุนแรงยิ่งขึ้นหรือไม่?

ยิ่งกว่าแน่ครับ อย่างที่บอกไป ภัยธรรมชาติทุกอย่างดูจะรุนแรงขึ้น สภาพอากาศธรรมดาก็คงเปลี่ยนแปลงไปด้วย...ถ้าโลกไม่แตกในปี 2012 ภายในสิบปีข้างหน้านี้เราอาจได้เล่นสโนว์บอร์ดบนภูกระดึง หรืออาจมีทริปดำน้ำชมถนนราชดำเนินก็ได้ ใครจะไปรู้

0 คุณคิดว่ามนุษย์เราควรที่จะเรียนรู้อย่างไรเพื่อให้เท่าทันกับภัยพิบัติธรรมชาติ?

ติดตามข่าวสารครับ เพื่อให้พร้อมรับกับภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ แต่บางทีถ้าภัยที่ว่ามันร้ายแรงเกินเยียวยา คงต้องเรียนรู้ที่จะทำใจไว้บ้าง

0 การอ่านหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถปรับตัวรับภัยธรรมชาติได้อย่างไร?

ถ้าพูดในหนังสือเล่มนี้ ภัยแต่ละอย่างมันดูจะเกินเยียวยา แต่อย่างที่บอกว่าถ้าภัยร้ายแรงไม่เกิดขึ้น อะไรๆ บนโลกใบนี้ก็น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากอยู่ดี หนังสือเล่มนี้คงช่วยให้คุณเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้เกี่ยวพันกัน อย่างสมดุล สิ่งที่เราต้องทำก็คือพยายามทำให้ทุกอย่างกลับมาสมดุลกันเหมือนเดิมให้มาก ที่สุด

0 คุณคิดว่ามนุษย์เราจะสามารถอยู่รอดรักษาเผ่าพันธุ์ให้ดำรงคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ ?

น่าจะนะ ถ้าโลกนี้ไม่ระเบิดเป็นชิ้นๆ ผมว่ามนุษย์เราต้องยังเหลือรอด (แต่มากน้อยนั่นอีกเรื่อง) ต่อให้โลกระเบิดไปจริงๆ บางประเทศอาจเตรียมยานอวกาศเอาไว้อพยพแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้

0 ความเห็นส่วนตัวแล้วคุณคิดว่าโลกจะถึงวันสิ้นสุดจริงหรือไม่?

ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแหละ แต่ผมยังหวังว่าตัวเองจะรอดนะ

0 หนังสือ 2012 ต้องการจะบอกอะไรกับคนอ่านและคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับคนไทยหรือไม่ ?

มันเกี่ยวกับคนทั้งโลกแหละครับ สิ่งที่ผู้แต่งอยากจะบอกคือสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นก็ได้ ให้เราเตรียมตัวเตรียมใจรับให้ดี สำหรับในส่วนที่มนุษย์พอจะทำได้ เช่น ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน หรือลดความขัดแย้งรุนแรง (อันจะนำไปสู่สงครามซึ่งเป็นสาเหตุการสิ้นโลกอย่างหนึ่ง) ก็ให้ช่วยๆ กันทำ ดังนั้น ทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด ถ้าโลกจะต้องสิ้นสุดจริงๆ สิ่งที่เราทำอาจยืดชีวิตของโลกไปได้อีกวันนึง ชั่วโมงนึง หรือนาทีนึงก็ได้ ถ้าช่วยกันล้านคนก็ล้านนาที เยอะอยู่เหมือนกัน

0 เราควรจะเตรียมตัวอย่างไร ถ้าโลกจะถึงจุดจบในปี 2012 หรือปี พ.ศ. 2555 ขึ้นมาจริงๆ ?

อยากจะตอบว่าทำใจครับ...ถ้าถามผมคงทำสิ่งที่อยากทำให้ครบๆ (โดยไม่เดือดร้อนคนอื่น) ทำบุญทำทาน ดูแลคนที่เรารัก อย่าให้มีอะไรเสียใจภายหลัง ถ้าโลกแตก ตูม! ก็คงไปพร้อมๆ กันเยอะแหละ ไม่น่าจะเหงานะ

0 แปลหนังสือเล่มนี้แล้วคุณรู้สึกกลัวบ้างหรือเปล่า?

มีหวาดระแวงนิดนึง แต่ไม่ค่อยกลัวนะ What ever will be, will be. (กำลังฮิต)

0 อยากจะฝากอะไรถึงคนทั้งที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วและยังไม่ได้อ่าน?

สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านผมว่าถ้าคุณไม่มีแนวโน้มจะกังวลเกินไปก็อ่าน เถอะครับ อย่างน้อยคุณก็จะได้รู้ว่าตอนนี้โลกของเราอยู่ในสภาพแบบไหน และมีหนทางไหนบ้างที่จะทำให้คำทำนายนี้ไม่เป็นจริง และถึงคุณจะไม่อ่านก็ต้องมีคนที่อ่านแล้วมาเล่าให้คุณฟังอยู่ดีแหละ สมมติว่าคุณไม่เคยรู้เรื่องปี 2012 มาก่อน พออ่านบทความชิ้นนี้จบคุณก็ต้องรู้แล้ว (จริงไหม?) ดังนั้นคุณรู้ให้มันครบๆ ชัดเจนไปเลยดีกว่า

สำหรับคนที่อ่านแล้วมาเริ่มนับถอยหลังด้วยกันกับผมนะครับ ถ้าโลกไม่แตกและผมยังไม่ตายไปเสียก่อน คงได้แปลหนังสือเล่มอื่นๆ รับใช้ทุกท่านต่อไป 0

***********************

เกี่ยวกับการทำงานแปล

0 ปัจจุบันคุณทำงานประจำที่ไหนหรือว่าทำงานแปลหนังสืออย่างเดียว?

ทำงานประจำด้วยครับ อยู่ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล แปลหนังสือเป็นงานอดิเรก (ที่จริงจัง) แล้วก็เรียนปริญญาโท สาขาการแปลภาษาอังกฤษและไทยอยู่ที่ธรรมศาสตร์ เทอมนี้ก็จะจบแล้ว

0 คุณมีผลงานแปลมาแล้วกี่เรื่อง?

ที่แปลตีพิมพ์แล้วรวมเล่มนี้เป็น 6 เล่ม มีเรียบเรียงเล่มนึง รอตีพิมพ์เล่มนึง แล้วที่กำลังแปลอยู่อีก 2 เล่ม

0 ความยากง่ายในการทำงานแปลเป็นอย่างไรบ้าง?

ผมว่าเรื่องของความยากง่ายนี่มันขึ้นอยู่กับความถนัดด้วยนะ ถ้าถามผมนวนิยายเนี่ย ผมจะชอบมาก แปลสนุก ง่ายกว่าอย่างอื่น อย่าง 2012 ซึ่งออกแนวสารคดีข้อเท็จจริงทำแล้วเหนื่อยมากๆ เพราะมันยากด้วยข้อเท็จจริงในเรื่องซึ่งมันมีเยอะมากอย่างที่เล่าไปแล้ว ส่วนความยากของตัวภาษาอังกฤษในต้นฉบับทั่วๆ ไปนั้น ผมว่าไม่ทิ้งกันเท่าไร สรุปแล้วประเภทหนังสือกับเนื้อหาในเรื่อง (โดยเฉพาะส่วนที่เป็นข้อเท็จจริง) มีผลต่อความยากง่ายมากที่สุด

0 คุณสมบัติที่ดีของนักแปลคืออะไร ?

อันดับแรกเลยคือภาษาครับ ในกรณีแปลอังกฤษเป็นไทย ที่สำคัญมากๆ เลยคือภาษาไทยนี่แหละ สำคัญกว่าตัวภาษาต้นฉบับเสียอีก ภาษาต้นฉบับนี่เราต้องมีทักษะในระดับที่อ่านรู้เรื่องก็พอใช้ได้แล้ว (แต่เก่งกว่านั้นก็ดี) แต่ภาษาที่แปลออกมานี่เราต้องมีความสามารถในการเขียนขั้น 'ดี' ถึง 'ดีมาก' เลยทีเดียว เพราะแม้ว่าเราจะอ่านต้นฉบับรู้เรื่อง แต่เขียนออกมาเป็นภาษาไทยแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่สละสลวย ผลงานที่ออกมาก็ใช้ไม่ได้ ส่วนเรื่องที่สองก็คือทักษะการค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นในการแปล ในหนังสือเล่มหนึ่งๆ จะต้องมีข้อมูลที่เราไม่รู้อยู่แน่นอน บางทีข้อมูลนั้นอาจไม่ส่งผลต่อเรื่องที่แปลนัก แต่บางทีถ้าไม่รู้ก็ถึงกับแปลต่อไม่ได้เลยทีเดียว ดังนั้นเราต้องรู้ว่าจะหาข้อมูลเรื่องนั้นๆ ได้ที่ไหน อย่างไร ที่จำเป็นอีกอย่างน่าจะเป็นความอดทน เพราะมันเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความละเอียดมาก

0 หนังสือเรื่อง'2012 วันสิ้นโลก'คุณใช้เวลาแปลนานเท่าไร แล้วตอนนี้กำลังแปลเรื่องอะไร?

ราวๆ 2 เดือน ทำช่วงค่ำๆ ก่อนนอน แล้วก็วันหยุด ส่วนตอนนี้กำลังแปลนวนิยายเรื่อง Eleventh Commandment ชื่อไทยยังไม่ได้ตั้ง แต่งโดย เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ สนุกมาก นักเขียนคนนี้เขียนหนังสือได้ลุ่มลึก มีอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจ ขนาดอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว หนังสือที่แต่งออกมายังดูไม่ล้าสมัยเลย ใกล้เสร็จเต็มทีแล้ว ต้นปีคงได้อ่านกัน ต่อจากเล่มนี้ก็มีนิยายต่ออีกเล่มหนึ่งคือ The Prisoner of the Birth จากผู้แต่งคนเดียวกัน อันนี้กำหนดออกต้องติดตามอีกที แต่เป็นในปี 2553 แน่นอน


0 การที่จะเป็นนักแปลที่ดีควรจะมีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างไรบ้าง?

พื้นฐานจริงๆ เลยคือเราต้องเป็นคนรักการอ่าน รักหนังสือ ถ้าข้อนี้ไม่มีก็คงเป็นนักแปลลำบาก อ่านหนังสือให้ได้หลายๆ ประเภท เพราะเราไม่ได้เลือกหนังสือมาแปลเองเสมอไป บางทีสำนักพิมพ์จัดมาให้ก็ไม่ใช่แนวที่เราเคยอ่าน ข้อต่อมาคือเป็นคนมีความรู้รอบตัวเยอะๆ อันนี้สืบเนื่องมาจากข้อแรก เพราะถ้าอ่านเยอะ เราก็รู้มาก ที่เราต้องรู้เยอะๆ ไว้ก่อนเพราะงานแปลมันจะพาเราทัวร์ไปในเรื่องที่เราไม่เคยรู้อยู่เสมอ (หนังสือที่ผมทำมาทั้งหมดไม่มีเล่มไหนที่ผมกล้าบอกว่ารู้ทุกเรื่องแล้วใน หนังสือเล่มนั้น) อย่างเช่นถ้าคุณทำนิยายสักเล่ม เอาเรื่องที่ผมกำลังทำอยู่นี่แหละ มันเกี่ยวกับ CIA การเมืองสหรัฐ มีการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ รอบโลก ต้นฉบับพาผมไปโคลัมเบีย อเมริกา แอฟริกาใต้ รัสเซีย อ้างถึงชื่อบุคคล สถานที่ ผลงานศิลปะต่างๆ สารพัด (ที่ฝรั่งรู้จักกัน แต่เราไม่รู้) ถ้าไม่มีความรู้รอบตัวพื้นฐานพวกนี้อยู่บ้างจะทำงานได้ยากมาก และถึงแม้เราจะไม่รู้เรื่องพวกนั้นจริงๆ อย่างน้อย นักแปลต้องรู้ว่าจะหาข้อมูลได้จากไหน

สุดท้ายนักแปล ต้องมีวินัยในตัวเอง หลายคนอาจจะมองว่าแปลหนังสือเป็นงานอิสระ สบายๆ ทำเมื่อไรก็ได้ ทำงานที่ไหนก็ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งมันก็จริง เรามีอิสระในการรับงาน เลือกเวลาทำงานของตัวเองเมื่อไรก็ได้ หรือจะหอบโน้ตบุ๊คไปนั่งแปลริมทะเลก็ย่อมได้ แต่ในความอิสระพวกนี้ถ้าเราไม่มีวินัยเมื่อไรก็พังเมื่อนั้น เพราะหนังสือทุกเล่มจะมีกำหนดส่งกำหนดพิมพ์ของมันซึ่งเราตกลงกับสำนักพิมพ์ ไว้แล้ว อย่างผมรับงานมาปุ๊บต้องรีบเอาจำนวนหน้ามาหารจำนวนวันก่อนเลย สมมติหนังสือ 342 หน้า เวลาสองเดือนครึ่ง (90 วัน) เท่ากับวันละ 3.8 หน้า อาจจะดูน้อยแต่ในความเป็นจริงเราไม่มีทางได้ทำทุกวัน (เพราะผมทำงานประจำด้วย และอาจมีภารกิจอื่นๆ เข้ามาแทรก) ดังนั้นเราต้องประมาณไว้เลยว่าต้องทำวันละ 5-7 หน้า แล้วต้องทำให้ได้ด้วย เพราะหากเราหยุดไปวันนึง งานของวันนี้จะไปทบกับของวันที่เหลือทันที ยิ่งขี้เกียจบ่อยๆ ยิ่งเป็นดินพอกหางหมู ท้ายที่สุดเราอาจต้องปั่นงานกันวันละ 15-20 หน้าเลยก็ได้ ที่ร้ายกว่านั้นคือส่งงานไม่ทัน สำนักพิมพ์คงไม่ชอบใจแน่ๆ

0 สิ่งที่นักแปลควรทำและไม่ควรทำในการแปลหนังสือคืออะไร?

เอาที่ไม่ควรทำก่อนดีกว่า ถ้าไม่รู้อะไรอย่ามั่วครับ ต้องพยายามค้นให้ถึงที่สุดก่อนจะแปลลงไป เพราะเราต้องรับผิดชอบต่อผู้อ่าน ถ้าข้อมูลนั้นผิดผู้อ่านอาจจะจำไปผิดๆ ก็ได้ อาจารย์ผมเตือนบ่อยๆ ว่า "การแปลผิดเป็นบาป" บางทีที่แย่กว่านั้นคือแปลผิดแล้วคนอ่านจับได้นี่ออกแนวอับอายครับ ส่วนเรื่องที่ควรทำผมว่าก็ไม่มีอะไรพิเศษนะ ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของนักแปล สื่อสารต้นฉบับออกมาให้ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามเอาใจคนอ่านมาใส่ใจตัวเองให้มากๆ ทำงานให้มีคุณภาพคุ้มกับที่ผู้อ่านเสียเงินซื้อหนังสือของเรา

0 ทำไมถึงสนใจมาทำงานด้านการแปลหนังสือ ?

ผมชอบอ่านหนังสือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเคยรับแปลเอกสารเล็กๆ น้อยๆ สมัยเป็นนักศึกษา ตอนนั้นเลยคิดขึ้นมาได้ว่าการแปลหนังสือน่าจะเป็นงานที่เข้าท่าดี พอมีโอกาสเลยเลือกเรียนปริญญาโทด้านการแปล แล้วหาโอกาสลองฝีมือมาเรื่อยๆ พอได้ทำแล้วรู้สึกว่าเป็นงานที่เรารักจริงๆ เลยทำจริงจังมาได้สองปีเศษแล้ว

0 หากคนทั่วไปสนใจจะทำงานแปลหนังสือควรจะเริ่มต้นอย่างไร ?

สมมติว่าคุณมีความสามารถทางด้านภาษาแล้วก็แล้วกันนะครับ การแปลหนังสือเป็นทักษะอย่างหนึ่งคือต้องฝึกฝนบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญ คุณอาจจะลองไปเรียนคอร์สการแปลเบื้องต้นสั้นๆ หรือจะลงเรียนปริญญาโทอย่างผมก็ได้ เพื่อให้ได้หลักการบางอย่างที่ต้องใช้ในการแปลซึ่งถ้าไม่เรียนคุณอาจไม่รู้ จากนั้นคุณต้องหาเวทีและโอกาสในการแสดงฝีมือ สำหรับตัวผมเองก็เสนอหน้าไปตามสำนักพิมพ์ต่างๆ หลายแห่งก่อนที่บางแห่ง (เช่น สยามอินเตอร์ฯ) จะให้โอกาสทดสอบ ซึ่งถ้าฝีมือเราดีพอก็จะได้รับโอกาสในการทำงานต่อไป ที่สำคัญถ้ายังไม่ได้อย่าท้อ ต้องค่อยเป็นค่อยไป การแปลเป็นเรื่องที่ต้องสั่งสมประสบการณ์ พยายามหาที่ทดสอบฝีมือไปเรื่อยๆ ที่สำคัญต้องยอมรับคำติชมเพื่อนำมาปรับปรุงตัวครับ

หรือใครอยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการแปลหรือหนังสือน่าสนใจก็ส่ง e-mail มาคุยกันได้ตลอดที่ s_suksumek@yahoo.com

 

 

เรื่องล่าสุดของ ข่าว

ดู ข่าว ทั้งหมด