เปิดใจ "น้องต๊อด" หนุ่มนักเรียนช่างพิการครึ่งท่อน ที่แท้อดีตนักเต้นวีลแชร์รายการดัง

เปิดใจ "น้องต๊อด" หนุ่มนักเรียนช่างพิการครึ่งท่อน ที่แท้อดีตนักเต้นวีลแชร์รายการดัง
Sanook! Regional

สนับสนุนเนื้อหา

(23 ก.ย.62) จากกรณีหนุ่มร่างกายพิการครึ่งท่อนแต่สู้ชีวิต กำลังหาที่ฝึกงานหลังเรียนจบแผนกช่างยนต์ วิทยาลัยสารพัดช่าง ทางผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปตรวจสอบยังบ้านเช่าไม่มีเลขที่ บริเวณชุมชนบ้านยวม ซอย 7 หมู่ที่ 5 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยพบว่าหนุ่มพิการดังกล่าวคือ นายชาตรี กรวัชรธาดา หรือ น้องต๊อด อายุ 22 ปี อดีตหนึ่งในนักเต้นบีบอยวีลแชร์ ที่ชนะการประกวดรายการ Thailand's Got Talent 2014 มาแล้ว

>> กำลังใจล้นหลาม หนุ่มนักเรียนช่างมีร่างกายเพียงครึ่งท่อน โพสต์ขอโอกาสฝึกงาน

จากการสอบถามทางด้านนายชาตรีเปิดเผยว่า ตนมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ซึ่งตนได้พิการตั้งแต่กำเนิด ภายหลังได้มีโอกาสย้ายภูมิลำเนามาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ มาอยู่กับน้องๆอีก 2 คน และได้ศึกษาจนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 โรงเรียนศรีสังวาลย์ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งหลังจากเรียนจบมาตนก็ เลือกเรียนสายอาชีวะเพื่ออยากที่จะทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระออกครอบครัว และได้ตัดสินใจลงทะเบียนเรียนในแผนกช่างยนต์ วิทยาลัยสารพัดช่าง ซึ่งเป็นงานที่ตนรัก โดยหลังจากที่ได้เรียนจบหลักสูตรตนก็ได้โพสต์เฟสบุ๊คของตัวเองไปในโลกโซเชียลเพื่อหาที่ฝึกงาน ซึ่งประชาชนก็ได้ให้ความสนใจและให้กำลังใจกันเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจและให้โอกาสในการฝึกงานของตน ซึ่งในเบื้องต้นก็กำลังเลือกสถานที่ฝึกงาน ซึ่งสถานที่ฝึกงานที่ตนอยากทำก็จะเป็นเกี่ยวกับซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ ที่อาจจะไม่ต้องเป็นสถานที่ประกอบการใหญ่โต อาจจะเป็นอู่เล็กๆ ที่เปิดโอกาสให้ตนได้เข้าไปฝึกงานทดลองฝีมือ และให้ตนได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ซึ่งในส่วนของความพิการที่ตนเป็นอยู่นั้นก็อาจจะเป็นอุปสรรคในการทำงานอยู่บ้าง เช่นในเรื่องของการยกของหรือวัตถุบางอย่างที่ไม่สามารถยกคนเดียวได้ รวมไปถึงเรื่องของการเดินทาง ตนจึงอยากได้สถานที่ฝึกงานที่อาจจะอยู่รอบนอกตัวเมืองเชียงใหม่ หรือใกล้กับที่พัก เพื่อให้สะดวกต่อการเดินทาง

ส่วนความฝันของตนนั้นก็อยากที่จะมีธุรกิจส่วนตัว มีอู่ซ่อมรถเล็กๆ หรือร้านซ่อมรถ โดยทุกวันนี้จะทำอะไรตนจะคิดถึงพ่อแม่ไว้ก่อนเสมอ ถ้าตนยังไม่สบายยังไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง พ่อกับแม่ตนก็ยังคงเป็นห่วง และก็จะไม่สบายใจที่เห็นว่าลูกคนนี้ยังไม่ได้ดี ทั้งนี้ตนอยากฝากถึงใครที่กำลังท้อแท้ในการใช้ชีวิต อยากให้มองว่าการใช้ชีวิตก็เหมือนกับการที่ตัวเองได้ผจญภัยไปเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าในวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นและหากคิดว่าในวันนี้ตัวเราเองทำไม่ได้พรุ่งนี้มันก็จะไม่เกิด ดังนั้นตนมองว่าเมื่อได้เกิดมาเป็นคนทั้งที ไม่ว่าจะพิการหรือเป็นปกติก็ควรจะสู้ไว้ก่อน และมีกำลังใจที่ดีนึกคนที่อยู่ข้างหลังและคนที่คอยอยู่ข้างๆ เรา ไม่ใช่นึกถึงแต่ตัวเอง