"ใบเฟิร์น" เลือกที่จะถอย พ่อพูดถูก "ถ้ากลับไปก็คงโง่" ดราม่าแฉแฟนใหม่คบซ้อน

"ใบเฟิร์น" เลือกที่จะถอย พ่อพูดถูก "ถ้ากลับไปก็คงโง่" ดราม่าแฉแฟนใหม่คบซ้อน

จากรักที่เคยมีแต่รสหวาน กลับถูกเปลี่ยนสภาพกลายเป็นความรักรสขมภายในชั่วข้ามคืน เมื่อมีสาวปริศนาเปิดฉากแฉพฤติกรรมคบซ้อนของ เจโม่ หนุ่มตี๋รูปหล่อ ผู้กุมหัวใจ ใบเฟิร์น-พัสกร พลบูรณ์ นักแสดงสาวอารมณ์ดี จนกลายเป็นประเด็นดราม่าครั้งใหญ่ ถึงขนาดทำให้คนใกล้ชิดและคนในครอบครัวของฝ่ายหญิงได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน

กระทั่งล่าสุด วันนี้ (19 ก.พ. 63) ใบเฟิร์น พัสกร ก็ได้ใช้พื้นที่รายการ คุย แซ่บ SHOW ทางช่อง ONE31 เชิญสื่อมวลชลร่วมฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในประเด็นร้อนดังกล่าว พร้อมทั้งเคลียร์สถานะหัวใจระหว่างเธอกับ เจโม่ หลังเกิดกระแสดราม่าให้เราฟังว่า


“เริ่มเล่าตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันนั้นไม่มีอะไรพิเศษมาก วันนั้นตอนเย็นก็ไปทานข้าวกับพี่โม่เป็นเรื่องปกติ เราสองคนไม่ได้เป็นหวาน และวันนั้นก็แค่ไปทานข้าวจริงๆ พอไปนั่งทานข้าวสักพักก็เห็นว่าเขาโพสต์รูปที่ทุกคนเห็นกัน ถามว่ารู้สึกอะไรที่เขาโพสต์รูปไหม คือมันก็คงเป็นโพสต์เพราะวันวาเลนไทน์นี่แหละ อันนี้คิดในใจนะ จากนั้นเขาก็พูดว่าเป็นครั้งแรกที่เขาโพสต์ เขาคงอยากให้วันนี้มันเป็นโมเมนต์อะไรสักอย่าง ซึ่งพอเห็นว่าเขาโพสต์ เราก็เลยลงสตอรี่เราด้วยเหมือนกัน อารมณ์แบบ มึงโพสต์กูก็โพสต์ เพราะไม่ได้อะไรอยู่แล้ว"

"วันนั้นกลับไปบ้านก็เริ่มเช็กคอมเมนต์ ซึ่งวันที่ 14 ก็ไม่มีอะไร มีแต่คนเข้ามาแซว เข้ามาเชียร์ จนกระทั่งวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มเห็นคอมเมนต์ในอินสตาแกรม เป็นคอมเมนต์แปลกๆ ประมาณว่า ไปเลิกกันก่อน เราก็รู้สึกเอ๊ะนะกับคอมเมนต์ตรงนี้ ก็เริ่มตกใจเหมือนกัน”

จำได้ไหมคอมเมนต์เขาเขียนว่าอะไร ?
“อย่างที่ทุกคนทราบเลยค่ะ ประมาณว่าเลิกทางนั้น เลิกทางนี้ก่อน เราจำรายละเอียดไม่ได้ แต่ไม่ได้ลบนะ แค่เห็นแล้วตกใจเฉยๆ งงๆ แล้วรู้สึกว่าอะไรอีกเนี่ย จากนั้ยก็เริ่มเข้าไปดูในอินสตาแกรมพี่โม่ว่ามีไหม ปรากฎว่ามีค่ะ เป็นคอมเมนต์ทำนองเดียวกันเลย คนเดียวกันกับที่เข้ามาคอมเมนต์เราด้วย แต่ภาษาที่ใช้รุนแรงกว่าที่คอมเมนต์เรามาก ตอนนั้นก็ยังงงอยู่เลยลองเข้าไปทักไปในอินสตาแกรมของคนที่ดูน่าจะรู้เยอะสุด"

พอเราตัดสินใจไปแล้ว เขามีฟีดแบคยังไงบ้าง ?
"คือพอเราเข้าไปกำลังจะทัก เรากฌเห็นเขาส่งข้อความมาหาเราก่อนแล้วเหมือนกัน เป็นข้อความเหมือนที่เขาพิมพ์มาประมาณนั้นเลย พอเราเห็นแบบนั้นเราเองก็พูดอะไรไม่ถูก ได้แต่พูดไปว่า 'มันจริงเหรอคะ จริงเหรอคะ มันยังไงเหรอคะ' คือทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน"

ณ ตอนนั้นเราได้คุยกับเจโม่แล้วหรือยัง ?
"ยังค่ะ ยัง ขอเล่าเรื่องตรงนี้ให้ฟังก่อน คือ...พอเราทักไปคุยกับที่คอมเมนต์มาบอก ทางนั้นเขาก็เริ่มเล่ารายละเอียดให้ฟังว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และถ้าหากเราอยากรู้อะไรเพิ่มเติมก็ให้ลองไปคุยกับน้องสาวเขาดู ซึ่งน้องสาวเขาก็คือคนที่โพสต์นั่นแหละค่ะ จากนั้นทางฝั่งเขาก็หายไปพักหนึ่งและก็ให้เบอร์ติดต่อมา ซึ่งพอเราได้เบอร์ปุ๊บก็โทรหาเขาทันทีเลยค่ะ"

"ตอนนั้นก็ไม่รู้นะว่าเขารู้หรือเปล่าว่าเราจะโทรไป แต่เราก็คือโทรไปถามรายละเอียดจากเขานั่นแหละ ทางเขาเองก็เล่าให้ฟังตามสิ่งที่เขาพิมพ์ไว้เหมือนกับที่ทุกคนเห็น จากนั้นเราก็เลยบอกกับเขาไปตามตรงว่า เราไม่รู้เลย ไม่เคยรู้เลยจริงๆ และตอนนี้เราเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ยังงงๆ อยู่คนเดียว ไม่รู้จะจับต้นชนปลายยังไง ณ ตอนนั้นทำได้แค่พูดคำว่า 'ขอโทษ' ขอโทษที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน รวมถึงฝากไปขอโทษผู้หญิงอีกคนด้วย เนื่องจากว่าเราไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ถ้าหากรู้เรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน"

ตอนนั้นเราเชื่อคนที่เข้ามาคอมเมนต์บอกเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เลยใช่ไหม ?
"จริงๆ เราคิดตั้งแต่แรกแล้วนะคะว่าอยากจะถามพี่โม่ อยากจะถามเขาว่ามันคืออะไร แต่ก็ไม่รู้ไงว่าจะคุยอะไรกับเขาก่อนหรือว่าจะต้องเริ่มยังไงดี ตอนนั้นปากคอมันสั่นไปหมด"

แสดงว่าพอรู้ปุ๊บเราก็ช็อกไปเลย ?
"เราเคยเห็นนะเหตุการณ์อะไรแบบนี้ แต่พอมาเจอกับตัวเองมันก็ช็อก"

เราเริ่มคุยกับฝ่ายชายเมื่อไหร่ ?
"พอได้คุยกับทางน้องสาวเขา ได้ขอโทษกันเสร็จเรียบร้อย ตอนนั้นเรายังไม่รู้นะคะว่าเขาโพสต์อะไร จนกระทั่งเขาบอกกับเราว่า 'ขอโทษนะคะ เขาโพสต์เรื่องนี้ไปแล้วด้วยอารมณ์ของเขา' วินาทีนั้นคำเดียวที่เราคิดในใจก็คือ 'ชิบหายแล้ว' แต่ก็บอกเขาไปว่า 'ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร มันแก้อะไรไม่ได้แล้ว' จากนั้นเขาก็เตือนว่าเรื่องมันเริ่มเป็นข่าวแล้ว คือเขาคุยกัยเราดีมาก เราทั้งคู่คุยกันด้วยดี รวมถึงเรายังบอกขอบคุณเขาด้วยที่เตือนมา ซึ่งเรามารู้อีกภายหลังว่า จริงๆ เขาพยายามเตือนมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่เป็นเราเองที่ไม่เห็น เพราะเราไม่เคยอ่านไดเรกต์เมสเซจ เนื่องจากระบบมันไม่เคยแจ้งเตือน เราก็เลยคิดว่ามันคงเป็นดวงของเราเองด้วยมั้งที่ทำให้เรื่องราวกลายเป็นแบบนี้ เพราะเราไม่เคยอ่านไดเรกต์เมสเซจ"

เราได้คุยกับเจโม่ตอนไหน หลังจากที่ทราบข้อมูล ?
"พอวางหูไปก็เริ่มเลยค่ะ เพราะเราอยู่คนเดียวยังไงมันก็ต้องคุยแล้ว แต่ด้วยจังหวะนั้นเหมือนนางเองก็เริ่มรู้เพราะอยู่ดีๆ นางก็โทรมา แป๊บเดียวเอง นางโทรมาหาเราตอนนั้นเราก็ถามตรงๆ เลยว่า 'พี่โม่เรื่องมันเป็นไง มันจริงไหม' เขาก็ยอมรับว่าเรื่องมันก็เป็นแบบที่รู้นั่นแหละ เขาก็ยังคุยกันอยู่ เพียงแต่ว่าไม่ได้ไปมาหาสู่กันแล้วเท่านั้นเอง เขาขอโทษ เขาไม่ได้แก้ตัวอะไรใดๆ แต่เล่าว่ายังคุยกันอยู่ในแชทจริงๆ แต่ไม่ได้ไปเจอ"

เหมือนเขายอมรับว่าคบซ้อน ?
"เขาไม่ได้พูดว่าคบซ้อน ตอนนั่นเราไม่มีคำว่าคบซ้อนในหัวนะ เขาพูดแค่ว่า มันก็เป็นตามนั้น เขายังคุยกันอยู่ แต่ว่าไม่ได้ไปเจอ ก็ห่างๆ"

เราคิดว่าเราถูกหลอกแล้วหรือเปล่าไหม ?
"มันแน่นอนอยู่แล้ว มันชัดเลย เราไม่รู้ว่าเจตนาเขาตั้งใจหรืออะไร แต่แค่รู้สึกว่าวันนี้เราโดนกับตัวเองแล้ว"

ตอนที่ฟังความจริงจากปากเขา รู้สึกรู้สึกยังไงบ้าง ?
"ก็เสียใจนะ เพราะว่าเราไม่ได้คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น มันก็ช็อก ทำตัวไม่ถูก เสียใจแต่ ณ ตอนนั้นที่เขาพูดมาเราก็ไม่ได้คุยกันเยอะ เพราะเราฟังข้อมูลจากน้องเขามาแล้ว เราก็รู้สึกไม่อยากคุยอะไรแล้ว"

ความสัมพันธ์ตอนนี้คืออะไร ยังเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า ?
"ในโทรศัพท์ตอนนั้นยังไม่ได้สรุปว่าจะเอายังไง เราแค่ฟังและถามเฉยๆ ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงใช่ไหม ซึ่งก็ตามนั้น คือมันก็อึ้งๆ งงๆ เราก็ตัดสินใจวางหูไป"

โมโหไหม ได้พูดอะไรกับหรือเปล่า ?
"ไม่ใช่อารมณ์โมโหนะคะ แต่มันเป็นอารมณ์ทำอะไรไม่ถูกมากกว่า มือสั่นไปหมด ในหัวแบบ...ใช่เหรอ จริงเหรอ เหมือนมีคำถามอยู่ในหัว"

ความสัมพันธ์ของเราสองคนเริ่มต้นได้ยังไง ?
"พี่เขาเป็นเพื่อนในแก๊งที่เราอยู่รู้จักกันมาก่อนหน้านี้ค่ะ แต่เราสองคนรู้จักกันได้ไม่นาน เพิ่งรู้จักช่วงปลายๆ ตุลาคม ถึงเดือนกันยายนประมาณนั้น ส่วนเรื่องไทม์ไลน์เราจำไม่ได้ แต่หลังจากที่เขากลับมาจากออสเตรียเขาก็มาช่วยงานพี่ที่รู้จัก เขาอยู่ร้านอาหารที่ทุกคนทราบ ซึ่งพี่คนนี้ที่เป็นเจ้าของร้านอาหาร เฟิร์นก็เป็นแก๊งเดียวกันจะได้เจอกันอยู่แล้ว และจากนั้นเฟิร์นก็เจอเขามากขึ้น ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจเลยนะ เฉยๆ ด้วยซ้ำ แต่พอมันอยู่ในแก๊งเดียวดกันได้เจอกันบ่อย ก็เริ่มรู้สึกดีกับเขาค่ะ"

เราไม่เคยรู้ประวัติเขามาก่อนว่าเขาคบกับแฟนมา 10 ปี ?
“ไม่ทราบเลยค่ะ”

มีอาการระแคะระคายไหมตอนที่คุย ?
“ถ้าระแคะระคาย เอาจริงๆ ไหม คือต้องบอกเลยว่าเรากับพี่โม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง และก็เราทำงานของเรา เขาก็ทำงานของเขา เราไม่รู้สึกอะไรเลย เอาจริงๆ แล้วเราก็เคยเจอเพื่อนในแก๊งเขาด้วย”

เราเคยถามเขาไหมเรื่องแฟน ?
“ไม่ค่ะ ตั้งแต่ตอนแรกที่คุยกันเขาก็พูดอยู่ว่าเขาไม่มีใคร เขาบอกอาจจะมีคนคุยบ้างแต่คุยน้อยลงแล้ว จุดที่ทำให้เรามั่นใจ อย่างที่บอก คือเราเคยเจอเพื่อนพี่โม่หลายคนมาก ไม่ว่าจะเป็นแก๊งเดียวกันหรือเพื่อนคนอื่นๆ เอาจริงๆ พี่หลายๆ คนในแก๊งก็เพิ่งรู้เรื่องนี้ หลายๆ คนก็ช็อกเพราะเขาก็ไม่รู้มาก่อน อีกอย่างเมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่แล้ว เขาก็พาเราไปเจอครอบครัวเขาด้วยนะ เจอครบเลยคุณพ่อ คุณแม่ พี่ชาย พี่สาว มันเลยทำให้เรารู้สึกไม่มีอะไรอ่ะ ก่อนหน้านั้นเขาก็ไม่เคยปิดอะไร และเราก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่มาเช็กมือถือแฟนด้วย เพราะเราก็ทำงานของเรา เราไม่ชอบให้ใครมาเช็กมือถือเราเหมือนกัน”

กิริยาคนที่บ้านของเขาเป็นยังไงบ้าง ปกติกับเราไหม ?
“พ่อแม่เขาคุยกับเฟิร์นปกติเลย ขอถ่ายรูป หลานมาขอลายเซ็นด้วย ปกติเลยค่ะ”

บทสรุปตอนนี้คืออะไร ?
“บทสรุป ณ ตอนนี้ใช่ไหมค่ะ จริงๆ อย่างที่บอก ณ ตอนนั้นพอวางหูจากพี่โม่ไป เราก็ประมวลกับตัวเองแล้วแหละ ก็รู้สึกว่ามันต้องถอยแล้วจริงๆ ถามว่าก่อนหน้านี้ที่จะรู้เรื่องของเขาเรามีความรู้สึกดีๆ กับเขาไหม เรามีความรู้สึกดีๆ กับเขามาก มันเป็นความรู้สึกที่เขาโอเค แต่ ณ ตอนนี้เราก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าในอนาคตจะเป็นยังไง เราก็ยังตอบตัวหนูเองไม่ได้”

แสดงว่าถอยแต่ไม่เลิก ?
“ไม่คือ คือ...คือมันจะเข้าใจยังไงได้อ่ะพี่ ก็คือออกมาแล้ว เขาจะอยู่ยังไง ก็เป็นเรื่องของเขา”

เขาได้มาง้อเราบ้างหรือเปล่า ?
“ง้อค่ะ ก็ต้องบอกว่าเขายังติดต่อมา เราก็ตอบเท่าที่ตอบได้ และคุยเท่าที่คุยได้”

ได้คุยไหมว่าให้เขาไปเคลียร์กับฝั่งนั้นก่อน ?
“อันนี้หนูรู้สึกว่าตอนนี้คุยก็คงโดนหนัก ถ้าคุณยังเป็นแบบนี้ต่อไปก็คงชีวิตคุณแล้ว”

ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดขาดเขา ?
“ตอนนี้เขาก็ยังติดต่อมาอยู่ เราก็มีเปิดอ่านแต่ไม่ตอบบ้าง”

ใจเรายังให้โอกาสเขาไหม ?
“ณ ตอนนี้เราต้องเอาตัวเองออกมาก่อน เอาออกมาจากพื้นที่ตรงนั้นก่อน เราไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเกลียดอะไรเขา แต่เรารู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันแย่ เราก็รู้สึกว่าเราเคยเจอความรักที่มันไม่ถึงกับแย่แต่ไม่ได้เวิร์ก กับคนเก่าเราก็รู้สึกว่าก็เป็นเพื่อนกัน เลิกกันก็เป็นเพื่อนกันได้”

ระยะเวลาที่คบกันในฐานะแฟนนานแค่ไหน ?
“เอาจริง ๆ เราเคยบอกไปในรายการหลังวันแต่งงานของพี่พีเค เพราะวันนั้นพี่โม่ไปด้วยและหนูรับดอกไม้ได้ ซึ่งเรากับพี่โม่ยังไม่ได้มีการตกลงกันว่าเราเป็นแฟนกันอย่างจริงจัง แต่เราก็รู้สึกดีต่อกัน เราไปไหนมาไหนไม่ได้ปิดบัง ไปกินข้าวก็ไปด้วยกันเป็นแก๊ง แต่ก็ไม่ได้แบบว่าเธอเป็นแฟนนะ คือรู้ว่าเป็นคนสำคัญ คนที่ศึกษากัน เพราะในระยะเวลาแค่ 4 เดือนเอง ตอนนั้นที่ยังไม่รู้เรื่อง เราก็รู้สึกว่าไม่ได้มาขอเป็นแฟนก็ไม่เป็นไร แต่ ณ ตอนนี้ถ้าถามว่าให้โอกาสเขาไหม หนูมองว่าเป็นเรื่องอนาคต เพราะเราก็ยังตอบตัวเองไม่ได้เลย แต่มันก็คงไม่ได้ง่ายแล้ว เพราะว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นค่อนข้างหนัก”

เรื่องที่เกิดขึ้นลามไปถึงผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ครอบครัว ท่านว่ายังไงบ้าง ?
“ยังไม่ได้คุยกับพ่ออย่างเป็นทางการเลยค่ะ เอาจริงๆ ไม่ค่อยได้เจอกับพ่อด้วย แต่ส่วนใหญ่พ่อจะคุยกับแม่มากกว่า พ่อจะมาทางแม่ตลอด อย่างที่พ่อบอกเขาไม่รู้เพราะเขาไม่เคยเจอ ซึ่งเราคบกับพี่โม่แค่ 4 เดือนเอง ยังไม่พาไปเจอใครอยู่แล้ว แม่ก็เหมือนเจอผ่านๆ ยังไม่ได้มีการมานั่งคุยเหมือนอย่างที่หนูไปเจอครอบครัวเขา”

คำพูดที่พ่อบอกว่าถ้ากลับไปคบกับเขาก็โง่เต็มที ?
“ก็คงจะเป็นอย่างที่พ่อพูดนั่นแหละ (ยิ้ม)”

คิดว่าตัวเองพลาดตรงไหน ?
“ในระยะ 2-3 เดือนแรก ความรักมันก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่เราจะต้องมากั๊กหรือเก็บ เราก็ให้เกียรติคนที่จะมาอยู่ข้างๆ เราในอนาคต โดยการไม่ปิดบัง เจอผู้ใหญ่หนูก็แนะนำตามปกติ แต่ถามว่าเร็วไปไหม เอ่อ...เราก็บอกว่าเป็นการศึกษากันในระยะเริ่มต้นอย่างที่เราบอกไว้อยู่แล้วค่ะ”

เรามองว่าตัวเองกลายเป็นโลก 2 ใบของเขาไหม ?
“ตอนนี้น่าจะไม่นะคะ เพราะว่าเราถอยออกมาแล้ว เราไม่รู้ว่าเขามีกี่ใบ ก็อาจจะมีสองใบ (ยิ้ม)”

ณ วันนี้สภาพจิตใจโอเคหรือยัง ?
“ดีค่ะ ดีขึ้นกว่าวันแรกมากเลย วันแรกก็ร้องไห้ ก็โทรมแหละอย่างที่เห็น แต่ว่าเวลาผ่านไปแล้วเราต้องบอกว่าตัวเองว่าโชคดีที่ได้กำลังใจเยอะมากๆ หลายๆ ครั้งที่เราไม่ได้เปิดอ่านแชทที่ทุกคนส่งเข้ามาให้กำลังใจ ไม่ว่าจะเป็นแชทจากคนที่เรารู้จักหรือว่าคนไกลตัว แต่ถึงเราไม่ได้เปิด เรารับรู้ได้ ขอบคุณทุกคนมากเลยนะคะ และก็จะพยายามทยอยตอบทุกคนให้ได้"

เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง ?
“เอาจริงๆ เราค่อนข้างมั่นใจนะว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดกับเรื่องนี้ แต่ถ้าเป็นการสอนอะไรสักอย่าง เรื่องนี้ก็คงให้ประสบการณ์กับเราค่ะ"

แฟนๆ เห็นใจเราที่ความรักครั้งก่อนก็ไม่ดี พอมาเจอครั้งนี้อีกก็ยิ่งเจ็บกว่าเก่า ?
“กว่าจะมาเจอคู่แท้ของตัวเองมันไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งเราก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องเผชิญต่อไป"

หากจะมีความรักอีกครั้ง เราต้องถึงขั้นสืบประวัติเลยไหม ?
“ตอนนี้มีคนต่อไปมาเสนอตัวเข้ามาเยอะมาก พร้อมดามใจมาก แต่ ณ ตอนนี้หยุดก่อนค่ะ พักก่อน"

คงต้องดูเยอะขึ้น ?
“ก็ต้องดูเยอะขึ้นค่ะ แต่จริงๆ สำหรับครั้งนี้นี้เรารู้สึกว่าไม่ได้พลาดนะ เพราะเพื่อนเขาเราก็เจอ พ่อแม่เขาเราก็เจอ มันไม่มีสัญญาณอะไรเลย"

ยังเชื่อเรื่องความรักอยู่ไหม ?
“เชื่อนะคะ แต่เอาจริงๆ เราทุกคนเกิดมาตัวคนเดียว ตายคนเดียว เพราะฉะนั้นชีวิตเราจะถูกขีดไปเจอกับใครก็คือเจอ ไม่เจอก็คือไม่เจอ ไม่อยากจะคิดอะไรมาก เราอายุ 30 แล้ว"

จากนี้เราจะเชื่อพ่อแล้วใช่ไหม ?
“จะพยายาม เอาจริงๆมเรื่องความรัก ไม่มีใครโง่ ไม่มีใครฉลาดนะ"

เหมือนมีข่าววงในออกมาว่าทางผู้ชายเป็นบาร์โฮส และตั้งใจใช้เราเป็นเครื่องมือ ?
“ไม่ทราบเลยค่ะ"

เราพอจะทราบหน้าที่การงานเขาไหม ?
“อย่างที่ทุกคนทราบ เขาก็อยู่ร้านกาแฟ แต่เรื่องรายละเอียดตรงนั้นเราไม่ทราบเลย"

จะไปเช็กไหมว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร ?
“ไม่ต้องเช็กแล้วมั้ง เราออกมาแล้ว"

ต่างคนต่างอยู่ ?
“ตอนนี้คงยังต่างคนต่างอยู่ไม่ได้ เพราะเขาก็ยังพยายามติดต่อมา แต่ถ้ามันมากก็คงต้องบล็อก เพียงแต่ ณ ตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้ทำอะไรที่มันลุ่มล่ามมากมาย"

ได้คุยกับแฟนเขาไหม ?
“ไม่ได้คุยเลย ไม่รู้จัก ไม่รู้จะไปคุยอะไรกับเขา"

ตอนนี้ก็ฟื้นฟูสภาพจิตใจเราไปก่อน ?
“ใช่ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ"