คนทำร้ายเด็กไม่ได้มีแค่ "ครูจุ๋ม" ผู้ปกครองงัดหลักฐานแจ้งความ ครูพี่เลี้ยงชายชาวฟิลิปปินส์

คนทำร้ายเด็กไม่ได้มีแค่ "ครูจุ๋ม" ผู้ปกครองงัดหลักฐานแจ้งความ ครูพี่เลี้ยงชายชาวฟิลิปปินส์
S! News (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

ผู้ปกครองเด็กเข้าแจ้งความเพิ่ม หลังพบภาพวงจรปิดครูพี่เลี้ยงชายทำรุนแรงกับเด็ก ด้าน รมช.ศึกษาธิการ เข้าพบผู้ปกครองรับฟังปัญหา

วันนี้ (27 ก.ย.63) ผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนดังบนถนนราชพฤกษ์ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ เดินทางเข้าพบตำรวจ สภ.ชัยพฤกษ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อขอลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน หลังทราบข่าวจากสื่อต่างๆ เพื่อให้ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดในวันอื่นๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด ไม่ใช่แค่วันเกิดเหตุ เพราะสงสัยว่าลูกก็น่าจะถูกทำร้าย เนื่องจากกลับบ้านมามีรอยแดงช้ำตามแขน โดยลูกบอกว่าถูกยุงกัด

ด้าน น.ส.กัลป์นัชยา อายุ 34 ปี ผู้ปกครองเด็ก กล่าวว่า วันนี้นำภาพจากกล้องวงจรปิดคลิปใหม่มาแจ้งความดำเนินคดีกับครูผู้ชายขณะทำร้ายลูกชาย แสดงว่าไม่ได้มีแค่ครูจุ๋มคนเดียวที่ทำร้ายเด็ก ตนเห็นแล้วรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราทำงานหนักหาเงินเพื่อส่งให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ แต่ลูกต้องมาเจอแบบนี้ คนเป็นพ่อแม่แทบหัวใจสลาย ยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

นายชาญวิทย์ อายุ 37 ปี พ่อของน้องเสือ เด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 1 ห้อง E เปิดเผยว่า เมื่อไล่ดูคลิปจากวงจรปิดพบว่า มีภาพเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ครูชายชาวต่างชาติซึ่งเป็นชาวฟิลิปปินส์ทำหน้าที่สอนภาษาอังกฤษ ได้เดินชี้หน้าน้องเสือลูกชายตนมาตั้งแต่กลางห้อง

จากนั้นจึงตรงไปหาน้องเสือแล้วกระชากเก้าอี้ที่น้องเสือนั่งอยู่ พร้อมกับฉุดกระชากแขนให้น้องเสือลุกขึ้น เมื่อน้องเสือไม่ยอมก็ถูกจับแขนให้ลุกขึ้น และถูกผลักหลังให้เดินออกไปนอกห้อง แม้น้องเสือจะพยายามขัดขืนก็ตาม จนกระทั่งน้องเสือถูกพาตัวออกไปนอกห้องพร้อมกับครูชายชาวต่างชาติคนดังกล่าว โดยในเหตุการณ์จะเห็นว่า มีครูจุ๋ม และครูอีกคนที่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ โดยไม่มีการเหลียวแลหรือห้ามปรามใดๆ ในการใช้ความรุนแรงกระทำกับเด็กตัวเล็กๆเลย

นายชาญวิทย์ กล่าวว่า หลังเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดดังกล่าวแล้ว ตนรู้คับแค้นใจเป็นอย่างมาก จึงเตรียมนำคลิปเหตุการณ์เข้าแจ้งเพื่อความเอาผิดกับนายมาวิน ครูสอนภาษาอังกฤษชาวฟิลิปปินส์รายนี้ด้วย ที่กระทำรุนแรงกับลูกชายตน เพราะตนก็ไม่รู้เลยว่า หลังจากน้องเสือถูกกระชากถูกผลักให้ออกไปจากห้องตรงนั้นแล้ว เขาจะถูกกระทำอะไรต่ออีก เป็นเรื่องที่ตนซึ่งเป็นพ่อคงยอมไม่ได้

ต่อมา นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.สถิตพร บุณยรัตพันธุ์ ผกก.สภ.ชัยพฤกษ์ ขอให้ดำเนินการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 310 แก่ครูหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทุกคนขณะเกิดเหตุในฐานะตัวการร่วมหรือ เป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการกระทำความผิด

นายรณรงค์ กล่าวว่า จากกรณีที่นางสาวจุ๋ม ซึ่งเป็นครูในสังกัดโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ได้ทำร้ายร่างกายนักเรียนชั้นอนุบาล 1 มีผู้ปกครองแจ้งเพิ่มเติมว่า เด็กนักเรียนบางคนถูกลงโทษด้วยวิธีการขังในห้องน้ำโรงเรียนเป็นเวลานาน ทำให้เด็กได้รับอันตรายด้านจิตใจและเป็นการจำกัดเสรีภาพ ไม่ให้ออกไปไหน ให้เด็กอยู่ในที่กำหนด โดยมีขอบเขตจำกัด โดยที่เด็กไม่สมัครใจ มีอาการหวาดระแวง กลัวการไปโรงเรียน ตื่นขึ้นมาผวาตอนกลางคืน บางครั้งมีอาการหลอนพูดจาคนเดียว และหวาดกลัวการเข้าไปอยู่ในห้องแคบๆ คนเดียว แต่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้มีความเห็นทางกฎหมายในประเด็นนี้ จึงอยากให้สอบสวนเพิ่ม

หลังจากนั้น นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินทางมาพบกับกลุ่มผู้ปกครองเพื่อสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้น โดยใช้เวลากว่า 1 ชม. ก่อนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นผู้ที่กำกับดูแลโรงเรียนเอกชนโดยตรง ต้องขอแสดงความห่วงใยผู้ปกครองทุกคนและขอให้กำลังใจ วันนี้ตนมารับฟังในฐานะที่เป็นแม่คนหนึ่ง เรายืนเคียงข้างความถูกต้อง ตอนนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เชิญผู้ปกครองนักเรียนพร้อมตัวแทนของโรงเรียนเข้ามาพูดคุยกันที่กระทรวงศึกษาธิการในวันพรุ่งนี้ (28 ก.ย.63)เวลา 09.00 น.เพื่อหาข้อยุติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง

ส่วนปัญหาที่ได้รับฟังไม่ได้มีเพียงมิติที่นักเรียนถูกทำร้าย แต่ยังมีมิติอื่นที่ผู้ปกครองได้นำเสนอ ซึ่งจะต้องสร้างมาตรฐานที่ถูกต้องและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ทีมงานที่อยู่ในส่วนของรัฐมนตรีต้องเป็นคณะกรรมการที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจนและเกิดความสบายใจ นอกจากนี้เราจะดูว่าการที่โรงเรียนสารสาสน์รับผู้ช่วยครูมามีกระบวนการอย่างไรบ้าง รวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของทางโรงเรียนกับที่ปฏิบัติกับนักเรียนตรงกันหรือไม่