เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ผมถือว่าเป็นคนโชคดีคนหนึ่ง เนื่องจากในช่วงเยาว์วัย ยังไม่ค่อยประสีประสาอาศัยอยู่กับคุณยายซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้วัด ทำให้มีโอกาสเดินทางไปทำบุญหรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนากับญาติผู้ใหญ่บ่อย ๆ และเชื่อว่ามีส่วนสำคัญทำให้ผม ได้ซึมซับในหลักของพระพุทธศาสนา มาได้พอสมควร

แม้จะไม่ถึงขั้นต้องยึดถือศีล 5 เป็นหลักในการดำรงชีวิตอยู่ทุกวัน แต่ก็พอจะรู้ว่า วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธประกอบด้วยวันอะไรบ้าง และถ้าหากมีโอกาสจะไปทำบุญและร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะเอื้ออำนวย

ยิ่งปีนี้พิเศษกว่าทุกปี รัฐบาลของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขามีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ว่า ถ้าหากเดือนไหนมีวันหยุดราชการติดต่อกันหลายวัน และบังเอิญมีวันทำงานคั่นอยู่ ก็กำหนดให้วันนั้นเป็นวันหยุดรวมไปเลย เหตุผลเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ก็เท่ากับว่าปีนี้คนทำงานอยู่ในระบบราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จะมีวันหยุดติดต่อกันรวมเสาร์-อาทิตย์ 5 วัน คือตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. ไปสิ้นสุดวันที่ 8 ก.ค.

นี้ล่ะครับทำให้ผมเป็นห่วงว่า บางคนจะจัดตารางในการท่องเที่ยวจนลืมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ยิ่งเดี๋ยวนี้เวลาไปถามพวกเด็ก และเยาวชนบางคน เห็นอาการแล้วตกใจ เพราะตอบง่าย ๆ ว่า หนูรู้จักแต่วัน วาเลนและ วันฮัลโลวีน

พอถามว่า วันอาสาฬหบูชา วิสาขบูชา มาฆบูชา เข้าพรรษา มีความหมายเป็นอย่างไร หลายคนตอบแบบอึก ๆ อัก ๆ วันนี้เลยขออนุญาตนำรายละเอียดของวันสำคัญทางศาสนาซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 7 และ 8 ก.ค. มาขยายให้รับทราบกันอีกครั้งหนึ่ง

วันอาสาฬหบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ หรือเดือน 8 เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาครั้งแรก โดยแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นผลให้เกิดมีพระสาวกรูปแรกขึ้นในพระพุทธศาสนา จนถือว่าเป็นวันแรกที่มี พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ครบเป็นองค์พระรัตนตรัย พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา (เทศน์กัณฑ์แรก)

เนื้อหาว่าด้วยทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่ นำไปสู่การบรรลุนิพพาน ฤาษีโกณฑัญญะ ได้บรรลุโสดาปัตติผล แล้วทูลขอบวชเป็นพระสาวกรูปแรก ที่เป็นประจักษ์พยานในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในบรรดาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา ที่ประกาศให้มี วันอาสาฬหบูชา และถือปฏิบัติมาจน กระทั่งปัจจุบัน

สำหรับ วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนาวันหนึ่งที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดช่วงฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น

เข้าพรรษา แปลว่า พัก หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่า ไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือนในฤดูฝนคือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เว้นแต่มีกิจธุระคือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในวันเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า สัตตาหะ หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

ผมเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าหากประชาชนทุกสาขาอาชีพ มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจแล้ว รับรองได้เลยว่าความวุ่นวาย ไม่เกิดแน่.

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล