เปลี่ยนสีเร็วย่อมได้เปรียบ

ยิ่งได้แรงหนุนจากประชาชนโดยผ่านผลสำรวจของ เอแบค โพล ซึ่งระบุว่าชาวบ้านร้อยละ 62.8 สนับสนุน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ผมว่าวันนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินหน้าใส่เกียร์ห้าออกแรงดันบุคคล ที่ตนเองไว้วางใจเต็มที่แล้วล่ะครับ

ลองขนาดการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ผู้นำรัฐบาล ลงทุนสั่งให้ ก.ต.ช. ระดับ ปลัดกระทรวงบางคน บินด่วนมาจากต่างประเทศให้มาช่วยออกเสียงสนับสนุน บิ๊กอ๊อด หรือแม้กระทั่ง ขอร้องให้ ก.ต.ช. บางคน ซึ่งมีความเห็นต่างจากตนเองไม่ต้องเข้าร่วมประชุมคัดเลือก ผบ.ตร. แค่นี้ก็รู้ว่าหนุ่มใหญ่ชื่อ มาร์ค ตั้งธงนำไว้ชัดเจนแล้ว

ไม่สนใจว่าใครจะมองว่านายกฯ มีอาการ ดันทุรังสูง หรือคิดว่าเป็นเกมแสดงพลังเพื่อทำให้คนได้เห็นศักยภาพในการเป็นผู้นำ ผมว่ามองได้ทั้งนั้นล่ะครับ ยิ่งคะแนนนิยมของนายกฯ มาพุ่งสูงขึ้นช่วงนี้พอดี นี่ว่ากันตามโพล ชาวบ้านคงคิดว่าบุคคลที่เป็นผู้นำสูงสุด ของประเทศ หากไม่สามารถผลักดันคนที่ตนเองไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้อะไรได้ คงจะกลายเป็นประเภทไร้น้ำยา

ผมเชื่อว่าหลายคนก็คงอดเห็นใจ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่ ไม่ได้ เก่งทั้งงานบู๊ เชี่ยวชาญทั้งงานด้ปราบปราม แถมตำรวจยังให้ความเคารพและศรัทธา แต่ดันมามีตราประทับว่าเป็น เพื่อนร่วมรุ่นกับอดีตนายกฯ ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (นรต. รุ่นที่ 26) ซึ่งกำลังใช้แกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงคอยก่อเหตุป่วนบ้านป่วน เมืองอยู่ในเวลานี้

และถ้าหากพูดถึงความสัมพันธ์ของ บิ๊กจุ๋ม กับ นายใหญ่ ก็เข้าขั้นเคยเป็นเพื่อนรัก สมัย พ.ต.ท.ทักษิณยังยิ่งใหญ่ทางการ เมือง ดึงเพื่อนร่วมรุ่นให้รับตำแหน่ง ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผมว่านี่ล่ะทำให้ นายกฯ อภิสิทธิ์ทำใจยาก ยิ่งตนเองเคยมีประสบ การณ์เฉียดตายมาสองครั้ง ยิ่งต้องได้คนที่ไว้วางใจ

อุตส่าห์ออกแรงดัน พล.ต.อ.ปทีปขนาดนี้แล้ว ถ้าหากโผเกิด พลิกกลายเป็น พล.ต.อ.จุมพล ก็เท่ากับ นายกฯ ไม่ได้ใจจาก ผบ.ตร.คนใหม่ แล้วล่ะครับ ยิ่งงานนี้นายกฯ ได้แรงหนุนจากสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) บางกลุ่ม นักวิชาการบางคนที่อยากเห็น อภิสิทธิ์ เป็นผู้นำรัฐบาลตัวจริงด้วย ก็เลยทำให้ ต้องเร่งโชว์ภาวะความเป็นผู้นำเต็มที่

แต่ถ้าหากไปไล่ดูภูมิหลังของ บิ๊กอ๊อด ก่อนหน้าก็เคยใกล้ชิดและถือเป็นเด็ก นายหญิง คนหนึ่ง เคยอกหักกับการลงชิงตำแหน่งเก้าอี้ใหญ่ใน ส.ต.ช. สมัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว เพราะช่วงนั้นผู้นำรัฐบาลซึ่งต้องตกเก้าอี้จากการจัดรายการ ชิมไป บ่นไป ก้องแสดงภาวะความเป็นผู้นำ ไม่อยากถูกมองว่ามีอำนาจแต่กลับแต่งตั้งใครไม่ได้ จึงผลักดันให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. เมื่อเคยมีตัวอย่างมาแล้ว นายกฯ อภิสิทธิ์ก็คงอยากเลียนแบบบ้างเหมือนกัน

หรืออย่างเมื่อไม่นานนี้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย เสนอแต่งตั้ง นายมานิต วัฒนเสน ให้ขึ้นนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ ไม่ได้ขัดขวาง ถ้าหากตำแหน่ง ผบ.ตร. ว่างลง และพรรคแกนนำรัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกใคร คงต้องถูกเรียกว่า เป็นพวกละอ่อนทางการเมือง แล้วล่ะครับ

แต่ถ้าหากพรรคไหนหรือผู้มีอำนาจคิดว่า แต่งตั้งตำรวจ ข้าราชการฝ่ายปกครองให้เป็นพวกเดียวกับตนเองแล้ว จะได้เปรียบทางการเมือง หรือเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีโอกาสกลับมาคุมอำนาจรัฐได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมบอกได้เลยว่าคิดผิด ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้ยินคนชอบพูดว่า เปลี่ยนสีเร็วย่อมได้เปรียบ.

เรื่องล่าสุดของหมวด การเมือง

ดูหมวด การเมือง ทั้งหมด