"เจมส์ เรืองศักดิ์" ขอเบรกงานในวงการ เพื่อทุ่มเวลาให้ "น้องเมดา" มากที่สุด

"เจมส์ เรืองศักดิ์" ขอเบรกงานในวงการ เพื่อทุ่มเวลาให้ "น้องเมดา" มากที่สุด

"เจมส์ เรืองศักดิ์" ขอเบรกงานในวงการ เพื่อทุ่มเวลาให้ "น้องเมดา" มากที่สุด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ขึ้นแท่นคุณพ่อหลงลูกไปอีกคน เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ที่ยอมเบรกงานในวงการบันเทิงแล้วหันไปทุ่มเวลาเลี้ยงดูลูกสาวน้องเมดา ด้วยตัวเองแบบเต็มที่ ชนิดที่ตัวติดกับกันเป็นปาท่องโก๋ 

ล่าสุด รายการต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 ได้ขอแบ่งเวลา คุณพ่อเจมส์ มานั่งคุยอัพเดทชีวิตหลังหายจากหน้าจอไปพักใหญ่ให้แฟนหายคิดถึงว่าจะหวนคืนวงการไหม พร้อมกับคำถามซึ่งเป็นความในใจของ ครูก้อย ศรีภรรยาของ เจมส์ เรืองศักดิ์ ที่ได้ฝากเหล่าพิธีกรในรายการขยี้ถามสามีให้หายคาใจ 

ภรรยาฝากมาเรื่องแรก คือ เจมส์ เป็นมนุษย์ตาราง คือ อย่างเจมส์ มีคิวจะต้องวิ่ง 6 โมง ขับรถอยู่กลางถนนก็ต้องไปวิ่งตอนนั้นเลย ทำไมต้องถึงขนาดนั้น

เจมส์ : "จริงครับ คือ ผมเป็นคนที่มีวินัย ผมเป็นคนมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าถ้าคนเราสร้างวินัยกับเรื่องหนึ่งได้สม่ำเสมอแล้ว ก็จะมีวินัยได้กับทุกๆเรื่อง คนเราเมื่อมีวินัยจริงๆต้องไร้ซึ่งข้ออ้าง"

สมมุติว่าครูก้อย อยู่ด้วยกำลังจะถึงบ้าน แล้วส่งภรรยาเสร็จ แล้วมันจะต้องเรทเวลาที่เราวางตารางวิ่งไปครึ่งชั่วโมง แล้วพอส่งภรรยาเรียบร้อยแล้วค่อยมาวิ่งเป็นแบบนี้ได้ไหม

เจมส์ : "ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก่อนมีลูกให้รอครับ เจรจากันได้คุยกันได้ครับ"

แล้วอย่างหลังจากวิ่งเราอาบน้ำในปั้มมันไม่มากไปเหรอ ทำไมเราไม่รอให้ถึงบ้าน แล้วค่อยอาบน้ำก่อนได้

เจมส์ : "จริงๆ อย่างนี้ครับ เราไม่ได้ถึงกับนุงผ้าขาวม้าเข้าไปอาบน้ำในปั๊มอะไรขนาดนั้น เราก็วแค่ เราก็แค่ถือน้ำเข้าไปล้างตัวอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเองครับ"

นอกจากเป็นคนที่ทำอะไรเป็นตารางแล้ว จริงหรือเปล่าที่เจมส์ มีห้องมติลี้ลับในบ้าน ที่แม้แต่ภรรยาก็ห้ามเข้า จริงหรือเปล่า

เจมส์ : "(หัวเราะ) คือแบบนี้ครับ ก่อนแต่งงานเราก็มีโลกส่วนตัวของเรา เวลา 24 ชั่วโมงเป็นของครอบครัวอยู่แล้ว แต่เราก็ขอเวลานิดนึงที่เป็นของเรา คือ ช่วงเวลาหลังจากที่พวกเขานอนแล้วสักชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงครับ"

ทำอะไรในช่วงเวลานั้น 

เจมส์ : "ไม่มีอะไรครับ เราจะเล่นดนตรี ให้ห้องนั้นจะมีเปียโน กีตาร์ บางทีเราอยากเรียนรู้เรื่องอะไรบางอย่าง เราก็จะใช้ช่วงเวลานั้นเรียนรู้ผ่านทางออนไลน์ คือจริงๆก็ขอให้มีพื้นที่ส่วนตัวของเราบ้าง "

ถาม แต่ทำไมภรรยาห้ามเข้าห้องนี้

เจมส์ : จริงๆเข้าได้ครับ

และยังมีอีกเรื่องที่ภรรยาเม้าส์มาคือ ภรรยาเขาไม่ให้ เจมส์ ถือเงินเลย เพราะเมื่อไหร่ที่ถือเงินคือ หมดทันที 

เจมส์ : "จริงๆ แล้ว เรื่องทั้งหมด ผมเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น  ผมรู้สึกว่าเราต้องมีคนช่วยตัดสินใจ เพราะผู้ชายเมื่อได้เงินมาอันโน้นก็อยากได้ อันนี้ก็อยากได้ พอได้เงินมาเราจะตัดสินใจซื้อเลยเมื่อเราอยากได้ของที่เราเห็น ผมเป็นคนเมื่อเวลาที่จะซื้อของต้องซื้ออะไรที่อย่างดีที่สุด ภรรยามองเห็นแล้วว่าไม่ดีแน่ๆ เราเองเราก็รู้ตัวแน่ๆว่าไม่ได้ล่ะ เราก็เลยฝากเงินไว้ที่เขาอยากได้อะไรก็เบิก แต่ก็มีบ่อยนะครับที่เราเขียนรายการเบิกไปแล้วเขาไม่ให้ เพราะเขามองว่าอะไรที่มีแล้วซื้อมาแล้วไม่จำเป็นต้องมีอีก"

เจมส์ : "ช่วงแรกๆ เคยมีทะเลาะกันเหมือนกันกับเรื่องเงินที่เบิกแล้วเขาไม่ให้เพราะเราไม่เข้าใจ แต่เราก็เข้าใจสัจจะธรรมอยู่ข้อหนึ่งครับ เงิน ไม่ได้ซื้อทุกอย่างในชีวิตได้นะถ้าเมียไม่อนุญาต"

จริงหรือเปล่าที่ตอนแรกไม่อยากมีลูก แต่พอมีแล้วหลงลูกสาวมาก 

เจมส์ : "น้องตอนนี้ 1 ขวบกับอีก 4 เดือนครับ ยอมรับเลยครับ มีลูกแล้วหลงมาก โดยเฉพาะลูกสาวนะ คือ เป็นคนไม่เคยคิดเลยว่าจะมีลูกตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว คือ เป็นชีวิตช่วงหนึ่งของเราครับ เพราะเราเอ็นจอยว่าชีวิตเราก็มีความสุขอยู่แล้ว แต่พอมีลูกสาวแล้วชีวิตเป็นอีกแบบเลยครับ คือ ผมติดลูกสาวมาก ชีวิตมันเปลี่ยนเป้าหมาย เหมือนว่าเราเป็นโลกทั้งใบของเขาเลยครับ"

ลูกสาวโตขวบกว่าแล้ว ยังไม่ให้ลูกสาวเดินดินเลย จริงไหม

เจมส์ : "คือไม่ถึงขนาดนั้น เป็นคนที่รักลูกมากเป็นคนใจเสาะมาก แต่เขาก็บอกว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นคนใจเแข็งมากๆนะ ให้เขามีประสบการณ์ในการบาดเจ็บบ้าง ตอนก่อนที่เราจะมีลูกเราก็อ่านหนังสือ เราคิดเลยเดี๋ยวจะปล่อยให้ทำทุกอย่างอย่างเลย แต่พอเอาเข้าจริงๆพอมีลูก ไม่ได้เลย คือ อย่างเราเห็นลูกเดินเข้าตรงขอบโต๊ะ ลูกจะหัวแตก ลูกเดินเข้าไปในสวนจะมีงู คือ จินตนาการไปก่อนล่วงหน้าเลย จนภรรยาเริ่มทักว่าไม่ได้นะ พี่ต้องปล่อยบ้าง เราก็เถียงเขาว่าเธอไม่ใส่ใจลูก ผมชอบเอามาอุ้ม แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวแล้วครับว่าไม่ได้ ต้องให้เขารู้จัก ไม่งั้นเขาจะไม่เกิดการเรียนรู้"

หายหน้าหายตาไปจนหลายคนถามว่าจะไม่รับงานในวงการบันเทิงแล้วหรือเปล่า เพราะ 24 ชั่วโมงทุ่มให้กับครอบครัวทั้งหมดเลย 

เจมส์ : อยู่กันแบบ 23 ชั่วโมงจริงๆครับ คือแบบนี้ครับ ผมได้ศึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกนะครับ ค้นพบว่าสิ่งที่สำคัญคือการมีเวลากับลูกตอนที่เขาเด็กๆ เพราะมันจะเกิดสายใยขึ้นเขาจะเกิดความผูกพันกับเราเวลาที่เขาโตขึ้นเวลาที่เขาจะคิดทำผิด ทำไม่ดี เขาจะมีตรงนี้ดึงเขาอยู่ แต่ถ้าเราไม่มีเวลาให้เขาตอนโตมันไม่ได้นะครับ มันจะขาดช่วงไป อย่างงานในวงการบันเทิงผมตั้งใจที่จะไม่รับงานอย่าง ละคร พิธีกร หรืออะไรมาปีกว่าๆล่ะ เพื่อที่จะใช้เวลาข่วงนี้อยู่กับลูกให้มากที่สุดเรียกว่าเป็นเวลาทองเลยครับ 

เจมส์ : ผมก็ทำหน้าที่ อาบน้ำ แต่งตัวให้ลูก อ่านนิทานให้เขาฟัง ตั้งแต่ที่เขาเกิดมาเลยนะครับ ส่วนครูก้อย จะเป็นคนที่ให้นมลูก เพราะลูกจะติดนม เราจะมีคนช่วยเลี้ยง แต่ข่วยในที่นี่ คือเป็นคนเตรียมข้าว ล้างขวดนม แต่ในส่วนของเรื่องการป้อนอาหาร หรือ อะไรเราเป็นคนทำเอง 

เจมส์ : ลูกผมจะตื่นช้านิดครับ เขาจะตื่นตอน 09.00 น. ซึ่งถือว่าช้าสำหรับเด็กๆเลย แล้วมาทานข้าวตอนเช้า 09.30 น. อาหารกลางวันคทอ เที่ยงครึ่ง แล้วอาหารเย็นคือ หกโมง แล้วนอนเราตั้งใจให้นอนสามทุ่ม แต่พ่อแม่ยังไม่นอนเขาก็จะเล่นกับเรา ถ้าเราต้องออกไปทำงานจริงๆครูก้อย กับพี่เลี้ยงจะเป็นคนดูแลเขาครับ ผมจะเลี้ยงทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ แต่ก็เป๊ะเรื่องเวลานิดหน่อย

เจมส์ : แต่ที่เราเห็นสิ่งที่เราได้อยู่ใกล้เราจะเห็นการพัฒนาของเขาคือเร็วมากนะครับ สำหรับเมดา อายุ 1 ขวบ 12 เดือน เขาเดินได้และเขาสามารถจำ กอ ไก่ ถึง ฮ นกฮูก ได้แล้ว คืออย่างเราบอก ก เขาก็จะบอกกอ เอ่ยกอไก่ คือท่องได้กับเราเลย ไม่ได้บอกว่าเมดา เก่งกว่าเด็กทั่วไปนะครับ แต่เด็กมีการพัฒนาไม่เหมือนกัน แต่ต้องเป็นพ่อแม่ที่ช่วยลูกด้วย ถ้าเราอยู่ลูกเราก็จะกล้าที่แสดงออก พัฒนาการของเขาก็จะดี 

ดูแลลูก ให้เวลาลูกมากขนาดนี้ กับภรรยาดูแลไหม

เจมส์ : "คือเราต้องบอกแบบนี้ ก่อนที่เราจะมีลูกกันเราสวีทกันมากเพราะครูก้อยเป็นภรรยาที่น่ารักมาก แต่ตั้งที่เรามีลูก ก็จะแบบมีเวลาเท่าไหร่เราก็จะให้ลูกทั้งหมด แต่เราก็ไม่ได้บกพร่องหน้าที่ของสามีนะครับ ดูแลเขาให้ดีด้วย"

เจมส์ : "แต่ผมเป็นคนที่โชคดีมากเพราะต้องยกให้ครูก้อย เป็นอภิชาติเมียเลย เพราะเขาดูแลผมดีมาก เขาเป็นภรรยาที่กราบเท้าสามีสามทีก่อนนอนเลยนะครับ กราบเท้ากราบหน้าอกขอบคุณที่เลี้ยงดูเขาอย่างดี ขอบคุณที่อยู่กับเขา" 

เจมส์ : "แต่หลังจากมีลูกเราเข้าใจเขานะครับ คือ ผมก่อนที่จะมีลูกนั่งเคี้ยวข้าวอย่างเดียว แต่พอมีลูก ต้องกลับกันนะครับ ผมต้องเป็นคนมาเตรียมอาหารให้เขา ถ้าผมไปเรียกเขามาทานข้าวนะ แล้วใช่น้ำเสียงไม่ดี โดนด่าครับ คือเราเข้าใจนะ เขามีภาระที่จะต้องรับผิดชอบมากขึ้น ผู้หญิงพอมีลูก ฮอร์โมนจะเปลี่ยนไป คือผมจะบอกกับคุณผู้ชายเลยนะครับ" 

กลัวเมียไหม

เจมส์ : "ผมต้องบอกตรงนี้เลยนะ ว่าไม่มีผู้ชายคนไหนกลัวเมียครับ มีแต่เคารพ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตอนนี้ตั้งใจมีคนที่สองมากๆ เลยครับ แต่เพราะติดตรงที่ว่าน้อง เมดา ยังติดเต้าแม่อยู่ครับ แล้วต้องรอก่อน ไม่ได้มีแพลนว่าจะให้น้องหยุดทานนมเมื่อไหร่ครับ เพราะเราเห็นเขามีความสุขเวลาที่เขากินนม เราก็เลยปล่อยไปก่อน แล้วแม่ก็ยังติดที่จะให้นมลูกอยู่ด้วยครับ เลยให้เวลาเขาก่อน"

งานในวงการยังไง 

เจมส์ : "ตอนนี้ กำลังพอลูกที่กำลังเริ่มโตแล้วเราเซ็ตอัพเวลาได้แล้ว เราก็เริ่มที่จะกลับมารับละครแล้วครับ ก็จะติดคิดถึงลูกแน่นอนเพราะเราอยู่กับเจาตลอดเวลา แต่ก็บริหารเวลาเอาครับ เพราะชีวิตเราต้องทำงาน เราก็จัดเวลาเอาครับ" 

ติดตามชมรายการย้อนหลังได้ที่ ต้มยำอมรินทร์ 

อัลบั้มภาพ 12 ภาพ

อัลบั้มภาพ 12 ภาพ ของ "เจมส์ เรืองศักดิ์" ขอเบรกงานในวงการ เพื่อทุ่มเวลาให้ "น้องเมดา" มากที่สุด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook