มือปราบหูดำ เชื่อ บรรยิน ดิ้นไม่หลุด! หากเจอศพพี่ชายผู้พิพากษาถูกอุ้มฆ่า

มือปราบหูดำ เชื่อ บรรยิน ดิ้นไม่หลุด! หากเจอศพพี่ชายผู้พิพากษาถูกอุ้มฆ่า
S! News (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

จากกรณีที่ "พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์" อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกจับกุมตัวในคดีที่พี่ชายผู้พิพากษาประจำศาลอาญากรุงเทพใต้ หายตัวไป โดย 1 ใน 3 ผู้ถูกกล่าวหา รับสารภาพว่าพี่ชายของผู้พิพากษาถูกฆาตกรรมโยนทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยาใน จ.นครสวรรค์ และให้การซัดทอดว่า พ.ต.ท.บรรยิน มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ 

รายการโหนกระแสวันที่ 24 ก.พ. "หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย" ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.20 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33 เปิดใจสัมภาษณ์ "พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ" อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือฉายามือปราบหูดำ

ที่มาที่ไป?

"เราต้องดูคดีนี้ว่ามูลเหตุเกิดจากอะไร เวลามีเหตุคดีต่างๆ ต้องเอาคดีมาวิเคราะห์ ถ้าเกิดเหตุธรรมดาเป็นเรื่องส่วนตัวมั้ย เรื่องผลประโยชน์ มรดก หรือชู้สาว แต่คดีนี้วิเคราะห์ได้แค่ครึ่ง เพราะหนึ่งคนที่เสียชีวิตเป็นพี่ชายผู้พิพากษา คนกระทำเป็นผู้เกี่ยวข้องกับคดี ต้องมาดูย้อนหลังว่าผู้พิพากษาคนนี้ดูแลเรื่องคดีอะไร ก็เป็นคดีหุ้น และเกี่ยวข้องกับการตายของนายชูวงษ์ด้วย เพราะฉะนั้นมูลเหตุของคดี จนมาถึงคดีนี้ มันมีมูลเหตุที่น่าเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาคนนี้น่าจะเกี่ยวข้อง"

ย้อนเวลากลับไปในปี 58 เสี่ยชูวงษ์ ครั้งนั้นเป็นนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างระดับหมื่นล้าน เป็นเพื่อนกับ พ.ต.ท.บรรยิน หลังจากนั้นเหตุการณ์เกิดในวันที่ 26 มิ.ย. ปี 58 ทั้งสองท่านออกรอบตีกอล์ฟด้วยกัน ประมาณหนึ่งทุ่ม ทั้งคู่ขับรถเล็กซัสสีดำออกไปด้วยกัน โดยฝั่งเสี่ยชูวงษ์นั่งอยู่ด้านข้าง คนขับคือ พ.ต.ท.บรรยิน ไปถึงที่เกิดเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ทำให้เสี่ยชูวงษ์เสียชีวิต ระยะทางจากจุดที่ออกมาจากสนามกอล์ฟ ตรงนั้นเป็นสนามกอล์ฟ เรดวู้ด เวลา 1 ชั่วโมง แต่ภรรยาโทรศัพท์ไปแจ้งที่บ้านของเสี่ยชูวงษ์ตอนสี่ทุ่ม จริงๆ มันต้องโทรเร็วกว่านั้นมั้ย? 

"ตอนเกิดเหตุต้องดูว่าภรรยาท่านบรรยินรู้ได้ยังไงว่ารถเกิดอุบัติเหตุ เพราะเท่าที่รู้ท่านบรรยินก็สลบ เอาล่ะ เวลาช้าเร็วไม่เป็นไร กว่าจะตั้งตัวอะไรก็แล้วแต่ ภรรยาอาจไม่แจ้งก็ได้ คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุอาจแจ้งก็ได้ แต่ประเด็นสำคัญ รถที่ขับมาแล้วชนต้นไม้สมเหตุสมผลมั้ย อันนี้สำคัญกว่า การที่รถขับมาแล้วชนต้นไม้จนท่านชูวงษ์เสียชีวิตขับมาความเร็วเท่าไหร่"

มีการยืนยันว่าขับมาที่ความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง?

"ต้องมาวิเคราะห์กันว่ามันจะเป็นไปได้มั้ย ได้ข่าวว่าทางบรรรยินสลบ มันจะไปถึงสลบหรือไม่ เพราะมันเคยมีคดีตัวอย่าง"

ประเด็นที่สังคมและครอบครัวเสี่ยชูวงษ์สงสัย ครั้งนั้นทางญาติสงสัยเพราะฝั่งคนนั่งข้างคนขับคือเสี่ยชูวงษ์ ตอนชนฝั่งที่ชนคือฝั่งท่านบรรยิน แต่คนนั่งข้างตาย?

"ถ้าเป็นการจัดฉาก ก็ทำให้เห็นว่าพอชนแล้วกระแทกรุนแรง จนทำให้คนที่นั่งคอหัก นิติเวชเขาต้องไปดูว่าที่คอหักเกิดจากความแรงจากการชนต้นไม้มั้ย ผมเชื่อว่านิติเวชเขาพิสูจน์แล้วว่ามันไม่น่าใช่ จนเกิดการฟ้องท่านบรรยิน"

ไม่มีรอยเบรกเลย มองยังไง?

"มันก็สองมุม ถ้าเขาหลับในก็ไม่ต้องมีรอยเบรก แต่ถ้าเขาไม่หลับใน กระแทกขอบถนนยังไงคนก็ต้องตกใจ มันก็ต้องเบรกได้อยู่แล้ว ฉะนั้นต้องไปดูว่าเขาหลับในหรือเปล่า ก็ต้องไปดูว่าตรงนี้มีการสร้างหลักฐานหรือไม่อย่างไร"

ก่อนเกิดอุบัติเหตุครั้งนั้นในปี 58 ย้อนไปไม่ถึง 10 วัน มีการโอนหุ้นจากเสี่ยชูวงษ์ให้พริตตี้สาวคนหนึ่ง ไปให้โบรกเกอร์สาวคนหนึ่ง และส่วนหนึ่งไปอยู่ในมือท่านบรรยิน ที่สำคัญกว่านั้นโทรศัพท์ที่โอนไม่ได้โอนจากโทรศัพท์เสี่ยชูวงษ์ แต่โอนจากโทรศัพท์คนๆ หนึ่งที่จดในชื่อบริษัท คนรู้จักหรือใกล้เคียงท่านบรรยิน พอสงสัยได้มั้ย?

"การโอนหุ้นเราไม่รู้ว่าหุ้นจริงๆ เป็นหุ้นของใคร ถ้าเป็นหุ้นนายบรรยินที่ฝากไว้ ถ้าเกิดชูวงษ์คิดไม่ดี อีกมุมหนึ่งนะ หรืออีกมุมเป็นหุ้นนายชูวงษ์แต่มีข้อตกลงอะไรกันก็แล้วแต่ เพื่อโอนให้เสี่ยบรรยิน ถ้าโอนมาบรรยินเต็มๆ เดี๋ยวคนจะสงสัย ก็อาจโอนให้ผู้หญิงตัวแทนอีกสองคน ต้องมาดูว่าตัวแทนสองคนนั้นสนิทกับท่านบรรยินหรือเปล่า อาจโอนให้ผู้หญิงคนนี้ แล้วผู้หญิงคนนี้โอนให้บรรยินหรือเปล่า ก็เป็นการอ้อมหรือเปล่า ส่วนนี้ต้องพิจารณา แต่ถ้ารวมสรุปฟังแล้วมันก็เชื่อง่ายว่าหุ้นนี้ตั้งใจโอนให้บรรยิน โดยผ่านนกต่อสองคนมากกว่า"

วันที่ 28 มิ.ย. ปี 59 ท่านบรรยินถูกกองปราบออกหมายจับ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์ อันเกิดแต่การที่ตนเองได้กระทำความผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดของตนเอง?

"อันนี้คือข้อหาแรก ฆ่าคนตายเพื่อเอาผลประโยชน์ปกปิด เหมือนการสร้างฉาก ข้อหาแรกที่ท่านบรรยินต้องได้รับ พูดง่ายๆ ว่าสงสัยว่าฆ่าเสี่ยชูวงษ์เพื่อเอาทรัพย์สิน ตำรวจเชื่ออย่างนั้นเพราะมูลเหตุมันน่าเชื่อ ถ้าคนบริสุทธิ์ใจก็โอนให้บรรยินเลยก็ได้ แต่นี่มีเงื่อนงำในการโอน เขาเลยไม่เชื่อตรงนี้"

อีกอัน ที่มีส่วนมากๆ กับเหตุการณ์หรือคดีในวันนี้ คือเรื่องพี่ชายผู้พิพากษาที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ตำรวจมีหลักฐาน พยานต่างๆ นานา ไปล็อกตัว พ.ต.ท.บรรยิน มีผลพวงจากการที่มีการสั่งฟ้องเรื่องการโอนหุ้น 300 ล้านโดยมิชอบ?

"เราต้องไปย้อนว่าคดีนี้ทำไมต้องอุ้มกัน ทำไมต้องเอาไปฆ่ากัน ทำไมต้องเอามาข่มขู่กัน มันก็ย้อนกลับไปคดีเดิม เพราะคดีเดิมฆ่านายชูวงษ์เกี่ยวกับเรื่องการโอนหุ้น ผมเชื่อว่าที่เขามาข่มขู่เพราะถ้าคดีโอนหุ้นชนะ ก็จะมีประโยชน์ต่อคดีที่เกี่ยวกับการฆ่าคนตายคดีแรก ดังนั้นก็อาจต้องมีการข่มขู่กัน ผมเชื่อว่าในการข่มขู่ครั้งนี้ก็หวังผลประโยชน์เรื่องคดี ฉะนั้นพยานหลักฐานเขาสามารถสืบค้นมาจากคดีเดิมได้ บวกกับหลักฐานที่เกิดเหตุ เช่น กล้องวงจรปิด คน พยานบุคคล แล้วก็หลักฐานการไปข่มขู่ ตัวนี้ก็จะนำมามัดให้กลุ่มคนที่กระทำความผิด พอเรารู้ว่ากลุ่มคนอุ้มเป็นใคร  ก็ได้กลุ่มนี้มา กลุ่มนี้ก็ซัดทอดท่านบรรยิน พอซัดทอดก็น่าเชื่อถือเพราะเกี่ยวข้องกัน"

เปิดอีกมุมหนึ่งผ่าน "ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม" อธิบดีอัยการสำนักงานอาญาธนบุรี กรณีที่เกิดขึ้น มุมอัยการมองว่ามีความไม่ชอบมาพากลมั้ย เรื่องหุ้น 300 ล้าน?

ปรเมศวร์ : "คดี 300 ล้านเดิมเจ้าของสำนวนเขาสั่งไม่ฟ้อง แต่อัยการสั่งให้ฟ้อง แสดงว่ามันมีมูลเรียบร้อย วันนี้ติดใจเรื่องเดียวว่าทำไมคดีฆ่าคุณชูวงษ์ ถึงจำหน่ายคดีชั่วคราวแล้วรอคดีนี้ ในประเทศไทยเราเวลาดำเนินคดี รู้ว่าคุณมีพฤติการณ์ก็สืบพยานไป ตอนนี้ก็งงตามข่าวไม่ทัน เขาบอกว่าคดีฆ่าชูวงษ์รอไว้ก่อนจนกว่าคดีหุ้นจะตัดสิน ทุกคนก็งงว่าทำไม จริงๆ แยกกันไปได้ เราดูการกระทำและผลการกระทำ คดีอาญาทุกคดี ไม่ได้ดูมูลเหตุ ไม่ได้สนใจว่าสมคิดฆ่าเพราะอะไร ไม่สนใจคนนั้นฆ่าเพราะอะไร แต่เรามองว่ามีใครกระทำ และทำอย่างไร ผลการกระทำสำเร็จหรือไม่ ถ้าสำเร็จก็ลงโทษ ถ้าเป็นมูลเหตุจูงใจเพื่อลงโทษหนักหรือเบา คนก็ถามว่าขนาดนั้นเชียวเหรอ ทุกอย่างเป็นไปได้หมด สมัยก่อนถ้าจะเล่นคดีอาญาเขาต้องจ้างพยานหนี สองยิงพยานทิ้ง สมัยก่อนเขาทำกันแบบนั้นเพื่อไม่ให้พยานมาเบิกความ ถ้ามีปัญหาหนักก็ยิงทนายก่อน มันเป็นมาตั้งแต่โบราณ เร็วๆ นี้ก็ยิงทนายทิ้งไปคนหนึ่ง ชนิดที่เกี่ยวข้องกับจับคนไปเพื่อต่อรอง พูดตรงๆ เราไม่เคยเจอ ถ้าการต่อรองจริงๆ ที่มองกัน เขาควรได้ผลก่อนเขาถึงจะปล่อยโดยหลักการ หรือได้ผลแล้วอาจไม่ปล่อยเพราะปิดพยานเลยก็อาจเป็นไปได้ แต่เรื่องนี้ผมก็ไม่รู้พลั้งพลาดหรืออะไร" 

ตำรวจกำลังหากระดูก ถ้าหาไม่เจอ ท่านบรรยินปฏิเสธไม่เกี่ยว จะเอาอะไรพิสูจน์?

พล.ต.ต.วิชัย : "ถ้าไม่เจอศพ ไม่เจอตัวจะตัดสินลำบาก เพราะเราไม่รู้ว่าเขาตายจริงหรือเปล่า สองถ้าตัดสินว่ากระทำความผิดแล้วตัวพี่ชายโผล่มาจะยุ่งเลย คดีตรงนี้ต้องหาหลักฐาน หาศพให้ได้ หาหลักฐานการเสียชีวิตของพี่ชายผู้พิพากษาคนนี้ให้ได้ แต่ผมเชื่อว่าขณะนี้มีหลักฐานเรื่องการอุ้ม มีภาพวงจรปิดที่มันเกี่ยวข้องแล้ว สองได้ตัวมารับสารภาพ แสดงว่ามีการการะทำความผิด สามรู้จุดเอาไปเผาเอาไปทิ้งแล้ว ค่อนข้างเปอร์เซ็นต์เยอะมากพอสมควร เปอร์เซ็นต์สุดท้ายคือหาศพ ผมคิดว่าการหาหลักฐานตรงนี้คงไม่ยาก ดูจากการทิ้ง ถ้าเขาห่อถุงพลาสติก ปิดสนิทยังไงก็ต้องลอยน้ำ ยังไงก็ต้องเจอ แต่ถ้าเอาไปเทโดยไม่ใส่ถุง จะหาลำบาก มันก็ต้องย้อนกลับมาหาจุดที่เผา"

จุดเผาเป็นร้านเสริมสวย ร้านเหมียว?

พล.ต.ต.วิชัย : "ต้องไปดูว่าจุดเผามีร่องรอย หรือเศษอะไรในการเผา สามารถเอามาพิสูจน์ อาจมีก้อนเนื้อตก หรือไขมันศพที่เผา สามารถเอามาตรวจดีเอ็นเอได้ ก็เป็นหลักฐานได้"

ถ้าไม่เจอ?

ปรเมศวร์ : "มี 2 คดีที่น่าสนใจ สมชาย นีละไพจิตร ที่ไม่เจอ อีกเรื่องคือบิลลี่ จะเห็นว่ายากในการพิสูจน์ แต่มีคดีหนึ่งที่พิสูจน์ได้ คือคดีหมอผัสพร แต่วันนี้จุดที่สำคัญ มีพยานรับสารภาพและซัดทอด คำซัดทอดบางทีก็ฟังยาก แต่ถ้าซัดทอดแล้วมีพยานแวดล้อมสนับสนุนอื่นๆ ประกอบ ศาลก็ตัดสินได้ ถ้ารับสารภาพแล้วเจอจุดที่เผา อย่าง ผอ.กอล์ฟที่เผาเสื้อผ้า ยิ่งเผาศพ เผาชิ้นส่วน มันต้องมีร่องรอยเหลือ ถ้ามีคำรับและพยานหลักฐานสอดคล้องต้องกันมันก็น่าสนใจ"

ถ้าในชั้นศาล พยานคนนี้เขากลับคำให้การ ประกอบกับหาศพไม่เจอ?

พล.ต.ต.วิชัย  : "ถ้าเขารับสารภาพแล้ว แล้วหลักฐานมันครบถ้วนแล้ว ถ้าคุณปฏิเสธก็คงยาก เพราะมาครบหมดแล้ว หลักฐานที่ได้มาก็เพราะคุณรับสารภาพนะ ได้ตามที่คุณรับสารภาพ แล้วตอนหลังมาปฏิเสธ ศาลไม่เชื่อคุณหรอก เหมือนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เรื่องกล้อง หลักฐานบุคคล มีคนเห็น หลักฐานการเผา มันตรงหมด"

ปรเมศวร์ : "มีพยานประกอบ มีร่องรอย มีกระดูก ก็อยากให้กลับไปดูคดีไอซ์ หีบเหล็ก มีผู้ต้องหาคนหนึ่งให้การรับสารภาพแล้วขยายจนเจอศพ ก็จบแล้วไง มันจะปฏิเสธยังไง อยากให้มองประเด็นสำคัญว่าการที่ศาลออกหมายจับ ต้องมีพยานหลักฐานตามสมควร น่าเชื่อว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด ณ เวลานี้มากกว่า 50% แต่ตำรวจไม่พูด"