อนุฯสอบคาดโทษเสื้อแดงล้มอาเซียน เข้าข่ายประทุษร้ายถึงประหารชีวิต เสื้อน้ำเงินรอดไม่มีเหตุจูงใจ

กก.สอบข้อเท็จจริงต่ออายุสรุปเหตุการณ์เสื้อแดง 30 ก.ค.ทั้ง 7 อนุ ก่อนส่งไม้ต่อ ลุงชัย เหตุ 4 อนุฯ สอบไม่จบ คนเสื้อแดงเจอดี อนุกก.พัทยาฯ เสนอรัฐบาล-นายกฯ จัดการด่วน เหตุจงใจฆ่าผู้นำต่างชาติมีความผิดถึงประหารชีวิต ส่วนน้ำเงินรอดตัวเหตุไม่มีหลักฐานเอาผิด เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 13 กรกฎาคม คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการชุมนุมทางการเมืองที่มีนายสมศักดิ์ บุญทอง อดีตรองอัยการสูงสุด เป็นประธานฯ ได้ประชุมเพื่อรับฟังผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุทั้ง 3 คณะเพื่อจัดทำรายงานเสนอต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร คือ 1.คณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่เมืองพัทยาและภูมิภาค 2.คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณมหาดไทยและศาลรัฐธรรมนูญและ 3.คณะอนุกรรมการศึกษาข้อกฎหมายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนอีก 4 คณะยังไม่แล้วเสร็จ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่เมืองพัทยาและภูมิภาค ส่งรายงานประมาณ 200 หน้า ได้รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทั้งจากสื่อและหนังสือราชการ รวมทั้งได้ลงพื้นที่ อ.พัทยา จ.ชลบุรี จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น จ.เชียงใหม่และ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปช.) คนเสื้อแดง โดยคณะอนุกรรมการฯมีข้อสังเกตุว่า เมืองพัทยาเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการประชุมสุดยอดอาเซียนและไม่เชื่อว่า ไม่น่าจะเกิดการรุนแรงหรือเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ แต่เหตุที่เกิดความผิดพลาดขึ้นนั้นเกิดจากงานด้านการข่าวของรัฐบาล อาทิ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ(ศรภ.) และครม.มีความบกพร่องอย่างมากจึงทำให้ประเมินสถานการณ์ทั้งข้อมูลของฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐผิดพลาด จนมาสู่การยืนยันไม่เปลี่ยนสถานที่จัดประชุม

นายอโณชา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้อนุกรรมการฯ ยังเห็นอีกว่า การเตรียมการด้านการรักษาความปลอดภัยมีความบกพร่องหลายประการ อาทิ การประเมินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ไม่ครบถ้วนและไม่วางแผนการปฏิบัติอย่างจริงจัง ขาดการเชื่อมโยงระหว่างแผนแม่บทและแผนในพื้นที่ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน รวมทั้งขาดการสื่อสารกับผู้ปฏิบัติทุกระดับ ทั้งนี้ยังเห็นอีกว่ากลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศจะเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปชุมนุมต่อต้านที่พัทยา ซึ่งใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนานเพราะระยะทางไกล จึงตั้งข้อเกตุว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่จึงไม่สกัดกั้นจึงทำให้เกิดเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นและทำให้ภาพพจน์ประเทศชาติเสียหาย

"การ ที่กลุ่มผู้ชุมนุมบุกโรงแรมรอยัลคลิปบีชจนนำสู่การล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ไม่ได้มีมูลเหตุที่แท้จริงมาจากการปะทะระหว่างคนเสื้อแดงกับเสื้อน้ำเงินดังที่กลุ่มคนเสื้อแดงกล่าวอ้าง แต่มูลเหตุแท้จริงน่าจะมาจากผู้นำและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงมีความต้องการตั้งแต่ต้นที่จะอาศัยจังหวะการประชุมสำคัญเช่นนี้เพื่อก่อให้เกิดการจลาจลจนนำไปสู่การลาออกของนายกฯ การประกาศยุบสภา หรือนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร นายอโณทัย สรุปผลการรวบรวมข้อมูล

ประธานอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่พัทยา กล่าวอีกว่า ส่วนเหตุการณ์ความรุนแรงที่ทุบรถนายกฯ เมื่อวันที่ 7 เมษายนระหว่างติดไฟแดง อนุกรรมการฯ เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีคนโยงใยและตั้งใจให้เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นไปเพราะความบังเอิญหรือผิดพลาดโดยไม่เจตนา ดังนั้นเห็นว่า รัฐบาลควรทำเรื่องนี้ให้กระจ่างและดำเนินคดีทางอาญาและทางวินัยกับผู้ที่กระทำความผิดอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นรัฐบาลจะถูกมองว่าไม่มีความกล้าในการดำเนินการและอาจเป็นเหตุให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก

"อนุกรรมการมีความเห็นสำหรับการบุกรุกเข้าไปโรงแรมที่จัดการประชุมอนุกรรมการฯ เห็นว่ายังมีผู้กระทำผิดและร่วมกระทำความผิดอีกมาก โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี เพราะมีการปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมใช้กำลังบุกรุกสถานที่เพื่อจับกุมนายกรัฐมนตรีและผู้นำประเทศต่างๆ ซึ่งเข้าข่ายการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของประชุมแห่งรัฐต่างประเทศ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรมาตรา 127 ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ถ้าเกิดเหตุร้ายผู้กระทำมีโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังมีความผิดตามกฎหมายเดียวกันมาตรา 113 ประกอบมาตรา 130 เป็นต้น นายอโณทัย กล่าว

ทั้งนี้อนุกรรมการฯ เห็นว่า ก ลุ่มที่มาปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 10 เมษายนหลังจากที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำนปช.นำมวลชนไปยื่นหนังสือต่อเลขาธิการอาเซียนแล้วเชื่อว่าเป็นการระดมคนในเมืองพัทยาประกอบด้วยนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ กลุ่มมวลชนท้องถิ่นและอาสาสมัครที่ไม่พอใจกับการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง ส่วนในวันที่ 11 เมษายนเป็นการกะเกณฑ์คนมาเพิ่มเติมเพราะทางรัฐบาลทราบว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาจไม่ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่จึงได้นำคนที่เกณฑ์มาใส่เสื้อน้ำเงินที่กระทรวงมหาดไทยจัดเตรียมไว้เพื่อป้องกันความสับสน ทั้งนี้ส่วนข้อสงสัยที่ระบุว่ารัฐบาลสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสวมใส่เสื้อสีน้ำเงิน ทางอนุกรรมการฯ ไม่สามารถระบุผลได้ว่ามีเหตุจงใจใดที่รัฐบาลจะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใส่เสื้อสีน้ำเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายอโณทัยสรุปรายงานต่อที่ประชุมแล้วเสร็จกรรมการจาก พรรคเพื่อไทยได้แสดงความไม่เห็นด้วย ในประเด็นการเอาผิดคนเสื้อแดงทั้งการบุกโรงแรมและการทุบรถนายกฯ โดยเฉพาะนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ระบุว่า คนเสื้อแดงก็เป็นคนไทยเช่นเดียวกันจึงไม่อยากให้สรุปรายงานที่เป็นการให้ร้ายเกินไป ทั้งนี้มองว่า เหตุการณ์ทุบรถเชื่อว่าเกิดการประสานงานที่ไม่ดีของหน่วยความรักษาความปลอดภัยมากกว่า

จากนั้นนางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ ประธานอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่กระทรวงมหาดไทยและศาลรัฐธรรมนูญ ได้รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทั้งจากสื่อและหนังสือราชการและได้เชิญ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาชี้แจง

โดยคณะอนุกรรมการฯมีข้อสังเกตุเกี่ยวกับประเด็นที่ว่านายกฯอยู่ในรถหรือไม่ว่า มีพยานและหลักฐานยืนยันว่านายกฯขึ้นรถจริง แต่ไม่มีพยานบุคคลหรือหลักฐานยืนยันว่านายกฯ ไม่ได้ออกจากรถระหว่างขับวนอยู่ในกระทรวงมหาดไทยหรือไม่

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการให้ข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างการให้ปากคำของเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยและภาพจากกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะประเด็นที่มีข้อมูลว่า ภา ยในรถมีคนอยู่ถึง 4 คน จากการส่งภาพจากกล้องวงจรปิดให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบก็พบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนั่งอยู่ด้านหน้ากับคนขับ ทางอนุกรรมการฯจึงเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีคนออกจากรถอีก โดยเรื่องนี้สรุปได้ว่าระบบวงจรปิดในกระทรวงมหาดไทยมีความบกพร่อง เพราะไม่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนคณะอนุกรรมการฯ อีก 4 คณะที่ยังไม่เสนอรายงานนั้น นายสมศักดิ์ได้ เน้นย้ำให้ทุกคณะอนุฯ ไม่เกินวันที่ 30 กรกฎาคม โดยหลังจากนั้นจะจัดทำรายงานเพื่อเสนอต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

เรื่องล่าสุดของหมวด การเมือง

ดูหมวด การเมือง ทั้งหมด