จ่อออกหมายจับ "แอมมี่ เดอะบอตทอม บลูส์" คดี ม.112 กรณีเผาพระบรมฉายาลักษณ์

จ่อออกหมายจับ "แอมมี่ เดอะบอตทอม บลูส์" คดี ม.112 กรณีเผาพระบรมฉายาลักษณ์
Voice TV

สนับสนุนเนื้อหา

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. และโฆษก บช.น. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับความคืบหน้ากรณี ผู้ก่อเหตุเผาพระบรมฉายาลักษณ์ฯ หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ณ ลานแถลงข่าว ชั้น 1 อาคาร บช.น. โดยระบุว่า กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการขอออกหมายจับผู้ร่วมกระทำผิดเบื้องต้น 3 ราย ในข้อหาวางเพลิง เผาทรัพย์สินของทางราชการ ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ บุกรุกสถานที่ราชการ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันกษัตริย์

พล.ต.ต.ปิยะ ย้ำว่า ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่าในคดีนี้ เมื่อศาลออกหมายจับแล้วจะรีบดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดมาให้ได้โดยเร็ว ซึ่งระหว่างนี้อยู่ระหว่างการขอศาลอนุมัติออกหมายจับ โดยขณะนี้ได้พิสูจน์ทราบตัวผู้ก่อเหตุบางคนแล้ว และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ย้ำชัดว่า คดีนี้ยอมไม่ได้ ต้องมีการดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

สำหรับอัตราโทษของคดีนี้ พล.ต.ต.ปิยะ ระบุว่า ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์สินของทางราชการก็อัตราโทษที่หนักอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีความผิดฐานบุรุกสถานที่ราชการในเวลากลางคืนอีก และยังมีความผิดตามมาตรา 112 ด้วย

พล.ต.ต.ปิยะ ระบุด้วยว่า หนึ่งในผู้ก่อเหตุเป็นนักร้องที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด และมีประวัติเกี่ยวกับคดีทางการเมืองด้วย โดยกรณีนี้มีพยานหลักฐานอย่างชัดเจน และหากผู้ก่อเหตุรู้ตัวก็สามารถเดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวนได้เพื่อมอบตัวได้ เพราะอย่างไรก็ตามจะตามจับตัวแน่นอนอยู่แล้ว และนอกจากนี้ในการสืบสวนซึ่งดำเนินการอยู่คาดว่า อาจจะมีผู้ร่วมกระทำผิดเพิ่มเติม

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดไทม์ไลน์การก่อเหตุ เผยโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ขณะที่ช่วงเช้าวันนี้ ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีการวางเพลิงเผาทรัพย์ หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ว่า จากการสืบสวนของตำรวจร่วมกับกรมราชทัณฑ์  ทราบว่ามีผู้ก่อเหตุ 3 ราย ชาย 2 หญิง 1 ใช้รถยนต์ในการก่อเหตุ ซึ่งตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อขอหมายศาลออกหมายจับ

ตอนนี้อยู่ระหว่างขยายผลการตรวจสอบเส้นทาง จนได้ทราบว่าเกี่ยวกับกลุ่มการเมือง หากเราสาวถึงใครเราดำเนินคดีหมด เพราะเป็นการกระทำที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำลายความรู้สึกของคนไทย สิ่งที่ทำเป็นโทษที่ร้ายแรงมากเพราะเป็นการวางเพลิงเผาทรัพย์ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และมีโทษหนักถึงประหารชีวิตเพราะเป็นโรงเรือนและสมบัติของทางราชการ ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้เกี่ยวกับการชุมนุม และการที่เจตนาเผาพระบรมฉายาลักษณ์เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ตามมาตรา 112 มีโทษจำคุก 3-15 ปี รวมถึงการบุกรุกสถานที่ราชการ มีโทษจำคุก 5 ปี

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เรื่องการแชร์ภาพอันมิบังควร มีโทษจำคุก 5 ปี รวมแล้วตอนนี้มี 4 ข้อหาหนักซึ่งโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ซึ่งทาง สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้เร่งรัดให้นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ภายใน 7 วัน

ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต กล่าวอีกว่า จากไทม์ไลน์ที่ทาง ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ได้สืบสวนและตรวจหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่เกิดเหตุ พบว่า จากการตรวจสอบของกล้องวงจรปิด กทม.

- เวลา 02.46 น. พบรถผู้ก่อเหตุวิ่งผ่านร้านแกนด์โฮม ใต้สะพานข้ามแยกพงษ์เพชร งามวงศ์วาน 35

- เวลา 02.49 น. จากกล้องของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ พบรถผู้ก่อเหตุวิ่งผ่านหน้าสำนักงาน ฝั่งถนนงามวงศ์วานขาออก วิ่งผ่านประตูเรือนจำกลางคลองเปรม

- เวลา 02.50 น. จากกล้องมุมสูงของการไฟฟ้าฯ พบรถผู้ก่อเหตุจอดริมถนนเลยจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร

- เวลา 02.55 น. พบรถผู้ก่อเหคุถอยกลับมาห่างจากจุดเกิดเหตุ 20 เมตร

- เวลา 03.08 น. พบว่าไฟเริ่มติดตรงจุดเกิดเหตุ และอีก 1 นาทีต่อมา ผู้ก่อเหตุได้ขับออกไปเพื่อหลบหนี

"เรื่องนี้เป็นการเตรียมการมาอย่างแน่นอน เพราะในที่เกิดเหตุพบไฟแช๊ก น้ำมัน เตรียมมาจุดไฟเผา และใช้เวลาในช่วงเช้ามืดของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ใช้เวลาก่อเหตุประมาณ 10 นาที และหนีทันที และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกรมราชทัณฑ์ได้ทำรายงานถึงสำนักพระราชวัง เพราะเวลาที่เรานำพระบรมฉายาลักษณ์มาใช้เราต้องขออนุญาตจากทางราชวัง ซึ่งหากถูกเผาทำลายเราก็ต้องรายงานให้ทราบ

ปกติภายในเรือนจำมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว ซึ่งที่เกิดเหตุติดถนนที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาตามปกติ ตอนนี้อธิบดีได้ใช้มาตรการเข้มข้นสูงสุด มีเวรยามตลอดเวลา และจุดใดที่มีความละเอียดอ่อนก็ได้สั่งให้ดูแลเข้มข้นขึ้นในทุกเรือนจำ" ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต กล่าว