นักวิจัยชี้ มาตรการป้องกันโควิด-19 ทำร้าย “คนจนเมือง” มากกว่าช่วยเหลือ

นักวิจัยชี้ มาตรการป้องกันโควิด-19 ทำร้าย “คนจนเมือง” มากกว่าช่วยเหลือ

นักวิจัยชี้ มาตรการป้องกันโควิด-19 ทำร้าย “คนจนเมือง” มากกว่าช่วยเหลือ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องประกาศใช้มาตรการต่าง ๆ ที่เข้มงวดเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งรวมถึงรัฐบาลไทยที่ใช้มาตรการปิดพื้นที่สาธารณะ ทั้งสถานบริการ ห้างสรรพสินค้า พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนเก็บตัวอยู่ที่บ้านเพื่อลดโอกาสการสัมผัสเชื้อโรค ตามคำขวัญ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ตลอดจนมาตรการเคอร์ฟิวที่ห้ามประชาชนออกจากบ้านในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และการหาเลี้ยงชีพของ “คนจนเมือง” จำนวนมาก

จากผลกระทบดังกล่าว คณะนักวิชาการจาก 6 มหาวิทยาลัยจึงร่วมกันจัดทำการสำรวจผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจจากวิกฤติโรคโควิด-19 ต่อกลุ่มคนจนเมือง เพื่อสำรวจชีวิตความเป็นอยู่ของคนจนเมือง และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐที่อาจเข้าไม่ถึงทุกคนที่เดือดร้อน โดยทำการสำรวจใน 18 จังหวัด เป็นเวลา 4 วัน และเก็บแบบสำรวจได้ทั้งหมด 507 ชุด 

ชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องดูแลตัวเอง

คนจนเมืองร้อยละ 89.90 ดูแลตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เมื่อประสบปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลนและมีราคาแพง พวกเขาจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้หน้ากากผ้าซึ่งมีราคาถูกกว่า แต่มีเพียงร้อยละ 44.27 ที่พกเจลล้างมือออกจากบ้าน ซึ่งอาจเป็นเพราะเจลล้างมือมีราคาแพงกว่าหน้ากากอนามัย

นอกจากนี้ คนจนเมืองร้อยละ 43.79 ชี้ว่า ไม่สามารถจัดสรรพื้นที่ในบ้านให้กับสมาชิกในครอบครัวได้ หากต้องกักตัวเอง ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าว สะท้อนว่า รัฐบาลจำเป็นต้องให้การดูแลและจัดหาพื้นที่สำหรับการกักตัวเองให้กับกลุ่มคนจนเมือง มิฉะนั้น กลุ่มคนเหล่านี้อาจจะก็มีความเสี่ยงที่จะนำเชื้อไปแพร่ให้กับสมาชิกในครอบครัวได้

ไม่ใช่ทุกคนจะ work from home ได้

มาตรการของรัฐบาลที่เข้มงวด แต่ปราศจากมาตรการรองรับผลกระทบที่จะตามมา สร้างความเดือดร้อนให้กับคนจนเมืองหลายประการ เช่น ไม่สามารถประกอบอาชีพและหารายได้ตามปกติ ส่งผลให้มีรายได้ลดลง จำนวนผู้มีรายได้ลดลงคิดเป็นร้อย 60.24 และเมื่อคำนวณรายได้ที่ลดลงของคนจนเมือง ก็ลดลงมากกว่าร้อยละ 70.84

รายได้ที่ลดลงกว่าร้อยละ 70 ส่งผลให้คนจนเมืองต้องเผชิญหน้ากับความเดือดร้อนที่แตกต่างกัน เช่น ไม่สามารถชำระหนี้สินได้ และกว่าร้อยละ 29.83 ชี้ว่าการขาดรายได้ทำให้ต้องประสบปัญหาการกินอยู่ในชีวิตประจำวัน ยิ่งไปกว่านั้น คนจนเมืองร้อยละ 26.05 ไม่มีเงินจ่ายค่าที่อยู่อาศัย จึงมีแนวโน้มที่จะโดนขับไล่ให้กลายเป็นคนไร้บ้าน

ขณะที่มาตรการ work from home ที่ภาครัฐกำลังรณรงค์อยู่นั้น คนจนเมืองมากกว่าร้อยละ 79 ชี้ว่าอาชีพของตัวเองไม่สามารถปรับตัวมาทำงานจากที่บ้านได้ ตอกย้ำว่า กลุ่มคนจนเมืองคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากมาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ของรัฐบาล

มาตรการเยียวยาที่ไม่เยียวยา

แม้รัฐบาลจะริเริ่มโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” เพื่อเยียวยาประชาชนในภาวะวิกฤติโควิด-19 โดยให้เงินช่วยเหลือประชาชนคนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน คนจนเมืองมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 66.67) พยายามลงทะเบียนเพื่อขอรับเงิน ซึ่งลงทะเบียนสำเร็จร้อยละ 61.87 แต่เมื่อคำนวณเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จ มีเพียงร้อยละ 21.29 เท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติว่าผ่านเกณฑ์ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ลงทะเบียนสำเร็จยังอยู่ระหว่างการรอผล ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการของรัฐมีความล่าช้า และไม่ทันกับความเดือดร้อนของคนจน

ส่วนมาตรการบรรเทาหนี้ของสถาบันการเงิน ก็มีคนจนเมืองเพียงร้อยละ 44.40 เท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว เพราะหนี้สินที่คนจนมีเป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งรัฐบาลควรต้องคำนึงถึงคนจนที่ไม่มีหลักประกันหรือไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกูในระบบได้

ประชาชนทุกคนเป็นผู้เดือดร้อน

จากการสำรวจผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อกลุ่มคนจนเมือง คณะนักวิชาการจึงมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีปฏิบัติในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จาก “การสงเคราะห์ผู้เดือดร้อน” เป็น “การให้สวัสดิการถ้วนหน้า” หรือเปลี่ยนวิธีการจาก “คัดคนเข้า” เป็น “คัดคนออก” เพราะคนส่วนใหญ่ต่างได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลดังนั้นจึงต้องได้รับความช่วยเหลือ และมีเพียงคนส่วนน้อยที่ไม่ได้รับผลกระทบ

คณะนักวิจัยชี้ว่าวิธีการที่กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการอยู่ สะท้อนหลักคิดที่ผิดพลาด เพราะช่วยเหลือเฉพาะคนที่ผ่านการคัดกรอง โดยไม่ตระหนักว่ายังมีคนอีกมากมายที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่เข้มงวดของรัฐบาล อีกทั้งวิธีการที่ใช้ยังล่าช้าและเกิดความผิดพลาด ตลอดจนการใช้ระบบ AI ที่หากไม่มีฐานข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทเรียนจากโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” สะท้อนปัญหาการขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือจัดสรรงบประมาณสำหรับการฟื้นฟูและเยียวยาเศรษฐกิจจำนวน 400,000 ล้านบาท ให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรชุมชน เพื่อฟื้นฟูชีวิตของคนรากหญ้าที่เข้าไม่ถึงเงินกู้ในระบบ และการจัดสรรงบประมาณผ่านเครือข่ายประชาชนจะสามารถเข้าถึงผู้เดือดร้อนจริงและสามารถตรวจสอบกันในระดับพื้นที่ได้

สุดท้าย รัฐควรเร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมที่ทำงานล่าช้า ให้จ่ายเงินตามสิทธิของผู้ประกันตนโดยเร็ว รวมทั้งผ่อนปรนพื้นที่ค้าขายและการใช้พื้นที่สาธารณะอย่างมีการจัดการ เพื่อช่วยฟื้นชีวิตทางเศรษฐกิจให้คนจนเมืองได้มีชีวิตอีกครั้ง ตลอดจนเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งการเพิ่มในส่วนนี้ก็สามารถช่วยแบ่งเบาภาระของครัวเรือนต่าง ๆ ได้อีกด้วย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล