ปิดฉากอุ้มฆ่า2แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์! ป๋าลอ จบ ฎีกายืน-ประหาร

ปิดฉากอุ้มฆ่า2แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์! ป๋าลอ จบ ฎีกายืน-ประหาร

ปิดฉากอุ้มฆ่า2แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์! ป๋าลอ จบ ฎีกายืน-ประหาร
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ปิดฉากคดีดังอุ้มฆ่า 2 แม่-ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ ศาลฎีกาพิพากษายืนประหารชีวิต "ป๋าลอ" พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศสั่งอุ้มฆ่า ชี้หลักฐานสำคัญเป็นผลการชันสูตรศพของแพทย์ที่ระบุว่าไม่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน แต่โดนฆาตกรรม อีกทั้งคำสารภาพของ พ.ต.ท.พันศักดิ์ หัวหน้าทีมอุ้มฆ่าซึ่งซัดป๋าลอเป็นคนบงการ ส่วนพ.ต.ท.พันศักดิ์กับสมุนอีก 2 คนโดนจำคุกตลอดชีวิต ป๋าลอถึงน้ำตาซึมศาลตัดสินประหาร ปิดปากไม่ยอมพูดเรื่องถวายฎีกา ราชทัณฑ์ส่งป๋าลอเข้าแดนประหารทันที ชี้มีเวลา 60 วันยื่นถวายฎีกา เผยคดีอุ้มฆ่า 2 แม่ลูกเป็นผลงานโบแดงของ"ข่าวสด" ที่เจาะข่าวลึกและล้ำหน้าการสืบสวนของตำรวจจนได้รับรางวัลข่าวยอดเยี่ยมแห่งปี "วรรณรัตน์"หัวหน้าทีมคลี่คลายคดีดังเห็นใจป๋าลอที่โดนโทษประหาร แต่จำใจต้องจับกุมตามหน้าที่ตำรวจ

-ศาลฎีกาตัดสินคดีอุ้มฆ่า2แม่ลูก

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์พิพากษา ประหารชีวิต พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีต ผบช.ประจำกรมตำรวจ จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นตัวการสนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน

คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 และนายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ, พ.ต.ท.พันศักดิ์ มงคล ศิลป์ อดีต สว.สส.สภ.อ.เมืองปราจีนบุรี (ยศ ขณะนั้น), จ.ส.ต.ยงค์ กล่ำนาค อดีต ผบ.หมู่ สภ.อ.เมืองปราจีนบุรี (เสียชีวิต), ด.ต.สมนึก เวชศรี อดีตผบ.หมู่ สภ.อ.สระแก้ว, นายวีระชัย พลทิแสง, นายนิคม หรือป๊อด มนต์ศิริ, นายสำราญ แจ่มจำรัส หรือ "พงษ์ ปากกว้าง", นายสมหมาย พุดเทศ (เสียชีวิต) และนายสุภาพ ช่างสาย (เสียชีวิต) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน, เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ และความผิดอื่นรวม 9 ข้อหา

-ขังในบังกะโลก่อนฆ่าอำพราง

ตามโจทก์ฟ้องสรุปว่าเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2537 ระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างเช้าวันที่ 2 ก.ค. - 1 ส.ค. 2537 ต่อเนื่องกันจำเลยที่ 1-4 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาเพชรและทรัพย์สินมีค่าของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด อับดุลอาซิซ แห่งประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่นายเกรียงไกร เตชะโม่ง อดีตคนงานไทยที่เข้าไปทำงาน ได้ลักเพชรและนำเข้ามาในประเทศไทย ได้สืบสวนแล้วเชื่อว่านายสันติ เจ้าของร้านเพชรชื่อดัง รู้ว่าเพชรอยู่ที่ใด แต่จำเลยทั้ง 4 ไม่ได้ออกหมายเรียกตัวนายสันติมาสอบสวน แต่กลับร่วมกับจำเลยที่ 5-9 ลักพาตัวภรรยาและบุตรชายของนายสันติไปจากบ้านพักย่านตลิ่งชัน และนำตัวไปกักขังไว้ที่บังกะโล "กวีวิลล่า" อ.สระแก้ว จ.ปราจีนบุรี แล้วใช้ของแข็งตีที่ศีรษะ และร่างกายของทั้งสองหลายแห่งจนถึงแก่ความตาย ก่อนจะลักทรัพย์สิน รวมมูลค่า 560,000 บาทไป จากนั้นนำร่างผู้ตายทิ้งไว้ในรถยนต์เบนซ์ของนางดาราวดี แล้วขับรถมาจอดทิ้งไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้านริมบึง ถ.มิตรภาพ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ชนเพื่ออำพรางคดีว่าถึงแก่ความตายเนื่องจากอุบัติเหตุเพื่อปกปิดความผิดของพวกจำเลยดังกล่าว

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2545 ให้จำคุกตลอดชีวิตพล.ต.ท.ชลอ จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และให้จำคุกตลอดชีวิตจำเลยอีก 3 คน คือ พ.ต.ท.พันศักดิ์ จำเลยที่ 2, นายนิคม จำเลยที่ 6 และนายสำราญ จำเลยที่ 7 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ให้จำคุก จ.ส.ต.ยงค์ จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 4 ปี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ส่วนจำเลยที่ 4 ด.ต.สมนึก พิพากษายกฟ้อง สำหรับนายวีระชัย จำเลยที่ 5 และนายสมหมาย จำเลยที่ 8 ให้จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันสนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ต่อมาโจทก์และโจทก์ร่วมร้องขอให้เพิ่มโทษ ขณะที่จำเลยที่ 1, 2, 6 และ 7 อุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้องเนื่องจากไม่ได้กระทำผิด

-ศาลอุทธรณ์ให้ประหารป๋าลอ

ต่อมาวันที่ 3 มี.ค.49 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแก้โดยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1, 2, 6 และ 7 ฟังไม่ขึ้น เชื่อว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดจริงตามฟ้อง โดยพล.ต.ท.ชลอ จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานเป็นตัวการสนับสนุนฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไต่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อาญา ม.83 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และมีความผิดฐานเป็นตัวการสนับสนุนกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษาแก้ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว ส่วนจำเลยที่ 2, 6 และ 7 ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำคุกตลอดชีวิตฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาว่า นางดาราวดี และ ด.ช.เสรี เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุมิใช่ฆาตกรรม ขณะที่อัยการและนายสันติโจทก์ร่วมไม่มีพยานเห็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ผู้ตายทั้งสอง และคำให้การของ พ.ต.ท.พันศักดิ์ มงคลศิลป์ จำเลยที่ 2 เป็นคำให้การซัดทอดไม่สามารถรับฟังได้ จึงขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง

-ผลชันสูตรชี้ชัดไม่ใช่อุบัติเหตุ

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ค.37 เวลา 08.00 น. จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5-8 ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายทั้งสอง ขณะขับรถยนต์ออกจากบ้านย่านตลิ่งชันไปกักขังที่กวีวิลล่า จ.สระแก้ว แล้วจำเลยที่ 2, 6 และ 7 ได้ร่วมกันเรียกค่าไถ่จากโจทก์ร่วมได้เงินไปจำนวน 2.5 ล้าน โดยเมื่อวันที่ 1 ส.ค.37 เวลา 02.00 น. ได้พบผู้ตายทั้งสองภายในรถยนต์ซึ่งถูกเฉี่ยวชนที่ถนนมิตรภาพ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่

ศาลเห็นว่าคดีนี้ โจทก์มีแพทย์ผู้ชันสูตร รวมทั้งผู้ที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุรถยนต์ของผู้ตายถูกชนและพยายามเข้าไปช่วย เบิกความไปในทำนองเดียวกันว่า สภาพรถยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชน มีเพียงกันชนด้านหน้าขวาที่ถูกเฉี่ยวชนจนห้อยลงมา เป็นอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ส่วนภายในรถก็ไม่ได้เกิดความเสียหาย สภาพศพนางดาราวดี นั่งก้มหัวประชิดเข่า ส่วนด.ช.เสรี สภาพนอนหงายที่เบาะซ้ายข้างคนขับ โดยไม่มีอวัยวะใดกระแทกกับรถ อีกทั้งตำแหน่งที่รถบรรทุกมาชนรถยนต์ ของนางดาราวดีมาในทิศทางเดียวไม่ได้วิ่งสวนทางที่จะมีแรงปะทะมากหากเกิดการเฉี่ยวชน จึงไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้ผู้ตายทั้งสองเสียชีวิตได้ และจากผลการชันสูตรศพนางดาราวดี พบว่ามีบาด แผล 7 แห่งที่กะโหลกบวมช้ำ เลือดคั่งในสมอง ผิวหนังฉีก ถลอกช้ำ กระดูกหักหลายแห่ง เช่นเดียวกับ ด.ช.เสรีที่มีบาดแผล 3 แห่ง ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าทั้งสองเสียชีวิตเนื่องจากสมองบวมเฉียบพลัน ซึ่งไม่น่าจะเกิดจากอุบัติเหตุเล็กน้อยได้

-พันศักดิ์ซัดทอดป๋าลอสั่งฆ่า

ส่วนแผลที่กกหูของนางดาราวดี คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ได้ทดลองนำผู้หญิงซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับนางดาราวดีไปนั่งที่เบาะคนขับ และให้พยายามนำศีรษะด้านขวาไปแตะที่แกนพวงมาลัยว่าจะทำให้เกิดบาดแผลได้หรือไม่ ปรากฏว่าหญิงสาวดังกล่าวไม่สามารถนำศีรษะเข้าไปใต้แกนพวงมาลัยได้ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 อ้างความเห็นของ พล.ต.ต.ทัศนะ สุวรรณจูฑะ อดีตผบก.นิติเวชตำรวจ เมื่อวันที่ 28 ก.ย.37 ว่าผู้ตายทั้งสองตายด้วยอุบัติเหตุไม่ใช่การฆาตกรรม และแผลที่กกหูเกิดจากอุบัติเหตุ จึงไม่อาจรับฟังได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงแน่นหนารับฟังได้ว่า การเสียชีวิตของผู้ตายทั้งสองเกิดจากการฆาตกรรมด้วยของแข็งไม่มีคม โดยจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันกระทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

นอกจากนี้ โจทก์ยังมีพยานหลักฐานซึ่งเป็นคำให้การของพ.ต.ท.พันศักดิ์ จำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนและรายงานการใช้โทรศัพท์มือถือของพล.ต.ท.ชลอ จำเลยที่ 1 และพ.ต.ท.พันศักดิ์ จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนติดตามหาเพชรที่หายไป โดยจำเลยที่ 1 ได้สั่งการให้จำเลยที่ 2 กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามหาตัวนายสันติ โจทก์ร่วม แต่ไม่พบกระทั่งจำเลยที่ 1 ทราบข่าวของโจทก์ร่วมจึงให้จำเลยที่ 2 กับพวก ไปจับตัวผู้ตายทั้งสอง มากักขัง และจำเลยที่ 1 ยังสั่งให้จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ไปเรียกค่าไถ่เพื่อเป็นการตบตาในการจับตัวผู้ตายทั้งสอง เพื่อให้โจทก์ร่วมออกมาเพื่อที่จะได้นำตัวไปซักถามเรื่องการซื้อขายเพชร แต่เมื่อไม่เป็นไปตามแผนและ จำเลยที่ 1 กลัวว่านายสันติ โจทก์ร่วมจะไปร้องเรียนกับพล.อ.ชว ลิต ยงใจยุทธ รมว.มหาดไทย (ขณะนั้น) จึงสั่งให้จำเลยที่ 2 กับพวกฆ่าผู้ตายทั้งสอง

-ศาลฎีกายืนให้ประหารป๋าลอ

และเมื่อวันที่ 1 ส.ค.37 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.ชลอ จำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาสอบถามพ.ต.ท.พันศักดิ์ จำเลยที่ 2 ว่าเรียบร้อยหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ตอบว่าเรียบร้อย ซึ่งคำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นการให้การเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับตน ไม่ได้เป็นการซัดทอดจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ยกฎีกาขึ้นมาอ้าง ศาลจึงนำคำให้การของจำเลยที่ 2 มารับฟังประกอบกับพยานแวดล้อมอื่นที่ศาลได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น มาลงโทษจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จะได้รับแต่งตั้งให้ติดตามหาเพชร ซึ่งก็ได้ติดตามหาเพชรของกลางคืนแล้วบางส่วนตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนหาเพชรอีก จึงไม่มีความผิดตาม ป.อาญา ม.157

ศาลฎีกาเห็นว่าในการปฏิบัติหน้าที่สืบสวนสอบสวนหาเพชร จำเลยที่ 1 ได้เคยทำหนังสือถึงอุปทูตประเทศซาอุดีอาระเบียว่าจะติดตามหาเพชรบลูไดมอนด์ เพชรประจำราชวงศ์เจ้าชายไฟซาล คืนมาให้ได้ภายใน 15 วัน หลังจากที่นำเพชรส่วนแรกคืนไปแล้ว จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ยังคงติดตามหาเพชรอยู่ โดยสั่งการให้จำเลยที่ 2 กับพวกจับกุมตัวผู้ตายเพื่อหวังให้ได้ตัวโจทก์ร่วมมาซักถามเพื่อให้ได้ข้อมูลเรื่องเพชร ขณะที่นายสันติ โจทก์ร่วมก็เคยเบิกความว่า ก่อนที่ผู้ตายทั้งสองจะถูกจับตัวไป จำเลยที่ 1 เคยจับตัวโจทก์ร่วมไปซักถาม ซึ่งโจทก์ร่วมเคยบอกไปแล้วว่าได้ขายเพชรทั้งหมดไปแล้ว พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1

-เพื่อนรุมปลอบ-ป๋าลอน้ำตาคลอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการฟังคำพิพากษาวันนี้มีเพื่อนอดีตนายตำรวจรุ่นเดียวกับพล.ต.ท.ชลอ และอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาประมาณ 30 คน เดินทางมาฟังคำพิพากษา แต่ไม่ปรากฏว่า นางมิเชล เกิดเทศ ภรรยาชาวต่างชาติ รวมทั้งบุตรเดินทางมาฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด โดยก่อนอ่านคำพิพากษา พล.ต.ท.ชลอยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย พูดคุยกับทนายความ

กระทั่งศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ลงโทษให้ประหารชีวิต พล.ต.ท.ชลอถึงกับตาแดงน้ำตาคลอ ขณะที่กลุ่มเพื่อน ลูกน้องและญาติ พร้อมใจกันเดินเข้าไปปลอบใจและให้กำลังใจพล.ต.ท.ชลอ ได้แต่รับไหว้และแสดงท่าทางรับไมตรีกลับ แต่ไม่กล่าวตอบถึงความรู้สึกของตนเองให้กลุ่มเพื่อนฟัง ภายหลังเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวพล.ต.ท.ชลอออกมาจากห้องพิจารณาคดีเพื่อรอส่งตัวกลับไปควบคุมที่เรือนจำ

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามพล.ต.ท.ชลอว่ายอมรับคำพิพากษาหรือไม่ และจะยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ แต่พล.ต.ท. ชลอ ไม่ตอบคำถามใดๆ

-ทนายเตรียมยื่นถวายฎีกา

ขณะที่นายปรอย พุ่มหมัน ทนายความของพล.ต.ท.ชลอ กล่าวว่า หลังจากที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ประหารชีวิตพล.ต.ท.ชลอ ยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเอง และขอให้ใช้สิทธิ์ทางกฎหมายยื่นฎีกาจนคดีถึงที่สุด และเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์แล้ว ทางคดีไม่อาจดำเนินการใดได้อีก คงมีเพียงการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นกระบวน การที่สามารถดำเนินการได้เมื่อคดีมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งจะต้องดำเนินการผ่านกระทรวงยุติธรรม แต่ผลจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของพระราชอำนาจที่จะทรงวินิจฉัย ที่ผ่านมาพล.ต.ท. ชลอยังไม่ได้หารือกับตนในเรื่องการยื่นฎีกา แต่หลังจากนี้จะหารือกันอีกครั้ง ซึ่งการจะยื่นถวายฎีกาหรือไม่เป็นการตัดสินใจของพล.ต.ท.ชลอ

-จำคุกตลอดชีวิตพันศักดิ์-2สมุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพ.ต.ท.พันศักดิ์ จำเลยที่ 2 นายนิคม จำเลยที่ 6 และนายสำราญ จำเลยที่ 7 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาซึ่งเป็นโทษหนักสุด ส่วนจ.ส.ต.ยงค์ จำเลยที่ 3 เสียชีวิตขณะอุทธรณ์คดีให้จำหน่ายออกจากสารบบความ นายวีระชัย จำเลยที่ 5 และนายสมหมาย จำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือนนั้นประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี ซึ่งอัยการโจทก์-จำเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คดีทำให้คดีของจำเลยที่ 5 และ 8 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และด.ต.สมนึก จำเลยที่ 4 ศาลพิพากษายกฟ้อง คดีจึงถึงที่สุด

-ผลงานเจาะข่าวดัง"ข่าวสด"

สำหรับคดีอุ้มฆ่า 2 แม่ลูกตระกูลศรีธนะ ขัณฑ์ เป็นผลงานการเจาะข่าวของหนังสือพิมพ์ข่าวสดในยุคนั้น จนได้รับรางวัลข่าวยอดเยี่ยมแห่งปี โดยหนังสือพิมพ์ข่าวสดเกาะติดข่าวการเสียชีวิตของนางดาราวดี และด.ช.เสรี ตั้งแต่วันแรกที่พบศพ ซึ่งหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 2 ส.ค.2537 พาดหัวข่าวว่า "สีกากีอุ้ม-ฆ่า ลูกเมียสันติเพชรซาอุ" การนำเสนอข่าวนี้ของข่าว สดในช่วงนั้นได้รับการยอมรับจากผู้อ่านว่าเป็น การเจาะข่าวลึกและแม่นยำ ที่สำคัญเป็นการนำเสนอข่าวล้ำหน้าการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกระทั่งมีการจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด

-คุมตัวส่งเข้าคุกบางขวาง

วันเดียวกัน นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาตัดสินลงโทษประหารชีวิตพล.ต.ท.ชลอ ว่า ในส่วนของเรือนจำ เมื่อคดีสิ้นสุดเด็ดขาดและศาลตัดสินประหารชีวิต ก็ต้องย้ายพล.ต.ท.ชลอ ที่คุมขังอยู่เรือนจำกลางคลองเปรมไปไว้ที่แดน 2 หรือแดนประหาร เรือนจำกลางบางขวางทันที โดยเจ้าหน้าที่จะคุมตัวพล.ต.ท.ชลอจากศาลฎีกาไปที่เรือนจำกลางบางขวางเลย จากนั้นพล.ต.ท.ชลอมีสิทธิยื่นเรื่องถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษภายใน 60 วัน ซึ่งปกติผู้ต้องหาจะเป็นผู้เขียนฎีกาด้วยตนเอง เพราะผู้ต้องโทษประหารชีวิตจะรู้ว่าตนเองได้เคยทำความดีในสิ่งใดไว้บ้างที่จะยกขึ้นขอพระราชทานอภัยโทษ อย่างไรก็ตาม การพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจสุดแต่พระองค์จะโปรดเกล้าฯ ลงมา

นายกอบเกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับนักโทษประหารชีวิตที่รวมทั้งผู้ที่คดียังไม่สิ้นสุดเด็ดขาด ขณะนี้มีอยู่กว่า 800 คน ส่วนนักโทษประหารชีวิตที่คดีสิ้นสุดเด็ดขาด และอยู่ระหว่างถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษมีกว่า 100 คน ทั้งนี้ การดูแลพล.ต.ท.ชลอ ซึ่งเป็นนักโทษประหารชีวิต ยืนยันได้ว่า นักโทษทุกคนไม่มีอภิสิทธิ์และการดูแลเหมือนกันทุกคน แต่ต้องยอมรับว่า ความเป็นอยู่ของนักโทษในเรือนจำมีการแบ่งพรรคแบ่งพวก นักโทษที่มีฐานะและมีเงินทอง เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ก็มักแบ่งอาหาร บุหรี่ หรือสิ่งของให้นักโทษที่ไม่มี อย่างกรณีพล.ต.ท.ชลอที่มีข้อสงสัยว่าอยู่ในเรือนจำก็อยู่สบาย ไม่เป็นเช่นนั้น แต่ยอมรับว่าอาจมีนักโทษที่เป็นพรรคพวกเดียวกันดูแล เพราะนักโทษที่มีฐานะก็จะมีอาหารสิ่งของจุนเจือให้นักโทษอื่น

-"วรรณรัตน์"เผยปูมคดีดัง

วันเดียวกัน พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ อดีตผบช.น. เปิดเผยถึงคดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2537 ขณะที่ตนดำรงตำแหน่งผบก.ป. ได้รับมอบหมายจากพล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อ.ตร.ในขณะนั้น ให้จัดชุดสืบสวนสอบสวนเข้าคลี่คลายคดีการเสียชีวิตของนางดาราวดี และ ด.ช.เสรี ซึ่งคดีดังกล่าวเกิดจากนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ได้ขโมยเพชรของราชวงศ์ซาอุฯ หนีกลับมาประเทศไทย กระทั่งทางการประเทศซาอุดีอาระเบียประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศให้ช่วยติดตามตัวนายเกรียงไกรพร้อมเพชรส่งกลับคืน สมัยนั้นกระทรวงมหาดไทยกำกับดูแลกรมตำรวจ ตั้งชุดเฉพาะกิจ โดยมีพล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ เป็นผบช.ประจำกรมตำรวจ ติดตามยึดทรัพย์พร้อมนำตัวนายเกรียงไกรส่งดำเนินคดี ส่วนของกลางทั้งหมดที่ยึดได้ส่งกลับคืนให้ทางการซาอุฯ

พล.ต.ท.วรรณรัตน์กล่าวว่า ต่อมาทางการซาอุฯ ได้ทักท้วงว่าเพชรที่ส่งคืนได้ไม่ครบ โดยเฉพาะเพชรบลูไดมอนด์ ทำให้อธิบดีกรมตำรวจสมัยนั้น ตั้งชุดเฉพาะกิจชุดที่สอง นำทีมโดย พล.ต.ท.ธนู หอมหวล ผบช.ก. ดำเนินการสืบ สวนสอบสวนติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งนายซาอิด โคจา อุปทูตซาอุฯ ประจำประเทศไทย ได้เร่งรัดกรมตำรวจเร่งติดตามหาทรัพย์สินที่เหลือคืนมา โดยเฉพาะเพชรบลูไดมอนด์

-แฉ"เสี่ยสันติ"ร้องถึงอ.ตร.

พล.ต.ท.วรรณรัตน์ กล่าวต่อว่า ทำให้อธิบดีกรมตำรวจ จำเป็นตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมาอีกชุด เพื่อติดตามคดีเกี่ยวกับเรื่องเพชร นำโดย พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รองอ.ตร. ตน พ.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย พ.ต.อ.ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ พ.ต.ท.เมธี กุศลสร้าง พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง สืบสวนหาข่าวทราบว่า นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ ที่รู้จักคุ้นเคยกับพล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ มีปัญหาเรื่องภรรยาและลูกชายได้หายตัวไป ทำให้นายสันติได้มาร้องต่ออธิบดีกรมตำรวจให้ช่วยติดตาม จึงมีการแต่งตั้งตนพร้อมคณะทำงานขึ้นมาสืบสวนหาข่าว

กระทั่งเวลาผ่านไป 1 เดือน พบศพสองแม่ลูกเสียชีวิต ถูกรถบรรทุกชนที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อจึงตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พบศพสองแม่ลูกถูกจัดฉากอยู่ในรถเบนซ์ที่ถูกรถบรรทุกพุ่งชน จากการตรวจสอบภายในรถอย่างละเอียดพบพยานหลักฐานหลายอย่าง อาทิ ผ้าอนามัย 2 ห่อ ทั้งที่ซื้อจากกรุงเทพฯ และที่ห้างเอสพี พลาซ่า จ.สระแก้ว รวมทั้งผู้เสียชีวิตทั้งสองมีบาดแผลบริเวณกกหู และรอยฟกช้ำตามตัว จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ถึงการเสียชีวิตไม่น่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ คาดว่าถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายมาก่อน

-เห็นใจป๋าลอรับโทษประหาร

พล.ต.ท.วรรณรัตน์กล่าวว่า คณะทำงานของตนมีด้วยกัน 20-30 นาย มีการเข้าประชุมวิเคราะห์กันทุกวัน สืบสวนติดตามจนพบแหล่งกักขังตัวสองแม่ลูกเป็นบังกะโลกวีวิลล่า อยู่ใกล้กับห้างเอสพี พลาซ่า อ.สระแก้ว จ.ปราจีนบุรี สมัยนั้น รวมทั้งพยานยืนยันทั้งแม่และเด็กเข้ามาซื้อของในห้าง โดยมีนายตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงตามจับกุมชุดอุ้ม ประกอบด้วย ตำรวจและพลเรือน อุ้มสองแม่ลูกมากักขังตัวไว้ก่อนจะฆ่าอำพรางคดี ทั้งหมดให้การซัดทอดจึงนำไปสู่การเสนอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นชอบจึงอนุมัติออกหมายจับพล.ต.ท.ชลอต่อไป

พล.ต.ท.วรรณรัตน์กล่าวว่า ในวันนี้ที่เป็นวันตัดสินคดีของพล.ต.ท.ชลอ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ประหารชีวิตนั้น ตนมีความรู้สึกไม่สบายใจที่พล.ต.ท.ชลอต้องมารับโทษเช่นนี้ แต่คดีนี้หากตนไม่ทำจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะเราทำงานเป็นทีมเป็นคณะ ไม่ได้ตัดสินเพียงคนเดียว อีกทั้งเป็นมติในที่ประชุม เนื่องจากทุกคนต่างมุ่งมั่นในการทำงาน ตนเป็นตำรวจมีหน้าที่ทำอะไรย่อมรู้ดี

"บางอย่างไม่อยากทำ แต่ต้องทำเพราะมีจิตสำนึกความเป็นตำรวจ เพราะฉะนั้น จะต้องทำอย่างตรงไปตรงมา บางครั้งทำไปแบบไม่สบาย ใจและอึดอัด แต่เราต้องมั่นคงและแน่นอน เพราะเขาทำผิดจริง" พล.ต.ท.วรรณรัตน์กล่าว

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล