สืบคดียึดทรัพย์ ทักษิณ เบิกความซัดดับเบิ้ลสแตนดาร์ด

สืบคดียึดทรัพย์ ทักษิณ เบิกความซัดดับเบิ้ลสแตนดาร์ด

ไต่สวนพยานครั้งแรกคดียึดทรัพย์ทักษิณ 7.6 หมื่นล้าน ฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายรับมอบอำนาจ เบิกความซัด คตส. ปิดโอกาสพิสูจน์กรรมสิทธิ์ทรัพย์ ดับเบิลสแตนดาร์ด ขณะที่ กาญจนภา หงส์เหิน เลขาส่วนตัว หญิงอ้อ แจงข้อมูลธุรกิจชินคอร์ป ขายหุ้นปี 36 ดีกว่า รวย 2 แสนล้าน เผยรายได้ครอบครัวเข้ากระเป๋าอ้อ ก่อนโอนให้แม้ว ไต่สวนนัดหน้า 23 ก.ค. เก้าโมงครึ่ง ยิ่งลักษณ์ - ตัวแทนซื้อที่ดินรัชดา รอคิวเบิกความ

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันนี้ (16ก.ค.) เวลา 09.30 น. นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน ไต่สวนพยานครั้งแรก คดีหมายเลข อม.14/2551 ที่อัยการสูงสุด ร้องขอให้ทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบุคคลในครอบครัว มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาทเศษ ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ โดยขณะดำรงตำแหน่งใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

โดยการไต่สวนนัดแรกในวันนี้ ฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาได้นำพยานเข้าไต่สวนรวม 2 ปาก ประกอบด้วย นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจในการยื่นคำให้การคดีต่างๆ และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ

นายฉัตรทิพย์ ผู้รับมอบอำนาจพ.ต.ท.ทักษิณ เบิกความสรุปว่า พยานไดัรับมอบอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณในการยื่นคำให้การและชี้แจงในคดีต่าง ๆ และสำหรับคดีการยื่นคำร้องยึดทรัพย์ฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับโอกาสและความเป็นธรรมจาก คตส.ในการนำพยานบุคคลกว่า 100 ปาก เพื่อเข้าชี้แจง หลังจากที่คตส.ไม่อนุญาตให้ฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณขยายเวลาการยื่นเอกสารชี้แจงออกไปอีก

ทั้งนี้ เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบพยานหลักฐานซึ่งมีจำนวนมาก โดยการที่ คตส.ไม่อนุญาตขยายเวลาก็ระบุว่า ขณะนั้น คตส.มีเวลาจำกัด เนื่องจากใกล้จะหมดเวลาแล้ว โดยพยานเอกสารกว่า 2 หมื่นหน้าที่ได้ยื่นต่อศาลในคดียึดทรัพย์นี้ พยานและทนายความก็เพิ่งจะได้ตรวจสอบและเห็นเอกสารดังกล่าว

ขณะที่ในการทำสำนวนคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2และ 3 ตัว (หวยบนดิน) รวมทั้งคดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้น คตส.กลับเปิดโอกาสให้กับผู้ถูกกล่าวหา นำพยานบุคคลเข้าให้การชี้แจงเพิ่มเติมได้ก่อนที่จะมีการชี้มูลความผิดหลายเดือน จึงเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการลักลั่นในทางปฏิบัติ ขณะเดียวกันในชั้น คตส.ยังไม่ได้มีคำสั่งพิสูจน์ทรัพย์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้คัดค้านคนอื่น ๆ อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นหรือไม่ ก่อนที่จะมายื่นต่อศาล ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย

นายฉัตรทิพย์ ยังเบิกความด้วยว่า คณะของ คตส.ที่ไต่สวนคดีนี้ ปรากฏด้วยว่า มีกลุ่มบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ เช่น นายกล้าณรงค์ จันทิก นายแก้วสรร อติโพธิ และนายบรรเจิด สิงคเนติ ขณะที่การยื่นคำร้องยึดทรัพย์พยาน เห็น ว่า คดีขาดอายุความแล้ว เนื่องจากตามกฎหมาย ปปช.ต้องให้ยื่นคำร้อง ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหายังดำรงตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่งแล้วไม่เกิน 2 ปี แต่คดีนี้ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ก.ค.48

ทั้งนี้ การที่ คตส.ระบุว่า มีการนับเวลาต่อจากที่พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งที่ 2 นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครอง ซึ่ง รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า เมื่อดำรงตำแหน่งครบ 4 ปีก็ต้องเลือกตั้งใหม่ เสนอนายกรัฐมนตรีใหม่ และมีการแถลงนโยบายใหม่

ด้าน นางกาญจนาภา เบิกความสรุปว่า เรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วทำงานกับบริษัทเอกชนนาน 10 ปี จึงเริ่มเข้ามาทำงานที่บริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ จำกัด ในตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ตั้งแต่ปี 2530 และลาออกเมื่อเดือนเมษายน 2549

ทั้งนี้ ขณะทำงานกับคุณหญิงพจมาน มีหน้าที่รับผิดชอบตั้งแต่เรื่องงาน การเงิน ทรัพย์สิน หุ้น และเรื่องส่วนตัว รวมทั้งดูแลบุตรชายหญิงทั้ง 3 คน โดยตระกูลชินวัตรเริ่มต้นทำธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหม ภาพยนตร์ อพาร์ทเมนต์ ให้เช่าที่ดิน กระทั้งมาทำบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ ให้บริการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ มี พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นผู้ถือหุ้นมาตั้งแต่ต้น กระทั่งปี 2533 ได้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งทั้งสามคนมีหุ้นรวมกันประมาณ 16-17 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 438 บาท รวมมูลค่าประมาณ 6 พันล้านบาทเศษ ต่อมามีการเพิ่มทุนรวม 3 ครั้งในปี 2534, 2537 และ 2542 ซึ่งทุกครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ จะใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุกครั้งทำให้สัดส่วนการถือหุ้นคงเดิมตลอด

นางกาญจนาภา เบิกความว่า การนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพราะมีการซื้อกันตามอุปสงค์และอุปทาน รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจในขณะเวลานั้น ซึ่งการซื้อขายหุ้นของบริษัททุกครั้งมีการบันทึกตามรายงานของตลาดหลักทรัพย์ โดยในปี 2536 นั้น มูลค่าหุ้นชินฯมีมูลค่าสูงสุดอยู่ที่ราคาหุ้นละ 1,400 บาทเศษ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ ถือหุ้นรวมกันประมาณ 34 ล้านหุ้นเศษ หากมีการซื้อขายหุ้นกันในขณะนั้น คาดว่า ได้รับเงินไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท และหากจะเปรียบเทียบกับที่ขายหุ้นให้กับกองทุนเทมาเส็กประเทศสิงคโปร์จำนวน 134 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 49 บาทเศษแล้ว ก็น่าจะได้เงินไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นที่ขายให้กับเทมาเส็กนั้น ถือว่า เป็นราคาที่เหมาะสม

ทั้งนี้ มูลเหตุการณ์ซื้อขายหุ้นชินฯมีจำนวนมาก เนื่องจาก บริษัทชิน ถือเป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นในบริษัทลูกที่ทำธุรกิจด้านโทรคมนาคม สื่อสารดาวเทียม โทรทัศน์ สายการบินพาณิชย์ และธุรกิจสินเชื่อ ซึ่งต้องลงทุนสูง โดยเฉพาะทรัพย์สินของบริษัทชิน มีรวมกันไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท

นางกาญจนา ยังเบิกความด้วยว่า ในส่วนบริษัทแอมเพิลริช อินเวสเมนท์ จำกัด ที่จดทะเบียนที่เกาะบริติช เวอร์จิ้น ว่า มีทุนจดทะเบียน 50,000 เหรียญสหรัฐ แต่มีการเรียกชำระค่าหุ้นเพียง 1 เหรียญสหรัฐ มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียว ต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณ โอนหุ้นให้กับนายพานทองแท้ บุตรชาย และ น.ส.พิณทองทา บุตรสาวแล้ว ทั้งสองจึงเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทร่วมกับพยาน และนายเฮนรี เรา ซึ่งการเปิดบริษัทแอมเพิลริช ฯ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจใด แต่เพื่อใช้ถือหุ้นในสัดส่วนบริษัทต่างชาติ ในตลาดหลักทรัพย์แนสแดค (ประเทศสหรัฐอเมริกา) โดยพยานไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการเป็นกรรมการ แต่ได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทในเครือชินคอร์ป

นางกาญจนา ยังเบิกความถึงการให้การในชั้น คตส. ด้วยว่า เดินทางเข้าให้การทั้งหมดรวม 5 ครั้ง และได้ให้การไว้อย่างละเอียดพร้อมกับให้เอกสาร ที่เกี่ยวกับบัญชีทรัพย์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน และบุตรชายหญิงทั้ง 3 คนแล้วว่า มีทรัพย์สินอะไรอยู่ที่ใดบ้าง แต่ คตส. ยังออกมาแถลงว่า มีการซุกซ่อนทรัพย์สิน โดยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน จึงไม่เป็นความจริง ซึ่งทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน และบุตรทั้ง 3 คนเสียหาย ทั้งที่เปิดเผยข้อมูลทางบัญชีไปหมดแล้ว ทั้งนี้ พยานไม่ทราบว่า เอกสารและข้อมูลที่เคยให้กับ คตส.นั้น ถูกนำไปใช้พิจารณาหรือไม่ โดยความจริงแล้ว รายได้ของครอบครัวชินวัตร จะโอนเข้าสู่บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาสำนักรัชโยธิน ของคุณหญิงพจมานเป็นหลัก ก่อนที่จะโอนเข้าสู่บัญชีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นครั้งคราว

ภายหลังพยานไต่สวนพยานทั้งสองปากแล้ว นัดไต่สวนพยานฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้งในวันที่ 23 ก.ค.นี้ เวลา 09.30 น. โดยทนายความเตรียมพยานเข้าไต่สวน 2 ปาก คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้คัดค้านยึดทรัพย์สิน และนายสมบูรณ์ คุปติมนัส ผู้รับมอบอำนาจคุณหญิงพจมาน ในการเข้าประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษก