เปิดใจสาวเท่ "ธิชา วงศ์ทิพย์กานนท์" เรียนรู้ ข้ามผ่านมีดทิ่มแทงความรู้สึก จากโลกโซเชียล

เปิดใจสาวเท่ "ธิชา วงศ์ทิพย์กานนท์" เรียนรู้ ข้ามผ่านมีดทิ่มแทงความรู้สึก จากโลกโซเชียล

เป็นสาวมากความสามารถที่น่าจับตามองมากๆ ในยุคนี้ สำหรับนักแสดงสาว ธิชา วงศ์ทิพย์กานนท์ ที่แจ้งเกิดจากการเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์สาวหมวยสุดเฉี่ยว และก้าวเข้ามาเป็นนักแสดงเต็มตัว ท้าทายตัวเองกับบทเด็ดมามากมาย

และล่าสุดสาว ธิชา มีความท้าทายครั้งใหม่มาฝากแฟนภาพยนตร์ กับการร่วมเป็นหนึ่งนักแสดงในภาพยนตร์แอคชั่น ดราม่าสุดเข้มข้น "บุษบา" ของ MONO Originals (โมโน ออรจินอล) ฉายทาง MONOMAX  (โมโนแมกซ์) กับบทเด็กสาวที่พ่อแม่ถูกผู้ก่อการร้ายฆ่ายกครอบครัว จึงอุทิศชีวิตเพื่อภารกิจ ใช้รหัสลับว่า "บุษบา 014” 

งานนี้ sanook.com เลยพลาดไม่ได้ขอคว้าตัวสาวเก่งคนนี้มาพูดคุยถึงการพลิกบทบาทครั้งนี้ และพูดคุยเรื่องราวชีวิตที่เจ้าตัวเปิดเผยว่ากว่าจะถึงวันนี้โดนบูลลี่มาสารพัดว่าเป็นยังไงบ้าง

พลิกบทบาทมาเป็นนักฆ่าสาวเลย เป็นยังไงบ้างกับการทำงานเรื่องนี้?

“ในเรื่องรับบทเป็นนักฆ่า รหัส 014 เป็นสายลับในองค์กร “บุษบา” ค่ะ เป็นนักฆ่าที่เก่งมากด้วยนะคะ การทำงานสำหรับธิชาถึงว่ายากค่ะ เพราะว่ายังไม่เคยผ่านบทอะไรแบบนี้มา ยังไม่เคยเล่นหนัง หรือ ละครแอคชั่น มาก่อนเลย การถ่ายทำเรื่องนี้ต้องไปเพิ่มสกิลอย่างแรกเลยก็ต้องเรียนยิงปืน แต่ด้วยความที่มีเวลาในการเตรียมตัวค่อนข้างสั้น มีเวลาเตรียมตัวน้อย เลยได้แค่เรียนยิงปืนค่ะ นอกจากพาร์ทของความบู๊ก็มีพาร์ทของความดราม่าด้วย แต่ถามว่าดราม่าหนักไหมก็ไม่ได้หนักมาก แต่ก็สลดอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ)”

การมารับบทนี้มีความท้าทายยังไงบ้าง?

“ชาว่าท้าทายทุกตรงเลยค่ะ อย่างแรกเลย คือ ความแอคชั่น มันยากมากเพราะชาเองไม่ใช่คนกระฉับกระเฉงขนาดนั้น แค่เดินยังล้มเลย (หัวเราะ) พอได้มาเล่นทำให้รู้เลยว่าเราควรจะแข็งแรง ในขณะที่คนอื่นอาจจะไม่เหนื่อยก็ได้นะคะ แต่สำหรับชาโคตรเหนื่อยเลย อย่างแรก คือ ปืนมันหนักมาก ปกติถือแต่ไอโฟน ในชีวิตประจำวันเราทั่วๆ ไป คงไม่ได้ถือปืนหรอกค่ะ นอกจากต้องถือปืนที่หนักจนไม่ชินแล้ว เราต้องมีอารมณ์ร่วมกับปืนด้วยเพราะเราคือนักฆ่า ปืนคือของคู่ใจ การทำงานสนุกค่ะ ยากด้วย”

“อีกอย่างนึงที่ยาก คือ อย่างที่ชาบอกว่าไม่เคยเล่นแอคชั่นแต่ซีนแรกที่ต้องถ่าย ชาเจอสิ่งที่เปิดโลกชามาก เป็นซีนบู๊ที่ชาต้องโดนอุ้มแล้วโยนลงไปกับเตียง พี่คนที่เขาต้องอุ้ม เขาก็อุ้มแล้วโยนชา ปัง! ตอนตัวชากระทบกับเตียง สิ่งที่ชาคิดในหัวสิ่งแรกเลยคือ นึกถึงความรู้สึกโทรศัพท์ตอนเราทำมันตก หรือ เวลาตอนเราโยนมันลงไปกับเตียงมากเลย (หัวเราะ) มันคงเจ็บนะคะ มึนไปเลย เหมือนโลกหมุนช้าลง แต่การแสดงก็ต้องแสดงต่อไป พอคัทปุ๊บพี่เขาก็มาถามว่า “เจ็บมั้ยน่ะ เมื่อกี้ไม่เก็บคอนะ พี่เห็นหัวกระแทก” เราไม่รู้ว่าตอนโดนโยนต้องเซฟตัวเองไงคะ ทุกคนเป็นห่วงมาก ไม่รู้ว่าเราเก็บคอไม่เป็น แต่ว่าชาจะรู้ได้ยังไงว่าชาต้องเก็บคอ (หัวเราะ) ชาก็ไม่รู้ เราเป็นคนนะไม่ใช่เต่า เราเก็บคอได้เหรอ เรียกว่าเป็นความรู้ใหม่ ตั้งแต่นั้นเก็บคอทุกซีนเลยค่ะ ตอนถ่ายเรื่องนี้ชาถ่ายอีกเรื่องอยู่ด้วย นอกจากแต่งหน้าแล้วต้องแต่งตัวด้วย เอามากลบรอยช้ำ”


ธิชา กับบท 014

เห็นว่ามีเหตุการณ์เจ็บตัว แต่เอาทักษะจากกองถ่ายไปใช้ได้?

“เป็นสิ่งที่ชาดีใจมากที่ได้เล่นเรื่องนี้ เหมือนแบบ It’s saved my life ค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าชาอยู่บ้าน แล้วพ่อชาเป็นคนรักความสะอาดมาก เขาก็จะถูบ้านตลอด แล้ววันนั้นเขาเปลี่ยนน้ำยาถูพื้น มันโคตรลื่นเลยค่ะ ชาก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ว่าพื้นเงาสวยดี แต่กำลังจะลงไปหาอะไรกิน ก้าวแรกไม่เป็นไร ก้าวต่อไปเท่านั้นแหละ ลื่น! เพราะเขาใช้น้ำยานั่นถูบันไดด้วย ชาลื่นตั้งแต่ขั้นแรกลงไปถึงที่พักบันได ประมาณ 10 ขั้นหรือมากกว่านั้นค่ะ วินาทีนั้นชารู้เลยค่ะ คนมันจะตายอ่ะ มันจะเหมือนในหนังเลย ภาพมันสโลว์ ชาคิดในใจ อื้ออ ตายแน่ ชาคิดเลยว่าเราคงทำไรไม่ได้แล้ว มันเกินจะควบคุม สิ่งที่ชาทำคืออะไรรู้มั้ยคะ “เก็บคอ” (หัวเราะ) มันกลายเป็นทักษะจริงๆ ถ้าก่อนนั้นชาไม่เคยเล่นเรื่องนี้ ไม่เคยรู้เรื่องเก็บคอ ชาอาจจะไม่ได้มานั่งคุยกันแบบนี้ก็ได้”

ร่วมงานกับนักแสดงรุ่นใหญ่ทั้งนั้นด้วย เกร็งไหม?

 "ชาจะบอกว่า ชากดดันมาก ไม่ใช่แค่ตอนแสดง แต่ตอนกินข้าว ตอนใช้ชีวิตในกองก็คือกดดัน แต่พี่ๆ เขาน่ารักมากค่ะ แต่ด้วยแต่ละคนรุ่นใหญ่ทั้งนั้นเลย เก่งมากกันทั้งนั้นด้วย เข้าใจความรู้สึกมั้ยคะว่าเขาเคยอยู่ในทีวีตอนเราดูตอนเด็กๆ กันทุกคนเลย เรามาเจอตัวจริงเขาเราตื่นเต้นมาก เหมือนเราเข้าไปอยู่ในหนังที่เราดูตอนเด็กๆ มันมีซีนที่ชาต้องเข้ากับ ผู้พันเบิร์ด กับ พี่ตั๊ก นภัสรัญชน์ คือชาตื่นเต้นมากจริงๆ แต่ก็พยายามทำเต็มที่ค่ะ"

จากโลกของบล็อกเกอร์สาวจนก้าวมาสู่การเป็นนักแสดงมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง?

“ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปขนาดนั้นนะคะ ชาไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างจนทำให้ชีวิตเปลี่ยนอะไรขนาดนั้น วันนี้ของชามันก็เหมือนเมื่อวานและชารู้สึกว่าความรู้สึกชามันค่อนข้างคงที่ แล้วด้วยความที่ชาเองไม่ได้จินตนาการมาก่อนว่าวงการเป็นยังไง แต่ต้องบอกว่าวงการ พี่ๆ ในวงการ สอนชาหลายอย่างค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความรู้สึก ชารู้สึกว่าการเป็นนักแสดงมันเป็นโบนัสของชีวิต ถ้าวันนี้ชาไม่ได้เป็นนักแสดง ชาก็คงเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์คนนึง จริงๆ ชาไม่รู้หรอกว่าเป็นอะไรเพราะคนเรียกชาหลายอย่างมาก (หัวเราะ) ก็คงทำแบบนั้น ทำคอนเท้นต์ไปเรื่อยๆ แต่พอเราก้าวเข้ามาในอาชีพนี้ โบนัส คือ เราเป็นอะไรก็ได้ อยู่ๆ ก็ได้มาเป็นนักฆ่า ได้ทำหลายอย่างมากจากอาชีพนี้ ถ้าไม่ได้ทำอาชีพนี้คงไม่ได้มีโอกาสทำอะไรหลายๆ อย่าง ได้รู้อะไรแปลกใหม่ขนาดนี้ค่ะ”

จากที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เข้ามาทำ พอทำแล้วมีความยากตรงไหนบ้าง?

“ต้องย้อนกลับไปช่วงชาอายุ  17 ตอนนั้นเริ่มถ่ายโฆษณาแรกๆ จริงๆ ชาถ่ายโฆษณามาเรื่อยๆ แล้วก็หยุดไป มาทำบล็อกแล้วพี่ที่ทำโฆษณาเรียกกลับไปแคสภาพยนตร์เรื่องแอปวอร์ (App War) ชาเลยมีโอกาสกลับเข้ามาในสายนี้อีก ย้อนกลับไปวันนั้นชากดดันมากๆๆๆ  เพราะตอนนั้นยังเด็ก สิ่งแรกที่ไม่เข้าใจ คือ ทำไมเขาต้องบอกให้เราทำอะไรซ้ำๆ ด้วยล่ะ เราไม่เห็นภาพ ไม่เข้าใจอะไรเลย รับเงินมาก้อนนึงกลับบ้าน หลังจากนั้นพอได้ทำงานเยอะขึ้นก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น ก็ทำมาเรื่อยๆ จนชาตกหลุมรัก ชาตกหลุมรักการแสดงตั้งแต่วันนั้น เมื่อก่อนชาแคสงานเป็น 10 งานก็มี ไปนั่งรอลำบากกว่าการแคสสมัยนี้เยอะค่ะ ความยากน่าจะเป็นช่วงนั้นมากกว่า พอมีโอกาสได้กลับมาทำ เหมือนเราถูกปั้นมาเรื่อยๆ มาในจุดที่เราเข้าใจทุกอย่างแล้ว เราแค่ต้องโฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่ให้ออกมาให้ดีที่สุดแล้วค่ะ”

ธิชา

แล้วความฝันตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร?

“ความฝันเหรอคะ อยากเป็นหลายอย่างเลย ชาอยากเป็นนักร้อง เขินจัง พอผ่านเวลามาก็อยากเป็นคนขายโตเกียวบ้าง อยากเป็นคนเก็บเงินบนรถเมล์บ้าง จริงๆ นะคะ ไม่เคยฝันอยากเป็นอะไรมากกว่านั้นเลย (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ดูดาวพระศุกร์ก็ไม่เคยคิดว่าอยากเป็น พี่กบ สุวนันท์ จัง แต่พอมาทางนี้ก็ตกหลุมรักไปแล้วค่ะ”

อย่างที่บอกว่าเดินสายแคสงานเยอะมาก อะไรเป็นแรงขับเคลื่อนให้ยังทำตรงนี้ต่อ?

“เงินค่ะ จริงๆ นะคะ พอเราได้เงินก้อนแรกจากการทำงานเรารู้เลยว่ามันขับเคลื่อนทุกอย่างได้ มันจะทำให้สิ่งที่เราทำแล้วสนุก จะสนุกขึ้นไปอีก เช่น เมื่อก่อนชอบแต่งหน้า ก็มีเงินไปซื้อเครื่องสำอางมาทำคอนเท้นต์เพิ่ม ชาก็ดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ไม่เลี้ยงนะคะ (หัวเราะ) คือ พยายามดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรบกวนเขามากค่ะ”

มาถึงจุดนี้แล้ว วางแผนการใช้ชีวิต การทำงานตรงนี้ไว้ยังไงบ้าง?

“ชาว่าอาชีพที่ชาทำอยู่ เลเวล และสเตจตอนนี้ ชาไม่ได้วางแผนอะไรไกลหรอกค่ะ เพราะว่าชาไม่สามารถกำหนดอะไรได้ เช่น ปีหน้าชาเล่นหนังสัก 3 เรื่องแล้วกันนะคะ อะไรแบบนั้น เพราะฉะนั้นแผนของชาจะเป็นแผนสั้นๆ ชาก็แพลนว่าถ้ามีงานก็จะทำงานสิ่งนั้นให้ดีที่สุดค่ะ ชายังรักที่จะทำสิ่งนี้ เอ็นจอยละสนุกมากๆ แต่ถ้าวันนึงไม่มีโอกาสได้ทำแล้ว ก็คงไปทำสิ่งที่ชอบอย่างอื่น”

ดูธิชาเป็นคนมีพลังงานบวกเยอะมาก แล้วก็สบายๆ จริงๆ มีมุมคิดมากไหม?

“จริงๆ ชาเป็นคนคิดเยอะค่ะ คิดมาก คิดหลายตลบ ก็เป็นคนพูดทุกอย่างออกไปอย่างใจคิดจริงๆ แต่ไม่ใช่คนคิดมากแล้วปล่อยวางไม่ได้นะคะ แต่จะคิดๆๆๆ อ๋อ คิดออกแล้วก็จะปล่อย ชาคิดกับทุกอย่างเลย เพราะเป็นคนชอบหาคำตอบ นิสัยเสีย จะคิดจนกว่าจะเข้าใจมัน”

มีมุมมองเรื่องคนสาธารณะ กับ ความเป็นส่วนตัวของคนดังยังไงบ้าง?

“ดาราก็เป็นคนนี่แหละค่ะ ไม่ว่าจะนิยามว่าอะไร สุดท้ายก็คือคนคนนึง ต่อให้อาชีพไหนเราก็ต้องให้เกียรติกัน ชาเชื่อว่าเราก็ได้ทุกอย่างแลกกันไปกันมา เราได้ให้และได้รับ มีความสัมพันธ์กัน ชารู้สึกว่ามันก็ดีนี่คะการให้เกียรติกัน มันไม่ดียังไง มันอาจจะยากมั้งคะสำหรับบางคนที่อาจจะสนใจในสิ่งไหนมากๆ (ลากเสียง) แต่สำหรับชา ชารู้สึกว่าเราต้องให้เกียรติกันไม่ใช่แค่ดารานักแสดงนะคะ แต่สำหรับทุกคนเลย คิดซะว่าทุกครั้งที่กดเข้าโซเชียลเหมือนเราเดินออกจากบ้าน ถ้าคุณควบคุม จัดการตัวเองไม่ได้ มันก็เหมือนคุณเอาหมวกมาคลุมเป็นไอ้โม่งแล้วเอาปืนยิงกราดใส่คนนั่นแหละค่ะ เหมือนก้อนหินน้อย ล่องลอยบนก้อนเมฆที่คิดจะพูด จะคอมเมนต์อะไรก็ได้ เดี๋ยวนี้เลยเห็นว่ามีการฟ้องกันไงคะ”

ธิชา

เรื่องบูลลี่ก็โดนมาหนัก?

“เคยค่ะ สมัยนี้ไม่ค่อยโดนละ แต่เมื่อก่อนตอนยังเด็กก็โดน ถูกว่าโน่นว่านี่ ว่าหน้าเหมือนเอเลี่ยน หน้าเหมือนจูออน โดนหลายอย่าง บูลลี่แรงๆ ก็ว่าเราตามเว็ปต่างๆ ที่เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นตอนนั้น”

แล้วจัดการความรู้สึกยังไง เพราะเราก็ยังเด็ก?

“ดีลไม่ได้ (หัวเราะ) แต่ก็ฟาดบ้างไม่ฟาดบ้าง สมัยนั้นเป็นคนดีลกับอารมณ์ไม่เก่ง ถามว่าเครียดไหมก็เครียดสิคะ โอ้ย โดนมาหลายเรื่องค่ะ แต่ที่สำคัญเรายังเด็กด้วยไง โซเชียลเพิ่งมีแรกๆ ยังไม่รู้จักคำว่า “โซเชียลบูลลี่” คนจะคิดว่าไม่เป็นไรหรอก พูดแล้วก็จบไป ตอนนั้นถ้าชาเป็นตัวการ์ตูนก็ คือ ตัวที่มีดปักเต็มหลัง โดนจนพรุน ก็ดีลกับความรู้สึกไม่ได้ รู้สึกเสียใจ แต่สักพักนึงก็บอกตัวเองว่า อ้าว ก็เลิกอ่านสิ  แค่นั้นเลย ตั้งแต่ตอนนั้นก็เป็นแบบนั้นมาตลอดค่ะ เรียกว่ามีภูมิคุ้มกันตั้งแต่เด็ก ความรู้สึกในวันนี้ก็คือ ไม่ได้ให้ค่ากับสิ่งเหล่านั้นมาก อยู่กับโลกความเป็นจริงมากกว่าโลกโซเชียลค่ะ”

ถ้าบอกถึงคนที่ยังไม่ตระหนักเรื่องการบูลลี่ได้ เราอยากบอกกับเขาว่ายังไง?

“คิดว่าทุกคนรู้ว่าสิ่งไหนที่ทำแล้ว ผิด ถูก ยังไง แต่อาจจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ ชารู้ค่ะ ชาได้เล่นบทร้ายๆ มาเยอะ ชารู้ค่ะว่าการได้ทรมานคนอื่นมันสนุก ถ้าในละครถ้าได้ฆ่าคนนึงแล้ว มันจะอยากฆ่าคนอื่นต่อ แต่อย่าลืมนะคะว่าในมือทุกคนมีมีด มีปืน กันหมด อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเอาไปใช้ทำอะไร จะเอาไปหั่นผัก ตัดต้นกล้วย หรืออะไร (หัวเราะ) แล้วแต่ว่าเราจะใช้มันทำอะไร ถามว่าชาอยากบอกอะไร ชาไม่อยากคุยด้วยเลย แต่ก็ถ้ามีความสุขก็ทำไปเถอะค่ะ ทุกคนทำอะไรไปก็ได้แบบนั้น วันนึงรอรับสิ่งที่ทำได้เลย คุณอาจจะไม่โดนฟ้อง แต่ชาไม่เชื่อหรอกว่าคนที่ทำแบบนี้แล้วจะมีความสุขจริงๆ ชาคงไม่ฝากบอกอะไรแต่เราไม่ชอบก็ไม่ต้องยุ่งกันแค่นั้นเอง”

แล้วสำหรับคนที่โดนบูลลี่ แล้วจัดการกับความรู้สึกไม่ได้ล่ะ อยากบอกอะไรถึงเขาไหม?

“ไม่แปลกหรอกค่ะถ้าเจอแบบนั้นแล้วจะจัดการอารมณ์ไม่ได้ เพราะอย่างชาเองในอนาคตถ้าเจออีกแล้วจัดการอารมณ์ไม่ได้มันก็ไม่แปลกอีกนั่นแหละ ชารู้สึกว่าเราคือคนเรามีสิทธิจะรู้สึกได้ ในเมื่อมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเรา มันเป็นเรื่องธรรมชาติ รู้สึกไปเถอะค่ะ แต่วันนึงเรื่องที่เกิดขึ้นมันก็จะผ่านไป มันจะเป็นเรื่องของเมื่อวาน ชาไม่สามารถตอบหรือบอกอะไรได้เลยเพราะปัจจัยในชีวิตคนเรามันต่างกัน แต่มันจะมีวันนึงที่เราตื่นมาแล้วเข้าใจมัน แต่ถ้าไม่เข้าใจ ก็ช่างมันเถอะก็ได้ เรื่องวันนี้ก็คือเรื่องของเมื่อวานค่ะ”

สุดท้ายให้ฝากผลงานของเราหน่อย?

“ฝากด้วยนะคะกับเรื่อง บุษบา นะคะ ทางช่อง MONOMAX เท่านั้นนะคะ ขอบคุณค่ะ

จากการได้พูดคุยกับสาวเก่งคนนี้ บอกเลยว่าเด็ดทั้งในจอ และนอกจาก ทั้งเรื่องความคิดและฝีมือ สำหรับแฟนหนังและแฟนของธิชา พลาดไม่ได้กับผลงานชิ้นล่าสุดของเธอ ที่เธอตั้งใจและทุ่มเทมากๆ พูดแล้วก็อย่ารอช้า เข้าไปชมความเข้มข้นกันเลย รับรองว่าไม่ผิดหวัง