หนุ่มสหรัฐวัย 30 ปี เสียชีวิตหลังร่วมปาร์ตี้โควิด-19 เพราะคิดว่าเป็นเรื่องโกหก

หนุ่มสหรัฐวัย 30 ปี เสียชีวิตหลังร่วมปาร์ตี้โควิด-19 เพราะคิดว่าเป็นเรื่องโกหก
VOA

สนับสนุนเนื้อหา

คนไข้ในสหรัฐฯ เสียชีวิตหลังร่วมปาร์ตี้โควิด ทำให้แพทย์แถลงเตือนประชาชนว่า "โรคโควิด-19 ไม่ใช่เรื่องโกหก" ขณะที่ จนท.รัฐเผย วัยรุ่นอเมริกันจัดปาร์ตี้โควิดฯ หลายครั้ง ใครติดเชื้อก่อนจะได้รางวัล ทำให้สถานการณ์แพร่ระบาดยิ่งแย่ลง

เว็บไซต์ ABC News รายงานอ้างอิงคำแถลงของ พญ.เจน แอปเพิลบี หัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ประจำโรงพยาบาลเมทอดิสต์ในเมืองซานอันโตนิโอ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เมื่อ 12 ก.ค. โดยระบุว่าคนไข้เพศชายวัย 30 ปีรายหนึ่ง เสียชีวิตเพราะโรคโควิด-19 แต่ก่อนจะเสียชีวิต เขาได้บอกกับพยาบาลผู้ดูแลไข้ว่า "ผมคิดว่าผมทำพลาดไป เพราะคิดว่าโควิด-19 เป็นเรื่องโกหก"

แอปเพิลบีเผยแพร่คำกล่าวของผู้เสียชีวิต ซึ่งอ้างว่าได้เข้าร่วมปาร์ตี้ในรัฐเท็กซัส จัดโดยผู้ถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อโรคโควิด-19 โดยวัตถุประสงค์ของปาร์ตี้ดังกล่าวก็เพื่อจะดูว่ามีใครล้มป่วยหลังจากเข้าร่วมงานจริงหรือไม่ เพราะต้องการพิสูจน์ว่าโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงเรื่องโกหก

อย่างไรก็ตาม แอปเพิลบีไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของผู้เสียชีวิตได้ เพราะต้องปกป้องสิทธิของผู้เข้ารับการรักษา แต่ยืนยันว่า การออกมาแถลงเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะต้องการให้สังคมเกิดความหวาดกลัว แต่เพราะอยากย้ำว่าโรคโควิด-19 "เป็นเรื่องจริง" และไวรัสที่เป็นต้นตอของโรคก็สามารถติดต่อกันได้จริงๆ เช่นกัน

พร้อมกันนี้ แอปเพิลบียังย้ำให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อต้องพบปะผู้คนในที่สาธารณะและตามสถานที่ปิดต่างๆ

ส่วนอายุเฉลี่ยของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีจำนวนมากที่สุดในซานอันโตนิโอ อยู่ในช่วงวัย 20-29 ปี คิดเป็น 24 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มที่ติดเชื้อรองลงมา ได้แก่ ผู้ที่มีอายุเฉลี่ยระหว่าง 30-39 ปี คิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะคนในช่วงวัยนี้ไม่เชื่อว่าโควิด-19 เป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นจริง และบางคนเชื่อว่าเป็นการสร้างเรื่องของฝ่ายค้านเพื่อโจมตีรัฐบาล

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ VOA Thai รายงานเช่นกันว่า วัยรุ่นอเมริกันจำนวนมากที่รัฐแอละบามา ทางใต้ของสหรัฐฯ เข้าร่วมงานปาร์ตี้โควิด-19 ที่เมืองทัสคาลูซา เมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการเชิญคนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ข้าร่วมงานด้วย และใครที่ติดเชื้อเป็นคนแรกหลังปาร์ตี้นั้นจะได้รับรางวัล

หัวหน้าสำนักงานดับเพลิงเมืองแอละบามา แรนดี สมิธ ให้การกับสภาเมืองว่ามีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นจริง โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานอ้างอิงคำพูดของสมาชิกสภาเมืองทัสคาลูซา ซอนย่า แม็คคินสทรี ว่า งานปาร์ตี้ดังกล่าวจัดขึ้นหลายครั้งแล้ว ซึ่งตอนแรกเธอคิดว่าเป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่หลังจากที่ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่และแพทย์หลายคนก็พบว่าเป็นเรื่องจริงเช่นกัน

แม็คคินสทรี กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อคนแรกจากงานปาร์ตี้ดังกล่าวยืนยันกับแพทย์ผู้หนึ่งว่า เธอได้รับเงินรางวัลที่มาจากค่าขายตั๋วร่วมงานทั้งหมดจริง และเชื่อว่าปาร์ตี้ลักษณะนี้ถูกจัดขึ้นหลายครั้งทั้งในเมืองทัสคาลูซาและเมืองใกล้เคียง ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

เมืองทัสคาลูชาเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐแอละบามา และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอละบามา (University of Alabama)

ปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในรัฐแอละบามาราว 39,000 คน เสียชีวิตแล้วกว่า 1,000 คน และสภาบริหารเมืองทัสคาลูซาได้ผ่านกฎหมายบังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากขณะอยู่ในที่สาธารณะ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา

ส่วนสถิติผู้ติดเชื้อทั่วสหรัฐฯ มีจำนวนมากที่สุดในโลก ประมาณ 3.2 ล้านคนเมื่อวันที่ 11 ก.ค. และผู้เสียชีวิต 134,777 ราย