กระแสการเปลี่ยนชื่อสถานศึกษาตามซื่อโรงเรียนดัง หวั่น ทำให้ภูมินามวิทยาหายไป
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060

กระแสการเปลี่ยนชื่อสถานศึกษาตามซื่อโรงเรียนดัง หวั่น ทำให้ภูมินามวิทยาหายไป

แชร์เรื่องนี้
คนไทยนิยมเปลี่ยนชื่อ เชื่อหมอดูทัก ไม่ภูมิใจชื่อดั้งเดิม กระแสเปลี่ยนชื่อลามถึงโรงเรียน นิยมเปลี่ยนชื่อตามโรงเรียนดัง สร้างความนิยมหวังคนเข้าเรียน ปัจจุบันมีโรงเรียนเตรียมอุดมฯ บดินทรเดชา สวนกุหลาบทั่วกรุง หวั่นกระแสเปลี่ยนชื่อ ทำให้ภูมินามวิทยาหายไป นายพัทธยา จิตต์เมตตา หัวหน้าภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่าในขณะนี้เท่าที่ได้เห็นปรากฎการณ์การตั้งชื่อของคนยุคสมัยนี้เน้นการตั้งชื่อที่เน้นการออกเสียงที่เก๋ แปลกหู แปลกตา ชื่อส่วนใหญ่จึงได้มาจากภาษาบาลี สันสกฤต หายากมากที่คนไทยสมัยนี้ตั้งชื่อโดยใช้คำไทยแท้ๆ ชื่อของคนไทยยุคนี้ฟังแล้วเข้าใจยาก แม้จะเขียนด้วยอักษรไทยแต่ก็ต้องแปลไทยเป็นไทยกันอีก ชื่อคนไทยสมัยนี้จึงมีหลายพยางค์ แปลกและต้องไม่ซ้ำกับคนอื่น เน้นความเก๋ไก๋เป็นหลัก ชื่อไทยๆ อย่างบุญสม บุญเอื้อ โอบเอื้อจึงไม่ค่อยเห็น คนรุ่นใหม่ฟังชื่อไทยๆ แล้วมักมองว่าเชย สมัยนี้คนไทยจำนวนมากนิยมเปลี่ยนชื่อ เพราะเชื่อคำทำนายของหมอดู มีความเชื่อส่วนตัวว่าชื่อที่ติดตัวมานั้นเป็นชื่อที่ไม่เป็นมงคลกับชีวิต ทำกินไม่บังเกิด หรือถ้าใช้ชื่อนี้จะทำให้อายุสั้น นอกจากนี้ยังมีค่านิยมว่าชื่อเดิมของตัวเองนั้นเชย ฟังแล้วไม่ไพเราะ ไม่สะดุดหูผู้ฟัง กระแสการเปลี่ยนชื่อใหม่จึงมีเพิ่มขึ้น "ลักษณะการตั้งชื่อของคนรุ่นใหม่ บางชื่อนำคำบาลี มาสนธิกับสันสกฤต ตัดคำนั้นมาเติมคำนี้ ถ้าพูดกันตามรากศัพท์ถ้าศัพท์คำนั้นมีความหมายก็สามารถสื่อความหมายด้ แต่บางคนตั้งชื่อโดยใช้เสียงของคำเป็นหลัก ขึ้นอยู่กับเจ้าของชื่อต้องการให้ความหมายของชื่อเป็นไปตามเสียงของคำไหน การนำคำมาตัดต่อกันก็ไม่ได้เป็นไปตามหลักการใช้ภาษา ซึ่งถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล บ่อยครั้งที่เราฟังชื่อไทยแล้วต้องแปลเป็นไทย ในฐานะที่เป็นครูภาษาไทยเรายังไม่รู้ความหายของชื่อบางชื่อ การตั้งชื่อโดยที่คนฟังรู้สึกงง และสนใจว่าความหมายจะแปลว่าอย่างไรนั้น เจ้าของชื่อจะเกิดความภาคภูมิใจที่ตั้งชื่อได้แปลกและน่าสนใจ การตั้งชื่อของคนยุคใหม่หรือพ่อแม่ยุคใหม่จึงเน้นชื่อที่ฟังดูแปลก ทันสมัย เป็นหลัก คนฟังแล้วยิ่งไม่รู้เรื่องว่าแปลว่าอะไรจะยิ่งเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากกับเจ้าของชื่อ แนวโน้มค่านิยมการตั้งชื่อลักษณะนี้จะยังคงไปอีกนาน แม้แต่ชื่อเล่นภาษาไทยตอนนี้ยังหายากมาก คนส่วนใหญ่นิยมตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษแทนชื่อไทย ไม่สนใจว่าชื่อต้องมีที่มาที่ไปหรือไม่ ขอให้แปลก ฟังดูเก๋ไก๋ไว้ก่อน ถือเป็นค่านิยมและสมัยนิยมที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้

นายพัทธยา กล่าวอีกว่า ปรากฏการณ์ในสังคมไทยตอนนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนชื่อดั้งเดิมของตัวเองกันมากขึ้น เพราะเชื่อคำทำนาย ทายทักของหมอดู ถือเป็นความชื่อส่วนบุคคล ตัวอักษรชื่อเดิมเป็นกาลกิณี ไม่เป็นมงคล ชีวิตไม่รุ่งเรือง บางคนเปลี่ยนชื่อชีวิตก็ดีขึ้น แต่บางคนเปลี่ยนชื่อไปแล้วชีวิตก็ยังเหมือนเดิม การเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นนั้นจึงเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ในความเป็นจริงชื่อก็เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ เมื่อพ่อแม่ตั้งชื่อให้ลูกก็จะสรรหาชื่อที่ดี เป็นมงคลให้แก่ลูก ผมคิดว่าชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้นั้นน่าจะเป็นมงคลสำหรับลูกโดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน กระแสการเปลี่ยนชื่อยังไม่ได้มีแค่ชื่อเท่านั้น แม้แต่ชื่อโรงเรียนก็เปลี่ยนจากชื่อเดิม ที่ไม่มีคนรู้จักหรือไม่มีนักเรียนนิยมเข้าเรียนเปลี่ยนเป็นมาเป็นชื่อโรงเรียนดังๆ อาทิ เตรียมอุดม ก็จะมีชื่อเตรียมอุดม บดินทรเดชา สวนกุหลาบ เกิดขึ้นมากมาย เกือบทั่วกรุงเทพฯ จากชื่อเดิมนักเรียนไม่นิยมเข้าเรียน พอเปลี่ยนชื่อมีคนเข้าเรียนมากขึ้น ซึ่งการพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียนนั้นๆ ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ หรืออาจจะทำให้ครูพัฒนาขึ้นเพื่อให้โรงเรียนพัฒนาเทียบเท่าโรงเรียนที่เขามีชื่อเสียงเดิม ส่วนใหญ่แล้วการเปลี่ยนชื่อไม่ว่าจะเป็นชื่อคนหรือโรงเรียนความรู้สึกของคนๆ นั้นหรือนักเรียนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนนั้นก็จะเปลี่ยนไปคือมีความรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม แต่น่าเสียดายที่ชื่อสถานที่ในแต่ละแห่ง ตลอดถึงชื่อคนถือเป็นภูมินามวิทยา มีที่มาที่ไปและสามารถช่วยบันทึกเรื่องราวต่างๆ ของคน สถานที่ได้ แต่หากกระแสการเปลี่ยนชื่อมีมากขึ้นๆ ลักษณะทางภูมินามวิทยา ซึ่งเป็นการบันทึกเรื่องราว เสมือนประวัติศาสตร์ของตัวเราเอง ของสถานที่ต่างๆ จะค่อยๆ หายไป และคนรุ่นใหม่ก็จะไม่เข้าใจที่มาที่ไปของตัวเองและสถานที่ต่างๆ อีกต่อไป