“วราวุธ” กราบขอโทษชาวแพร่ เหตุรื้อ “อาคารบอมเบย์ เบอร์มา” โดยไม่ถามความเห็น

“วราวุธ” กราบขอโทษชาวแพร่ เหตุรื้อ “อาคารบอมเบย์ เบอร์มา” โดยไม่ถามความเห็น
Voice TV

สนับสนุนเนื้อหา

ถึงกับต้องเอ่ยปากขอโทษชาวจังหวัดแพร่กันเลยทีเดียวสำหรับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลังเจอดราม่าหนัก รื้อถอนอาคาร "บอมเบย์เบอร์มา" โดยไม่สอบถามความเห็นของคนในพื้นที่ แต่กระนั้นก็ขอยืนยันว่าจะฟื้นฟูให้เหมือนเดิมกว่า 90% และชี้แจงว่าไม่มีการนำไม้สักจากอาคารไปขายแต่อย่างใด

โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ซึ่งก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายเอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส. แพร่ พรรคภูมิใจไทย ตั้งกระทู้ถามสดกรณีการรื้อถอนอาคารบอมเบย์เบอร์มา อายุ 131 ปี ที่ตั้งอยู่บริเวณสวนรุกขชาติเชตวัน จ.แพร่ ที่ทุกคนตั้งข้อสงสัยการรื้อถอนดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ อาคารดังกล่าวเป็นโบราณสถาน ต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากร และสอบถามความเห็นจากประชาชนในการดำเนินการใดๆ จึงอยากทราบถึงเหตุผลการรื้อถอน การดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูอาคารจะดำเนินการอย่างไร รวมถึงทรัพย์สินต่างๆ ภายในอาคาร และไม้สักจากตัวอาคารขณะนี้อยู่ที่ไหน

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ชี้แจงว่า การซ่อมแซมและบูรณะอาคารหลังนี้ มีแนวคิดตั้งแต่ปี 2561 โดยมีการขอสนับสนุนงบประมาณโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพราะอาคารหลังนี้มีคุณค่าและมีความสำคัญ เป็นจิตวิญญาณของพี่น้องชาวแพร่ แต่ปี 2561-2562 ก็ไม่ได้งบประมาณ เพิ่งมาได้งบประมาณในปี 2563 จากนั้น ทางผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่มอบหมายให้ กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชดูแลเรื่องการซ่อมแซม ซึ่งได้มอบหมายต่อให้ทางพื้นที่เริ่มดำเนินการ

แต่สิ่งที่ผิดพลาดคือ การดำเนินการที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยได้ขอให้กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร และเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. อธิบดีกรมอุทยานฯ ก็ได้ย้ายหัวหน้าสวนรุกขชาติเชตวันออกจากพื้นที่ไปแล้ว จะผิดจะถูกอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ต้องมีการย้ายออกจากพื้นที่ไปก่อน และหลังจากนั้นก็จะมีการสอบสวน ซึ่งการสอบสวนก็จะเป็นส่วนหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญคือการเยียวยาความรู้สึกและจิตวิญญาณของชาวจังหวัดแพร่ 

ทั้งนี้ตนกราบขออภัยที่ไม่ได้พูดคุย และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยชัดเจน เพราะว่าส่วนตัวก็รับไม่ได้เช่นกัน การดำเนินการที่เกิดขึ้นในจังหวัดแพร่ เป็นการดำเนินการที่ขาดความรอบคอบ ไม่คำนึงถึงหัวใจของชาวแพร่ จากนี้ไปกรมอุทยานฯ ขอรับผิดชอบเรื่องงบประมาณที่เกิดขึ้น รวมทั้งการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวแพร่มาหารือร่วมกันเพื่อให้อาคารหลังนี้กลับมาขึ้นใหม่ มั่นใจจะฟื้นฟูอาคารแห่งนี้กลับมาได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

ส่วนไม้สักจากการรื้อถอนนั้น ยืนยันยังอยู่ครบถ้วน มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้ถูกนำไปขายตามที่มีการกล่าวหาในโลกโซเชียล เรื่องนี้ต้องมีบทลงโทษผู้ทำผิด มีตั้งแต่การตัดเงินเดือน ไปจนถึงการไล่ออกหรือให้ออกจากราชการ ส่วนงบประมาณที่ได้มา เป็นการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจังหวัด เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่ยืนยัน จะขอรับเป็นการบ้านไปสอบถามจังหวัดว่า มีส่วนร่วมในการพิจารณางบประมาณก้อนนี้อย่างไร เพราะทางกระทรวงไม่ได้เป็นผู้ตั้งงบประมาณในส่วนนี้แต่อย่างใด