พ่อคือแบบอย่าง "โย่ง อาร์มแชร์" เล่านาทีบอกลาพ่อสุรชัย "พ่อมาเกิดเป็นลูกผมบ้างนะ"

พ่อคือแบบอย่าง "โย่ง อาร์มแชร์" เล่านาทีบอกลาพ่อสุรชัย "พ่อมาเกิดเป็นลูกผมบ้างนะ"

ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ณ ศาลา 7 วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร (บางเขน) ในงานสวดพระอภิธรรม พันเอก (พิเศษ) สุรชัย มณีเทศ คุณพ่อผู้เป็นที่รักของสมาชิกครอบครัวมณีเทศ ที่ได้จากไปอย่างสงบด้วยอาการป่วยโรคไขกระดูกเสื่อม ซึ่งก่อให้เกิดสภาวะติดเชื้อที่ปอด ในวัย 69 ปี

ขณะเดียวกันทางด้านของ โย่ง-อนุสรณ์ มณีเทศ หรือ โย่ง อาร์มแชร์ พร้อมทั้งภรรยา ก้อย วลัยลักษณ์ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความรัก ความผูกพัน และความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับคุณพ่อ พร้อมทั้งให้สัญญาว่าจะดูแลครอบครัวให้ดี ไม่ให้พ่อต้องห่วงอะไรอีก

"คุณพ่อของผมท่านป่วยเป็นโรคไขกระดูกเสื่อม ซึ่งโรคนี้ทำให้ร่างกายของท่านสามารถผลิตเม็ดเลือดขาวออกมาได้น้อย และเม็ดเลือกขาวที่ผลิตออกมาบางครั้งมันก็ไม่ใช่เม็ดเลือดขาวที่ดีนัก ดังนั้นเราจึงต้องคอยระมัดระวังอยู่ตลอดเพื่อไม่ให้คุณพ่อป่วย เพราะถ้าท่านป่วยเล็กๆ น้อยๆ หรือแม้กระทั่งไข้หวัด ท่านก็สามารถอาการหนักถึงขั้นเข้าห้องไอซียูได้เลย"

"ตอนแรกที่พาคุณพ่อไปตรวจร่างกาย คือเราคิดแล้วแหละว่าท่านจะต้องเป็นโรคนี้ แต่เราก็เลือกที่จะยังไม่บอกอะไรท่าน เนื่องจากว่ามันเป็นโรคที่ยังรักษาไม่หายและเราก็ไม่อยากให้ท่านทำใจไม่ได้ อีกอย่างเราเองก็เพิ่งจะมาทราบเมื่อตอนเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเดือนเกิดของท่านพอดี และตอนนั้นเราก็ยังจัดงานเป่าเค้กให้กับท่านตามปกติ แต่ในใจก็คือทุกคนต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้ เพราะเราก็คิดเหมือนกันว่าจะได้จัดงานวันเกิดให้ท่านอีกไหม ซึ่งสุดท้ายก็...ไม่ได้ครับ"

"กำลังใจตลอดการรักษา เอ่อ...คุณพ่อเป็นคนที่แข็งแรงมากครับ ท่านเป็นนายทหาร ท่านเป็นคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แม้กระทั่งตอนที่ท่านต้องใส่เครื่องช่วยหายใจหรือต้องให้ยานู่นนั่นนี่ ท่านก็ยังมีสติ ท่านก็ยังสู้ รวมถึงท่านพยายามบอกกับพวกเราทุกคนด้วยว่า ท่านยังไหวนะ"

โย่ง อาร์มแชร์ พ่อคือแบบอย่างของผมในทุกด้าน

"ถามว่าผมให้กำลังใจท่านยังไงบ้าง ผมต้องเล่าก่อนว่าจริงๆ คุณพ่อเข้าออกโรงพยาบาลถึง 2 ครั้ง และในวันที่ท้ายที่ท่านเข้า คืออีกวันท่านกำลังจะได้ออกมารักษาตัวต่อที่บ้าน อยู่ดีๆ ท่านก็มีไข้และมีอาการติดเชื้อ จากนั้นท่านก็ค่อยๆ ทรุดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าห้องไอซียู คือ...ระหว่างนั้นผมก็ให้กำลังใจท่านอยู่ตลอดนะครับ บอกให้ท่านเข้มแข็ง ให้ท่านพักผ่อนเยอะๆ ให้ท่านมีกำลังใจที่ดีเพื่อที่จะได้หาย"

"จนสุดท้ายคุณหมอก็เรียกเราประชุมครอบครัว มันเหมือนกับว่าที่เราให้กำลังใจกันมามันไม่มีปฏิหาริย์แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ภวานากันทุกวัน จนกระทั่งเราตัดสินใจไปบอกกับคุณพ่อว่าท่านไม่ไหวแล้วนะ และคุณหมอก็จะได้เพิ่มยาให้หลับเพื่อที่ให้ท่านจะได้ไม่ต้องหายใจแรง ซึ่งในตอนนั้นเองตัวคุณพ่อท่านก็ได้เหมือนกับพยายามเขียนข้อความเพื่อให้กำลังใจเราทุกคน (ร้องไห้) แม้กระทั่งตอนที่ท่านไม่มีสติแล้วก็ตาม"

ก้อย - "คุณพ่อเป็นคนที่แข็งแรงมากค่ะ แม้แต่ตอนที่ท่านนอนอยู่ในห้องรักษา ท่านก็ยังพยายามใช้ปากกาเขียนข้อความลงกระดาษเพื่อให้กำลังใจลูกทุกๆ คน"

โย่ง - "คือตอนที่คุณพ่อเริ่มมีสติน้อยลงเรื่อยๆ ท่านได้เขียนข้อความถึงทุกคนว่า 'ท่านรักเรา รักทุกคน รักแม่ รักภรรยา' ซึ่งคุณพ่อมีกำลังใจที่เข้มแข็งมากๆ และอย่างน้อยที่สุดพวกเราทุกคนก็ได้ยืนเฝ้าคุณพ่อจนถึงวินาทีสุดท้าย จนท่านได้นอนหลับไป"

โย่ง - "ที่ผ่านมาเราก็พยายามบอกกับท่านมาตลอดว่าท่านไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง เราทุกคนสามารถดูแลตัวเองได้อย่างดี ไม่มีอะไรแล้วที่คุณพ่อต้องกังวล หรือต้องเครียดอีกต่อไป คือ...เราก็พยายามลาคุณพ่อทุกวัน บอกกับท่านว่าเราจะดูแลแม่ให้ดี (ร้องไห้) คือ...ผมเรียนเชฟมา แต่ผมยังไม่มีโอกาสได้ทำอาหารให้คุณพ่อทานเลย แม้แต่มื้อเดียว (ร้องไห้)"

โย่ง - "ผมยึดถือสิ่งดีๆ ที่คุณพ่อทำให้ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อเป็นคนที่รักครอบครับ รักเดียวใจเดียว และก็ดูแลลูกๆ อย่างดีมาก ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าชื่นชมมากครับ จริงๆ ผมเคยบอกคุณพ่อด้วยนะครับว่า ถ้าหากมีโอกาสเราต้องได้เจอกันอีก คราวหน้ามาเป็นลูกผมบ้างก็ได้ เราจะได้เจอกันใหม่"

โย่ง - "สำหรับคุณแม่ เอ่อ...ท่านแข็งแรงกว่าที่ผมคิดเอาไว้มากๆ เลยครับ ท่านบอกผมว่ามันก็คือการจากลาอีกวิธีหนึ่ง และตัวคุณแม่เองท่านก็ไม่ได้กล่าวคำลาคุณพ่อเลย เพราะท่านเชื่อว่าสักวันหนึ่งท่านทั้งสองคนจะได้เจอกันอีก"