จับลูกชาย พล.ต.ต. ข่มขืนนักศึกษาปี1

จับลูกชาย พล.ต.ต. ข่มขืนนักศึกษาปี1

จับลูกชาย พล.ต.ต. ข่มขืนนักศึกษาปี1
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

จับลูกอดีตผบก.น.4 พาเพื่อนจับนศ.ปี 1 ขังคอนโดฯข่มขืนยับ ลากขึ้นรถไปขังที่บ้านซ้ำ เหยื่อแฉถูกตบ-บีบคอน่วม เหตุหึงหวง ยันดำ เนินคดีถึงที่สุด ตำรวจบุกจับถึงบ้าน เจ้าตัวเครียดไม่ยอมลงจากรถขึ้นโรงพักร่วม 6 ชม. อดีต ผบก.น. 4 ท้าพ่อเหยื่อให้แจ้งความ

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 28 ตุลาคม นายกิตติ อายุ 53 ปี อาชีพขายโทรศัพท์มือถือ ชาวสมุทรสงคราม พร้อม น.ส.รัตน์ (นามสมมติ) ลูกสาว ได้เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.ท.กริชชนะ คำพันธุ์ พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.บางเขน โดยอ้างว่า ถูกนายชนม์พิชิต รอดประเสริฐ อายุ 25 ปี ลูกชาย พล.ต.ต.สงบ รอดประเสริฐ อดีตผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 (อดีตผบก.น.4) อยู่บ้านเลขที่ 44 ซ.กรุงเทพ-นนท์ 40 แขวงและเขตบางซื่อ จับตัวไปกักขังและข่มขืน

ทั้งนี้ น.ส.รัตน์ ซึ่งอยู่ในชุดกางเกงวอร์ม เสื้อพลศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง สภาพใบหน้า ตาด้านซ้ายเขียวช้ำ ปูด บริเวณลำคอมีบาดแผลถูกบีบ ตามแขนมีร่องรอยฟกช้ำ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 09.30 น. วันที่ 28 ตุลาคม ขณะกำลังเดินออกจากคอนโดมิเนียมรีเจ้นท์ โฮม ย่านบางเขน ในชุดนักศึกษาเพื่อไปเรียนตามปกติ ได้พบนายชนม์พิชิต มาพร้อมกับนายณัฐ ยุวะเวส อายุ 27 ปี โดยนายชนม์พิชิตได้เดินตรงเข้ามาหาพร้อมกับฉุดกระชาก ลากตนไปตามพื้นถนน ตนได้พยายามส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีคนเข้ามาช่วย จึงถูกนำตัวขึ้นรถเก๋ง ทะเบียน ชค 455 กรุงเทพมหานคร โดยนายณัฐเป็นคนขับ และตนถูกล็อกตัวอยู่เบาะหลังของรถ

"นายณัฐขับรถพาไปที่คอนโดแห่งหนึ่ง จำไม่ได้ว่าเป็นที่ใด โดยถูกขังไว้ในห้องอยู่กับนายชนม์พิชิต 2 คน ส่วนนายณัฐรออยู่ด้านล่าง ระหว่างอยู่ในห้องถูกตบหน้า 1 ครั้ง ถูกบีบคอ และยังถูกข่มขืน 1 ครั้ง ระหว่างที่เขาหลับ ฉันได้หยิบโทรศัพท์มือถือกดไปหาพ่อและรีบวางสาย ระหว่างนั้นเขาตื่นมาเห็นและบอกว่าไม่ให้ใช้โทรศัพท์ ฉันขอร้องว่าให้ปล่อยจะไปเรียนหนังสือ แต่เขาก็บอกว่าไม่ได้ ไม่มีทางได้กลับไปแน่" น.ส.รัตน์ กล่าวด้วยอาการตื่นตระหนก

น.ส.รัตน์กล่าวอีกว่า ระหว่างการพูดจาขอร้อง นายชนม์พิชิตได้ข่มขืนตนไปอีก 1 ครั้ง ตนก็ยังพยายามที่จะพูดจาให้พาไปส่งบ้าน แต่นายชนม์พิชิตไม่ยอม และพาขึ้นรถกระบะไม่ทราบยี่ห้อและรุ่น นำตัวมาขังไว้ที่บ้านเลขที่ 44 ซ.กรุงเทพ-นนท์ ซึ่งภายในบ้านมีครอบครัวของนายชนม์พิชิตอยู่ด้วย จนกระทั่งตำรวจเข้ามาจับกุมตัวและพาไปที่โรงพัก

"รู้จักกันราว 6 เดือน เพื่อนที่มหาวิทยาลัยแนะนำให้รู้จัก ช่วงแรกไม่เคยมีปัญหาอะไร คบหากันมา มีการเอาอกเอาใจกันตลอด แต่ระยะหลังถูกตบตีบ่อยครั้ง ลักษณะหึงหวง ไม่อยากให้คุยกับชายอื่น ฉันได้เล่าเรื่องที่ถูกทำร้ายให้พ่อฟัง ทางครอบครัวไม่ว่าจะแม่หรือพี่สาว ได้บอกให้ฉันเลิก ฉันพยายามตีตัวออกห่าง ย้ายคอนโดหนี กระทั่งมาเจอตัวกันอีกและถูกจับตัวไป"น.ส.รัตน์กล่าว

น.ส.รัตน์กล่าวต่อว่า ระหว่างที่ถูกจับตัวไปพยายามที่จะพูดให้เห็นใจแต่เขาก็ไม่ฟัง เรื่องนี้คงจะต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ถึงแม้จะมีการขอโทษคงจะไม่สามารถยอมความได้ เรื่องนี้ไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าจะถูกทำร้ายอยากจะฝากบอกเพื่อนๆ ว่า คิดให้ดีถ้าจะมีแฟน มีหน้าที่เรียนก็ควรจะเรียนให้สมกับที่พ่อแม่ส่งให้เรียน เป็นการดีที่สุด

นายกิตติกล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 28 ตุลาคม ระหว่างที่กำลังพูดคุยกับลูกค้าทางโทรศัพท์มือถือ เห็นเบอร์โทรศัพท์ลูกแสดงที่เครื่อง เมื่อโทรกลับไปลูกสาวไม่รับสาย จึงเอะใจว่าจะต้องเกิดเหตุร้ายกับลูกสาว เมื่อเกิดเหตุคงจะไม่มีใครนอกจากคนนี้ เพราะลูกสาวมาเล่าให้ฟัง ว่ามักจะถูกนายชนม์พิชิตทำร้ายบ่อยครั้ง และตนเตือนลูกสาวว่าไม่ให้คบหากัน

นายกิตติกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้หลังจากที่รู้ว่าลูกสาวถูกตบตี จึงโทรศัพท์นัดหมายให้นายชนม์พิชิตออกมาพบเพื่อพูดคุยตกลงกัน แต่นายชนม์พิชิตระบุว่าไม่ว่างต้องเดินทางไปต่างประเทศกับทางครอบครัว เพิ่งกลับมาเช้าวันเกิดเหตุ และได้โทรศัพท์มาหาตนระบุว่า จะขอนัดเคลียร์วันที่ 28 ตุลาคม แต่ได้บอกไปว่าไม่ว่าง ติดธุระ ก็ไม่คิดว่าลูกสาวจะถูกจับตัวไปทำร้ายก่อนที่จะนัดพูดคุยกัน

นายกิตติกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นตนได้ขับรถไปหาลูกสาวที่คอนโด ซึ่ง รปภ.บอกว่า ลูกสาวถูกจับตัวขึ้นรถไป และได้จดทะเบียนรถของนายชนม์พิชิตไว้ได้ โดย รปภ.ระบุว่า ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ จะเข้าไปช่วยแต่ไม่ทัน เมื่อตนได้ทะเบียนรถจึงได้เข้าแจ้งความเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 28 ตุลาคม โดยตำรวจที่รับแจ้งทำท่าไม่ค่อยสนใจ จึงต้องประสานกับทางฝ่ายสืบสวน สน.บางเขน เพื่อตรวจสอบทะเบียนรถ รู้ที่อยู่แน่ชัด ตำรวจจึงได้นำกำลังไปดักรอที่ปากซอย คอนโดแห่งหนึ่งย่านนนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านของนายณัฐ แต่ไม่เจอรถคันดังกล่าววิ่งออกมาแต่อย่างใด

 

"ตอนที่เฝ้ารอ เจอแต่รถกระบะวิ่งขับสวนออกมา ซึ่งมารู้ทีหลังว่านายชนม์พิชิตเปลี่ยนรถ พาตัวลูกสาวไปขังไว้ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ตอนนั้นผมพยายามโทรศัพท์เข้ามือถือนายชนม์พิชิต และลูกสาวแต่ปิดมือถือทั้งคู่ จึงเกิดรู้สึกใจไม่ดี รู้ว่าลูกจะต้องได้รับอันตรายอย่างแน่นอน" นายกิตติกล่าว

นายกิตติกล่าวอีกว่า จากนั้นเวลาประมาณ 18.00 น. ตำรวจได้นำกำลังไปที่บ้านเลขที่ 44 ซ.กรุงเทพ-นนท์ 40 ซึ่งเป็นบ้านของ พล.ต.ต.สงบ พบนายชนม์พิชิตและนายณัฐ พร้อมด้วยลูกสาว นั่งอยู่ในรถเบนซ์ สีขาว ทะเบียน ฌช 414 กรุงเทพมหานคร ตำรวจได้ช่วยเหลือลูกสาวออกมาได้ ส่วนนายชนม์พิชิตและนายณัฐไม่ยอมลงจากรถ ตำรวจจึงขับรถมาไว้ที่โรงพัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นำตัวนายชนม์พิชิตและนายณัฐมาสอบปากคำที่โรงพัก พล.ต.ต.สงบได้เดินทางมาด้วย แต่นั่งอยู่ที่ห้องวิทยุของโรงพัก ขณะที่นายชนม์พิชิตและนายณัฐไม่ยอมลงจากรถเบนซ์ รอจนกระทั่งผู้สื่อข่าวเริ่มกลับ จึงยอมลงจากรถเวลาประมาณ 00.30 น. ขณะที่ พล.ต.ต.สงบ เมื่อเจอกับนายกิตติพ่อของผู้เสียหาย ได้พูดลักษณะว่า "ให้แจ้งความลูกชายตนไปเลย"

จากการสอบสวน นายชนม์พิชิตและนายณัฐได้ให้การปฏิเสธ เบื้องต้นตำรวจได้ตั้งข้อหานายณัฐและนายชนม์พิชิต ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว ส่วนนายชนม์พิชิต ถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและพยายามฆ่าเพิ่มอีก จากนั้นได้ส่งตัว น.ส.รัตน์ไปที่ รพ.ตำรวจ เพื่อตรวจร่างกายหาร่องรอยการถูกข่มขืน

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล