สธ.กระจายยาต้านหวัด0924ล้านเม็ด ให้รพ.ทั่วปท. คาดวัคซีนฯป้องกันไทยผลิตล็อตแรกเสร็จเดือนส.ค.

วิทยาเผยสธ.ส่งยาไวรัสโอเซลทามิเวียร์ 24 ล้านเม็ด ให้รพ.ทั่วประเทศแล้ว วัคซีนป้องกันหวัดใหญ่ เสร็จเดือนส.ค.ลั่นต้องปลอดภัยจึงนำมาใช้จริงมาร์คชี้ยอดผู้ป่วยในโรงพยาบาลลดลง เชื่อเป็นสัญญาณรบ.ควบคุมได้

สธ.กระจายยาต้านไวรัสให้ทุกรพ.

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวหลังเรียกประชุมร่วมรองปลัดกระทรวงสาธารสุขทั้ง 4 คน ประกอบด้วย นพ.ไพจิตร์ วราชิต พญ.ศิริพร กัญชนะ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม เพื่อติดตามมาตรการควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า เพื่อติดตามมาตรการความคืบหน้าการควบคุมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ใน 4 ประเด็น คือ วัคซีน ประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล ในรายที่มีอาการรุนแรง และในรายที่มีความเสี่ยงอาการรุนแรง เพื่อให้ได้รับยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์เร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอผลแล็บ การจัดทำคู่มือประชาชนในการป้องกันโรค รวมทั้งการติดตามข้อเสนอแนะต่างๆ ที่ประชาชนและหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เสนอแนะหรือให้คำแนะต่อกระทรวงสาธารณสุข

นายวิทยากล่าวว่า สธ.ได้กระจายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ ไปให้โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทุกจังหวัด ลงไปถึงโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งอย่างเพียงพอ ขณะนี้มียาสำรองในระบบแล้ว 14 ล้านเม็ด หลังจากปรับมาตรการรักษาแล้ว ได้ให้องค์การเภสัชกรรมสั่งวัตถุดิบเพื่อผลิตยาดังกล่าวอีก 10 ล้านเม็ดในสัปดาห์หน้า รวมแล้วมียาสำรองในระบบทั้งสิ้น 24 ล้านเม็ด วัตถุดิบจะมาถึงไทยวันที่ 22 กรกฎาคม และใช้เวลาบรรจุ 3-5 วัน จะจัดส่งไปยังสถานพยาบาลต่างๆ ได้ ยามีเพียงพอ ขอให้ประชาชนมั่นใจได้

ตั้งอนุกก.3ชุดคุมทดลองวัคซีน

นพ.วิทิตกล่าวถึงการผลิตวัคซีนโดยใช้เชื้อเป็นของไวรัสเอช 1 เอ็น 1 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก ทั้งด้านเทคโนโลยีและเจ้าหน้าที่ ว่า กระบวนการผลิตเป็นไปตามหลักวิชาการ คาดว่า ในเดือนสิงหาคม วัคซีนต้นแบบจะผลิตเสร็จ จากนั้นจะผ่านขั้นตอนการทดลองในสัตว์และคน โดยมีอนุกรรมการ 3 ชุด ควบคุมดูแลเป็นไปตามขั้นตอนความปลอดภัยตามหลักสากล ได้แก่ อนุกรรมการทดลองวัคซีนในคน อนุกรรมการขึ้นทะเบียนวัคซีน และอนุกรรมการส่งเสริมการผลิตวัคซีน จะมีหน่วยงานที่น่าเชื่อถือร่วมเป็นกรรมการ เช่น สภากาชาดไทย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญ อภ.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อผลิตวัคซีนออกมาแล้ว หากไม่มั่นใจในความปลอดภัยจะไม่นำมาใช้รักษาคนแน่นอน

นพ.ศิริวัฒน์กล่าวถึงความคืบหน้าการผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ว่า การผลิตวัคซีนเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยแก่ประชาชนไทยและความมั่นคงของประเทศไทยในการป้องกันโรคติดต่อ ขณะนี้ สธ.ตั้งคณะกรรมการดูแลประสิทธิภาพความปลอดภัยของวัคซีนอย่างรัดกุมที่สุดตามหลักวิชาการและมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก คาดว่า วัคซีนต้นแบบล็อตแรก จะออกมาช่วงต้นเดือนสิงหาคม ส่วนการสั่งซื้อวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2 ล้านโดสมูลค่า 600 ล้านบาทจากบริษัทซาโนฟี่ ประเทศฝรั่งเศส จะส่งถึงไทยในเดือนธันวาคม

เผยไทยแพร่เชื้อเข้าสู่ระยะ3แล้ว

ด้าน นพ.ไพจิตร์กล่าวว่า วันที่ 22 กรกฎาคม จะรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และผู้เสียชีวิต แม้จะรายงานตัวเลขผู้ป่วยผู้เสียชีวิตสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่กระทรวงยังได้รับรายงานและรวบรวมข้อมูลทุกวัน ขณะนี้ ประเทศไทยเข้าสู่ระยะที่ 3 คือ เชื้อแพร่กระจายทั่วประเทศแล้ว ทำให้ความสำคัญของห้องปฏิบัติการในการตรวจยืนยันเชื้อลดลงแล้ว จะมีเพียงการเฝ้าระวังกรณีมีอาการรุนแรงในกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น ส่วนผลสำรวจจากโพลต่างๆ ระบุว่า ประชาชนยังไม่เชื่อมั่นรัฐบาลและกระทรวง ในการรับมือการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นั้น คิดว่าเป็นที่การสื่อสารมากกว่า ซึ่งต้องแก้ไขปรับปรุง ที่ผ่านมากระทรวงรายงานจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตตรงไปตรงมา ไม่เคยปกปิดข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ จะแจกคู่มือประชาชนเรื่องไข้หวัดใหญ่ 4 ล้านเล่ม ตามจุดบริการของโรงพยาบาล ร้านสะดวกซื้อ ส่วนต่างจังหวัด รับได้วันที่ 21 กรฎาคม ที่ศาลากลางจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจัหวัด (สสจ.) และโรงพยาบาล

มาร์คเชื่อจัดการดีคนป่วยลด

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรกล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ผ่านรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.11) ว่า ขณะนี้มีการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ซึ่งองค์การอนามัยโลก (ฮู) ยอมรับว่ากลายเป็นโรคประจำถิ่นในหลายประเทศไปแล้ว และได้หยุดรายงานจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตไปแล้ว

ผมได้รับรายงานล่าสุดเมื่อเช้า (วันที่ 19 กรกฎาคม) พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้าพักรักษาตัวที่สถานพยาบาลลดลง น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีว่าเราสามารถบริหารจัดการได้ดีขึ้น เพราะโรคนี้น่าจะอยู่กับประเทศไทยไปอย่างน้อยถึงต้นปีหน้า ดังนั้น ต้องไม่ประมาทและต้องเฝ้าระวัง ทั้งนี้ แม้จะไม่มีการรายงานสถิติต่างๆ เป็นรายวัน และปรับเป็นรายงานทุกๆ สัปดาห์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ติดตาม ผมติดตามสถานการณ์ทุกวันและหากมีอะไร ก็จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากประชาชนนายกรัฐมนตรีกล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า สำหรับการกำหนดมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาด จะปรับไปตามสถานการณ์ และเป็นเรื่องการบริหารจัดการการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล ดังนั้น นำไปเปรียบเทียบกับโรคไข้หวัดนก หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) ไม่ได้เพราะลักษณะการแพร่เชื้อต่างกัน

ผมติดตามเรื่องนี้ตลอด เพราะเป็นห่วงมาก ในทุกๆ เช้าต้องนั่งเปิดอินเตอร์เน็ตดูเฉพาะเรื่องโรคไข้หวัดประมาณ 20 นาที และโดยส่วนตัวก็พกเจลล้างมือไปเวลาเดินทางไปตามที่ต่างๆ อีกทั้งยังพกหน้ากากอนามัย ซึ่งจะนำมาใช้เวลาไปที่ที่อยู่จากคนไม่เกิน 1 เมตรนายกรัฐมนตรีกล่าว

ชวนนัด3รมว.ถกสกัดหวัด

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยจัดประชุมสัมมนาไข้หวัดใหญ่ 2009 และมีความเป็นห่วงผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ว่า ขอชี้แจงหลักเกณฑ์ขั้นตอนการปฏิบัติถึงการใช้วัคซีนที่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศหรือการค้นคว้าวิจัยต่อโดยองค์การเภสัชกรรมว่า ก่อนจะนำมาใช้กับประชาชนส่วนใหญ่ ขอยืนยันว่ามีการนำวัคซีนดังกล่าวไปทดลองในสัตว์ทดลอง และกลุ่มอาสาสมัครเพื่อเฝ้าดูผลข้างเคียงและผลกระทบที่จะตามมา ดังนั้น ยืนยันว่ารัฐบาลคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนคนไทยเป็นหลัก ก่อนนำวัคซีนหรือยาใดๆ มาใช้กับประชาชนเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009

ทั้งนี้ ในวันที่ 20 กรกฎาคม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ได้นัดหารือกับรัฐมนตรี 3 กระทรวงหลักคือ แรงงาน สาธารณสุข และศึกษาธิการ เพื่อหามาตรการเชิงรุกในการป้องปรามและการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 โดย 1 ในมาตรการที่จะขอความร่วมมือจากร้านค้าผู้ประกอบการ บริษัทห้างร้านคือ หากลูกจ้างหรือนักเรียนที่เป็นไข้หวัดก็จะขอความร่วมมือนายจ้างให้อนุญาตให้หยุดงาน โดยไม่คิดเป็นวันหยุด เพื่อให้รักษาตัวและหยุดการแพร่ระบาด หากมาตรการนี้ได้รับความร่วมมือเชื่อว่า จะสามารถยุติหรือตัดขั้นตอนการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่นี้ได้ พร้อมกับจะปูพรมให้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) คัดกรองผู้ป่วยในชุมชนต่างๆ เช่นเดียวกับที่โรงเรียนก็จะขอความร่วมมือให้ครูประจำชั้นคัดกรองนักเรียนที่เป็นไข้ให้รักษา เพื่อควบคุมการแพร่กระจายต่อไป

พท.เย้ยปชป.ไร้น้ำยาแก้หวัด

วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ พยายามบอกว่าไม่รุนแรง แต่วันนี้รัฐบาลยอมรับแล้วว่าไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งกล้าพูดได้ว่ารัฐบาลพรรคไทยรักไทยรับมือและควบคุมปัญหาโรคไข้หวัดนกได้ดีกว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์รับมือกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ประชาชนจะไม่ต้องมารับเคราะห์อย่างนี้ ซึ่งจากที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยส่งผลให้วันนี้จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเป็นไปอย่างก้าวกระโดด โดยขณะนี้ไทยอยู่ในอันดับที่ 1 ของเอเชียและอันดับที่ 6 ของโลก เป็นความล้มเหลวของรัฐบาลโดยแท้

แนะให้ตรวจเชื้อรพ.เอกชนฟรี

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า นอกจากนี้คนจนในประเทศซึ่งมีจำนวนถึงร้อยละ 80 เข้าไม่ถึงการตรวจรักษาพยาบาล ดังนั้นขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการเก็บค่าใช้จ่ายการตรวจหาเชื้อในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึงรายละ 3,500 บาท โดยเสนอให้ทำเป็นวาระแห่งชาติและจัดตั้งศูนย์การแพทย์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในทุกภูมิภาคโดยประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 51 วรรคสาม ว่าด้วยบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์ ดังนั้นหากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉย ตนขอเรียกร้องให้ประชาชนเข้าชื่อส่งมาที่พรรคเพื่อไทยให้ได้จำนวนมากๆ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนายอภิสิทธิ์ นายวิทยา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

แจกเงิน 2,000 บาททำไมแจกได้ แต่แค่แจกหน้ากาก เจลล้างมือรวมถึงการตรวจสุขภาพประชาชนกลับแจกไม่ได้ ถ้านายกฯแจกไม่ได้ก็ลาออก นายพร้อมพงศ์กล่าว

สั่งผลิตหน้ากากเพิ่มงดส่งขายตปท.

เวลา 10.00 น. วันเดียวกัน นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน นำเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจการจำหน่ายหน้ากากอนามัย และเจลล้างมือ ตามร้านขายยา บริเวณโรงพยาบาลศิริราช พร้อมกับกล่าวว่า จากการสำรวจราคาหน้ากาก และเจล ในพื้นที่ 7 เขต ในช่วงที่ผ่านมา คือ จตุจักร บางกอกน้อย ปทุมวัน ดินแดง สายไหม นนทบุรี มีนบุรี และที่บริเวณโรงพยาบาลศิริราช พบว่า ขณะนี้ร้านค้าส่วนใหญ่ยังมีหน้ากากให้บริการอยู่ แต่มีน้อยเนื่องจากมีการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย จึงได้ขอความร่วมมือกับทางผู้ผลิตให้งดการส่งออกไปก่อน ขณะเดียวกันขอให้ผลิตเพิ่มเติมอีก 20% จากเดิมที่ผลิตเดือนละประมาณ 40-50 ล้านชิ้น

ที่ผ่านมาได้เชิญผู้ผลิตหน้ากาก 24 ราย มาหารือเพื่อขอทราบตัวเลขการผลิต พบว่าการผลิตหน้ากากในปีนี้สูงกว่าปีที่แล้วที่ผลิตเพียง 20 ล้านชิ้น แต่ถึงแม้จะผลิตเพิ่มขึ้นแต่หน้ากากส่วนหนึ่งก็ได้ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย จึงขอให้ทางผู้ผลิต โดยเฉพาะในพื้นที่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ที่มีแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมากให้เร่งการผลิตเพิ่ม และให้ส่งออกเฉพาะที่เป็นการสั่งซื้อเก่าที่รอสินค้าอยู่แล้วเท่านั้น และขอไม่ให้รับการสั่งซื้อใหม่จากต่างประเทศ เพื่อให้หน้ากากเพียงพอกับความต้องการของประชาชนที่มีเพิ่มมากขึ้น นายยรรยงกล่าว และว่า เพื่อให้หน้ากากเพียงพอกับความต้องการของประชาชน และมีราคาไม่สูง กรมการค้าภายในจะจัดทำหน้ากากธงฟ้า เพื่อจำหน่ายในราคาประหยัด ประมาณ 7-8 บาท/ชิ้น โดยคาดว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์

ทั้งนี้ จากการสำรวจราคาพบว่าหน้ากากยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ แบบธรรมดา หรือที่ใช้กันทั่วไป ราคาประมาณ 8-12 บาท/ชิ้น แบบที่เป็น 2 ชั้น ถึง 3 ชั้น ราคาประมาณ 19-20 บาท/ชิ้น แบบที่เป็นใยสังเคราะห์ ราคาประมาณ 5-10 บาท/ชิ้น หรือโหลละประมาณ 80 บาท และแบบที่สอดจมูก ซึ่งสามารถกรองฝุ่นละอองได้ ราคา 20 บาท/ชิ้น ส่วนเจลล้างมือยังไม่ขาดแคลน และราคายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ด้านเภสัชกรหญิงสุภาภรณ์ ปิติพร ผู้เชี่ยวชาญโรงพยาบาลอภัยภูเบศร อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า นักท่องเที่ยวและประชาชนต่างพากันมาซื้อสมุนไพรฟ้าทลายโจรที่ร้านสมุนไพรของโรงพยาบาลในวันเสาร์-อาทิตย์กันแน่นร้าน ทั้งซื้อใช้เองและเป็นของฝาก ยอดขายกว่า 2,000 กระปุก มียอดสั่งจองอีกจำนวนมาก ซึ่งต้องเพิ่มกำลังการผลิตจากวันละ 5,000 กระปุก เป็น 10,000 กระปุก สำหรับวัตถุดิบมีรองรับไว้ถึง 2,000 ตัน จึงเพียงพอรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่คาดว่าจะระบาดมากในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้

เรื่องล่าสุดของหมวด สังคม

ดูหมวด สังคม ทั้งหมด