ย้อนสาเหตุพรรคแรงงานอังกฤษแพ้ยับ จนเบร็กซิตเดินหน้าออกจากอียูกู่ไม่กลับ

ย้อนสาเหตุพรรคแรงงานอังกฤษแพ้ยับ จนเบร็กซิตเดินหน้าออกจากอียูกู่ไม่กลับ

อังกฤษได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมานี้ เนื่องจากเกิดภาวะชะงักงันทางการเมือง จากการที่รัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคอนุรักษนิยมของนายบอริส จอห์นสัน ไม่สามารถตกลงกันได้กับฝ่ายค้านซึ่งนำโดยพรรคแรงงานของนายเจเรมี คอร์บิน ในเรื่องการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ เบร็กซิต อย่างไร? 

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ขัดแย้งกันเรื่องการออกจากจากสหภาพยุโรปอย่างไรนั่นเอง โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 46 ล้านคน จะลงคะแนนเลือกผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้ง 650 เขตทั่วประเทศ                 

การเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษคือกระบวนการที่ชาวอังกฤษใช้การตัดสินใจเลือกผู้แทนราษฎรเข้าสู่รัฐสภาและบริหารประเทศ โดยผู้มีสิทธิลงคะแนนที่ไปลงทะเบียนแล้ว จะมีสิทธิเลือกผู้สมัครหนึ่งคนเพื่อเป็นตัวแทนเขตของตนแบบ "วันแมน วันโหวต" โดยผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด จะได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเขตนั้นในรัฐสภา

โดยทั่วไปหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศ ส่วนหัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงรองลงมา จะทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ดูแลงานทั้งในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเขตเลือกตั้งของตน และทำหน้าที่เป็นตัวแทนเขตนั้นๆ ในรัฐสภา เพื่อตรากฎหมายต่างๆ ออกมาเป็นกติกาของสังคม

อย่างไรก็ตาม ผลของการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ครั้งนี้ของอังกฤษ ปรากฏว่าพรรคอนุรักษนิยมชนะเลือกตั้งอย่างขาดลอยโดยได้ที่นั่ง 365 จากทั้งหมด 650 ที่นั่งของสภาผู้แทนราษฎร โดยได้ที่นั่งเพิ่มจากการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2560 จำนวน 47 ที่นั่ง จึงทำให้นายบอริส จอห์นสัน หัวหน้าพรรค ประกาศเดินหน้านำสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) ภายในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563 ดังที่หาเสียงไว้นั่นเอง

AFPบอริส จอห์นสัน หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมและนายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศนำประเทศออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) หลังชนะเลือกตั้ง

>> ไม่พลิกโผ "พรรครัฐบาลอังกฤษ" ชนะเลือกตั้ง มุ่งเดินหน้า "เบร็กซิต"

สำหรับพรรคแรงงานของนายเจเรมี คอร์บินนั้นพ่ายแพ้อย่างยับเยินได้ที่นั่งเพียง 203 ที่นั่ง ลดลง 59 ที่นั่ง แม้แต่เขตอุตสาหกรรมทางตอนเหนือและตอนกลางของอังกฤษ ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคแรงงานมายาวนาน ก็ยังทิ้งพรรคแรงงานไปลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรคอนุรักษนิยม เนื่องจากนโยบายเบร็กซิตของพรรคแรงงานนั้นกำกวมไม่แน่นอนทำนองรักพี่เสียดายน้อง คือบางทีก็ไม่อยากออกจากสหภาพยุโรป บางทีก็จะออกแต่ขอให้ได้เงื่อนไขข้อยกเว้นที่ดีจากสหภาพยุโรปเสียก่อนนั่นเอง

jeremy-corbynAFPเจเรมี คอร์บิน อดีตหัวหน้าพรรคแรงงาน ที่นำพรรคแพ้เลือกตั้งหมาดๆส่วนพรรคอันดับ 3 คือ พรรคสก็อตติชเนชันแนล (เอสเอ็นพี) ได้ไป 48 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 13 ที่นั่ง พรรคนี้เป็นพรรคชาตินิยมสก็อตมีนโยบายชัดเจนแจ่มแจ้งว่าไม่ต้องการให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป หากอังกฤษต้องออกจากสหภาพยุโรปจริงๆ พรรคสก็อตติชเนชันแนลก็มีนโยบายที่จะให้มีการลงประชามติในสก็อตแลนด์เพื่อแยกสก็อตแลนด์ออกจากอังกฤษ แล้วจะนำประเทศสก็อตแลนด์ไปเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปแทนเอง

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งที่พลิกความคาดหมายที่สุดก็คือ พรรคลิเบอรัลเดโมแครต (แอลดี) ที่ได้เพียง 11 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อน 1 ที่นั่งแต่เป็น 1 ที่นั่งที่สำคัญที่สุดคือที่นั่งของ น.ส.โจ สวินสัน หัวหน้าพรรคสาววัย 39 ปีผู้ป๊อบปูล่าร์ในแวดวงโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุ่มเทเงินในโฆษณาทางโซเชียลมีเดียอย่างมหาศาล โดยเป็นที่คาดหวังว่าทางพรรคลิเบอรัลเดโมแครตอาจจะได้ที่นั่งถึง 18 ที่นั่ง ทำให้หัวหน้าพรรคสาวต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งเช่นเดียวกับนายเจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงาน

ส่วนพรรคการเมืองที่เหลืออีก 7 พรรค ก็แบ่งที่นั่งกันไป 23 ที่นั่ง คือเป็นพรรคต่ำ 10 ทั้ง 7 พรรค

สรุปผลของการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษครั้งสำคัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมาแล้วนี้ จากการประกาศของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน คือ เขาจะทำให้เบร็กซิตเกิดขึ้นภายในวันที่ 31 มกราคมปีหน้า โดยไม่มีคำว่า “หาก” ไม่มีคำว่า “แต่” และไม่มีคำว่า “บางครั้ง” 

แบบว่าอังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรปแน่นอนแล้ว ไม่มีการชักเข้าชักออกเหมือน 3 ปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน!!!