บิ๊กจิ๋วเปิดใจถึงพล.อ.เปรม "ป๋าอย่าโกรธผมนะครับ"

บิ๊กจิ๋วเปิดใจถึงพล.อ.เปรม "ป๋าอย่าโกรธผมนะครับ"

บิ๊กจิ๋วเปิดใจถึงพล.อ.เปรม "ป๋าอย่าโกรธผมนะครับ"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดใจ หลังเกิดปัญหาความระหองระแหงกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยเฉพาะถ้อยคำที่ พล.อ.เปรม ฝากเตือนไปยัง พล.อ.ชวลิต ว่า ให้ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะกลายเป็นคนทรยศต่อชาติได้

"โธ่...ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว ท่านไม่มีอะไร เราเป็นผู้น้อยก็จะต้องรับฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านอบรมสั่งสอนก็จะต้องรับฟัง ไม่เอา ไม่พูดแล้วเรื่องป๋า ผมไม่ยุ่งด้วยแล้ว อย่าไปนั่นกับท่านเลย ปล่อยท่านไป ท่านอายุมากแล้ว สงสารท่าน ท่านทำงานทำการให้กับประเทศชาติบ้านเยอะ คนอธิบายอาจจะอธิบายให้ท่านฟังไม่ดี ท่านก็เลยไม่สบายใจ"

พล.อ.เปรม อาจจะเข้าใจผิด จึงได้ระบายความรู้สึกออกมา โดยเฉพาะเรื่องการทรยศต่อชาติ

ไม่มี แต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เป็นห่วง การที่ พล.อ.เปรม แสดงความเป็นห่วงออกมาด้วยวาจาที่ค่อนข้างจะสะท้อนถึงจิตใจที่เป็นห่วงมากก็จะต้องเข้าใจอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าท่านจะมาว่าเรา เมื่อท่านพูดหนัก พูดแรงแสดงว่าห่วงเราเยอะ ห่วงเรามาก

แสดงว่า พล.อ.เปรมรักท่านมาก และเคยทำงานร่วมกันมา จึงได้แสดงอาการไม่พอใจที่ท่านไปสมัครเข้าสมาชิกพรรคเพื่อไทย

ไม่รู้สิ เราไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความคิดกับท่าน หรือผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านยังเป็นรูปแบบที่เป็นตัวอย่างในการทำงานให้กับพวกผม ผมยังเคารพท่านเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง ก็บอกแล้วว่าหากท่านยิ่งพูดหนัก พูดแรง แสดงว่าท่านยิ่งห่วงใยเรา

ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับ พล.อ.เปรม ยังเหนียวแน่น 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่

(หัวเราะ)...ไม่ค่อยสัมพันธ์กันนานแล้ว เพราะไม่มีโอกาสได้เข้าไป แต่คนสัมพันธ์กัน ไม่จำเป็นจะต้องไปอยู่ใกล้กัน โทรศัพท์คุยกันก็ได้ หรือแม้ว่าจะห่างกันข้ามฟากฟ้า จิตใจก็ยังอยู่กันได้ เป็นเรื่องธรรมดา

จะถือโอกาสตอนนี้เข้าไปเคลียร์ปัญหาคาใจกับ พล.อ.เปรม หรือไม่

ต้องขอคุยกับ "หมึก" (พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ นายทหารคนสนิทของ พล.อ.ชวลิต ) เสียก่อน แต่ไม่มีอะไร สบายๆ ขณะนี้ยังไม่ได้มีการติดต่อเพื่อขอเข้าพบ พล.อ.เปรม ตอนนี้ทำงานไปก่อน

ขอถามเรื่องความเจ็บปวดที่ถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อชาติ

ไม่เห็นรู้สึกอย่างไร เราไม่ได้ทำอะไรเลยนิ ..ป๋าเปรมเป็นคนที่เสียสละทำงานให้กับบ้านเมืองมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จนถึงวันนี้อายุท่านจนจะ 90 ปีแล้วท่านยังไม่ทิ้ง แล้วผมยังไม่ 80 ปี จะทิ้งได้อย่างไร เราอาจจะฟังไม่ถนัด หรือท่านอาจจะไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นก็ได้ บางทีเราคิดว่าท่านพูดแรงโว้ย แต่บางทีอาจจะไม่แรง แต่ถ้าท่านพูดแรงแสดงว่าห่วงเรามาก

ที่บอกว่าเคยขอเข้าพบเพื่อลาบวช แต่ พล.อ.เปรมไม่ให้เข้าพบ

คงเกิดจากความเข้าใจผิดกัน แต่เรื่องนี้ ผมได้ติดต่อผ่านไปยัง พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แต่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ คงจะกราบเรียนป๋าเปรมไป แต่ป๋าเปรมอาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก เห็นว่าจะมีคนเข้าพบอีกแล้ว แต่ไม่ว่าง โดยที่ป๋าเปรม เขียนหนังสือเป็นตัวแดงออกมาว่า ไม่ว่าง คือเวลามีอะไรก็จะโทรศัพท์ติดต่อบอกกับพะจุณณ์ ช่วยพี่หน่อยเถอะลูก พะจุณณ์ก็น่ารัก เรียกผมว่าครูมีอะไร เดี๋ยวผมติดต่อให้ ซึ่งพะจุณณ์รับใช้ป๋าเปรมมาตั้งนานแล้ว เมื่อพะจุณณ์รับเรื่องแล้วก็ทำหนังสือกราบเรียนป๋าเปรมว่า มีเรื่องอะไร แต่ป๋าเปรมไม่ได้ดูอะไรมาก ท่านคงคิดว่าใครจะมาเข้าพบธรรมดามั้ง ซึ่งท่านก็ไม่ว่าง เรื่องที่เกิดขึ้นคงเข้าใจผิด

ถ้าเจอ พล.อ.เปรม อยากจะคุยอะไรกับท่าน

หัวเราะ...คงบอกว่าท่านสบายดีหรือครับ ป๋าสบายดีหรือครับ ป๋าอย่าโกรธผมนะครับ พวกหนูๆ ไม่ไปอยู่ใกล้ๆ ท่าน ท่านน่ารักจะตายจริงๆ พวกเราอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่รู้ แต่ยืนยันว่า พล.อ.เปรม ได้โทรศัพท์ไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์ตลอดทุกวันที่ 15 พฤษภาคม ท่านพูดว่า "จิ๋ว ขอให้มีความสุขนะ แข็งแรง" ท่านเป็นคนน่ารัก โธ่คนแบบนี้โทรมาก็สบายแล้ว

แนวทางของโซ่ข้อกลางจะต้องมีอำนาจ ตอนนี้ท่านมีอำนาจหรือไม่

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคู่ขัดแย้ง ที่เรากำลังทำอยู่มันมีอยู่ 2 วิธี คือ 1.อยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้ง อันนี้เรียกว่าโซ่ข้อกลาง พยายามมือซ้ายจับทางซ้าย มือขวาจับทางขวา พยายามฉุดลากดึงและตกแต่งให้ทั้งสองฝ่ายได้พยายามเข้าหากัน การทำภาระหน้าที่ตรงนี้มันเหนื่อยจะต้องมีพลังมาก ต้องมีอำนาจ เช่นกรณีของพรรคเพื่อไทย เสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือกลุ่มไหนๆ ก็แล้วแต่ที่ขัดแย้ง เราจะต้องใหญ่กว่าถึงจะแก้ไขได้ ไม่อย่างนั้นก็ไปฉุดไปดึงให้เขาอยู่ด้วยกันมันคงเกิดขึ้นยาก และ 2.ผมจึงมาเปลี่ยนเป็นวิธีระหว่างความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา แทนที่จะไปซ้ายอะไรอยู่ตรงกลาง ก็เปลี่ยนมาอยู่ข้างซ้าย หรือข้างขวาแทน โดยมึงตี ก็ตีไป กูไปโน่น หันหน้าเข้าหาประชาชน ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนกับบ้านเมือง ใครจะท้าตีท้าต่อยก็ไม่พูด หันหน้าไปทางอื่น การมาเลือกอยู่ซ้ายหรือพรรคเพื่อไทย ผมไม่ได้เลือก แต่ประชาชนเขาเลือก ชี้เลยว่าพ่อใหญ่อยู่ตรงนี้ ซึ่งถ้าไม่อยู่ตรงนี้ก็จะต้องไปอยู่อีกข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งใครดีล่ะ จะอยู่กับเนวิน ชิดชอบ หรืออยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ หรือจะอยู่กับปู่จิ้น (ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) เรื่องนี้จะต้องใช้ระยะเวลาในการทำความเข้าใจกันทำให้เกิดความสมานฉันท์

ที่บอกว่าจะต้องใช้ระยะเวลาทำความเข้าใจนั้นนานหรือไม่

ข้ามคืนก็แก้ได้ องค์กรในการแก้ไขปัญหา หรือสถาบันในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งในบ้างเมือง มีอยู่ 3 องค์กรด้วยกัน และทั้ง 3 องค์กรจะต้องมีอำนาจ ถ้าไม่มีอำนาจจะแก้ไขได้อย่างไร องค์กรที่ 1 คือสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์คือสถาบันที่รวมจิตใจผู้คนที่มีความจงรักภักดี เมื่อถึงเวลาทุกคนจะมองหาพระองค์ท่าน สถาบันก็จะลงมาทำหน้าที่ของท่านด้วยความสมบูรณ์แบบทุกครั้ง มาวันนี้พระองค์ท่านยังไม่ถึงเวลาลงมาแก้ไขปัญหา องค์กรที่ 2 คือ กองทัพ เพราะกองทัพมีอำนาจ ซึ่งที่ผ่านมาก็ลงมาแล้ว และลงมาบ่อย ลงมาประมาณ 13 หน ก็แก้ไม่ได้สักที ส่วนองค์กรสุดท้ายคือ สถาบันการเมือง หรือรัฐบาล ที่มีอำนาจ ถ้ารัฐบาลไม่ทำคราวนี้ประชาชนจะทำ แต่จะต้องมีอำนาจก็จะต้องมายึดอำนาจ ตรงนี้น่ากลัว ดังนั้นเราถึงบอกว่าวันนี้รัฐบาลมีหน้าที่จะต้องรีบแก้เสีย เดี๋ยวประชาชนหรือคนอื่นจะลุกขึ้นมาแก้

การตัดสินใจอยู่พรรคเพื่อไทยถือว่าถูกต้องแล้วใช่หรือไม่

การตัดสินใจที่มาอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะพี่น้องประชาชนเลือกให้ ผมได้พูดกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้วว่า ไม่ต้องการที่จะมาเป็นอะไรในพรรค แต่หากจะมีดำเนินงานอะไรก็จะต้องใช้กรรมวิธีของพรรค ทั้งมวลชน และมหาชนแบบขั้นตอน ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรมากมาย แต่การที่มาครั้งนี้ไม่ได้มาแบบจะเป็นหัวพรรค หรือนายกรัฐมนตรี จะเป็นไปทำบ้าอะไร เพราะเคยเป็นมาหมดแล้ว

ก่อนตัดสินใจเข้าพรรคเพื่อไทยได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนหรือไม่

ได้เขียนหนังสือไปหา เพราะขออนุญาตศาลแล้ว ศาลไม่อนุมัติให้ออกนอกประเทศ จึงได้แต่เขียนหนังสือไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ โดยให้พรรคพวกวิ่งไปหาแทน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ได้ว่าอะไร สำหรับใจความที่เขียนไป คือ 1.ขอมาเป็นแค่สมาชิกพรรคเพื่อไทยเหมือนกับคนทั่วไป อยู่ที่ดีๆ จะมาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค เราจะไม่เห็นใจคนที่อยู่มาก่อนหรือ เขาอยู่มาตั้งนานไม่ได้เป็นอะไร คนในพรรคจะได้ไม่ว่าเรา เพราะถ้าเป็นนอมินี เรารังเกียจกันใช่หรือเปล่า ฉะนั้นเราจึงจะต้องมาเป็นสมาชิกพรรคธรรมดา แล้วเมื่อถึงเวลาอันควร มันก็จะมีการประชุมกำหนดนโยบายแนวทางขั้นตอนอะไรต่างๆ เช่น อาจจะมีการประชุมเร็วๆ นี้ในการเรียกประชุมใหม่ มีการประกาศแนวทางการเมืองใหม่ มีการประกาศนโยบายใหม่เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง ใครจะเป็นหัวหน้า ใครเป็นเลขาฯ หรือที่ปรึกษา ตอนนั้นก็เลือกกันเอง โดยจะมาจากพรรค เพื่อที่ใครจะมาด่าเราไม่ได้ ใครมาสั่งไม่ได้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล