เปลี่ยนอังคารให้เป็นเพชร

เปลี่ยนอังคารให้เป็นเพชร

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

ผู้เขียนเพิ่งมีโอกาสไปที่สุสานออกกำลังกายแห่งเดียวในโลกที่เขตสาธร กทม.ของเรานี่เอง ซึ่งสุสานออกกำลังกายนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สวนสวยในป่าช้าแต้จิ๋ว เดิมคือป่าช้าวัดดอนอันเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่ร่วม 200 ไร่ อาณาเขตของป่าช้านี้ครอบคลุมตั้งแต่ซอยเจริญกรุง 57 เชื่อมต่อไปจนถึงเซ็นต์หลุยส์ ซอย 3

ที่ผ่านมาป่าช้าวัดดอนมีศพฝังในลักษณะฮวงซุ้ย ถึง 7,961 ศพ ศพที่บรรจุเฉพาะอัฐิ อีกประมาณ 1,800 ศพ และศพที่ไม่มีญาติบรรจุรวมกันไว้อีกมากกว่าหมื่นศพ

โดยเมื่อก่อนจะเปิดป่าช้านี้ให้ประชาชนเข้าไปในสุสานได้เฉพาะในเทศกาลเช็งเม้งเพื่อให้ชาวไทยเชื้อสายจีนเข้าไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษเท่านั้น ป่าช้าวัดดอนจึงรกร้างเกือบตลอดปีแถมมีสัตว์เลื้อยคลานนานาชนิดอาศัยอยู่มากมาย

จึงดูออกเป็นสถานที่ที่น่ากลัวและวังเวงในใจกลางศูนย์การธุรกิจการเงินของประเทศ

แต่ในปัจจุบันนี้ป่าช้าวัดดอนที่น่ากลัวนั้นเหลือเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานถึงชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมหาศาลที่มาแสวงโชคที่เมืองไทยแล้วไม่มีโอกาสกลับไปตายที่บ้านเกิดเมืองมารดรของตน

เนื่องจากขณะนี้ทั่วบริเวณป่าช้านั้นร่มรื่นด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่มากมายและมีสนามหญ้าเขียวขจี มีลู่วิ่งและลานออกกำลังกายสำหรับให้ผู้คนไปพักผ่อนและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพนับพันคนตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำโดยมีหลุมฝังศพเรียงรายเห็นเป็นแบ๊คกราวด์อยู่ทั่วไปจัดเป็นการนันทนาการที่ควบไปกับการให้มรณานุสติไปด้วย

น่าสรรเสริญเหลือเกิน

คนที่กำลังเรียนวิชานโยบายสาธารณะน่าจะไปศึกษาหาความรู้จากกรณีศึกษาที่วิเศษสุดนี้อย่างจริงจังเพราะน่าสนใจจริงๆ ที่ Change agents เขาทำได้ยังไงทั้งปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ (ราคาที่ดินในเขตสาธรนั้นสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยทีเดียว) และเรื่องประเพณี

วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมของป่าช้ากับคนไปออกกำลังกายและพักผ่อนกันทำให้เข้ากันได้อย่างไร?

ครั้นกลับมาบ้านได้อ่านข่าวของสำนักข่าว เอ.เอฟ.พี. ก็เกิดอาการสองจิตสองใจขึ้นมาเรื่องจะเอายังกับศพของคนที่ตายแล้วเพราะว่าสำหรับคนไทยนั้นเมื่อตายแล้วก็เผาแล้วก็เอากระดูกไปใส่เจดีย์ไว้ที่วัดซึ่งอยู่ไปๆ เจ้าอาวาสท่านอาจจะให้ทุบเจดีย์ทิ้งไปเพื่อที่จะสร้างที่ขายของอย่างที่เป็นข่าวครึกโครมก็ได้

ส่วนพวกฝรั่ง คนจีน และชาวมุสลิมเขานิยมการฝังศพซึ่งปัจจุบันเกิดมีปัญหาคือหาที่ฝังศพกันไม่ได้เพราะราคาที่ดินมันแพง

ยกตัวอย่างในประเทศเยอรมนีปัจจุบันนี้ค่าฝังศพคนตายหนึ่งคนมีค่าใช้จ่ายประมาณ 630,000 บาท เทียบกับการเผาศพซึ่งจะทำพิธียิ่งใหญ่ขนาดไหนราคาก็ไม่ถึงหลักแสนบาท โดยทั่วไปแล้วการเผาศพของทางชาติตะวันตกนั้นอยู่ที่หลักหมื่นบาทต้นๆ ดังนั้นปัจจุบันพวกฝรั่งตะวันตกก็นิยมการเผาศพมากขึ้นตามสถิติล่าสุดก็เกินครึ่งหนึ่งของคนตายสมัยนี้แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจนั่นแหละ

ข่าวของ เอ.เอฟ.พี.แจ้งว่าที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีบริษัท Algordanza ซึ่งเป็นภาษาโรมางซ์ แปลว่ารำลึกถึงผู้ตาย (ภาษาโรมางซ์นี่เป็นภาษาทางราชการของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งมี 4 ภาษาคือ เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อิตาเลียนและโรมางซ์ ซึ่งไม่เห็นคนสวิสทะเลาะกันเท่าไรเลย ใครอยากพูดภาษาอะไรก็พูดไป ฟังกันไม่รู้เรื่องนั่นแหละดีจะได้ไม่ทะเลาะกัน) ทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในขณะนี้ด้วยการรับเอาอังคารคือเถ้าถ่านของศพที่เผาแล้วมาทำให้เป็นเพชรเพื่อที่บรรดาผู้อยู่ที่หลังเอาไปใช้เป็นเครื่องประดับและรำลึกถึงผู้ตายไปพร้อมๆ กันเลย แบบว่ายิงนกทีเดียวได้ 2 ตัว

ที่ดีที่สุดคือการเอาอังคารไปทำเป็นเพชรที่เทียบกับการฝังศพแล้วก็ยังเสียค่าใช้จ่ายถูกกล่ากันมากคือประมาณหลักแสนบาทต้นๆ แล้วก็มั่นใจได้ว่าเราทำให้กับคนที่เรารักจริงๆ เพื่อเป็นเครื่องประดับติดตัวไปได้ตลอด

ผู้เขียนเคยชมภาพยนตร์เรื่อง The Shipping News ซึ่งสยองมากเป็นเรื่องที่น้องสาวผู้เคยถูกพี่ชายข่มขืนนั้นเมื่อพี่ชายตายลงก็เอาไปเผาแล้วก็เอาเถ้าถ่านที่เหลือจากศพพี่ชายมาเททิ้งลงโถส้วมเป็นการล้างแค้น)

การทำเอากระดูกให้กลายเป็นเพชรนี่ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเนื่องจากถ่าน กับ เพชรก็คือคาร์บอนเหมือนกัน (แต่ทีเอาถ่านมาทำเครื่องประดับ คนกลับไม่นิยม แปลกจริง!)

ดังนั้นเมื่อได้อังคารมาแล้วขั้นแรกก็แยกเอาโปรแตสเซียมกับแคลเซียมออกให้เหลือแต่คาร์บอนแล้วก็เอาเข้าเตาเผาที่มีแรงกดดันสูงโดยใช้ความร้อนถึง 1,700 องศาเซลเซียส (น้ำเดือนที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส) จนกระดูกกลายเป็นกร๊าฟไฟท์ (ที่เอาทำไส้ดินสอนั่นแหละ) แล้วก็เอาเข้าเตาเผาและกดอีกจนกลายเป็นเพชรในที่สุด

กระบวนเปลี่ยนกระดูกให้กลายเป็นเพชรนี้กินเวลา ใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ ซึ่งถ้าหากทิ้งกระดูกไว้ตามธรรมชาติหลายๆ ล้านปีก็อาจจะเปลี่ยนถ่านให้เป็นเพชรได้เหมือนกัน

ก่อนที่เศรษฐีคนไทยจะคิดเอากระดูกของตัวเองไปทำเป็นเพชรนั้นก็มีข้อเตือนใจนะครับว่า ดี.เอ็น.เอ. นี่ไหม้ไปกับไฟนะ ดังนั้นพิสูจน์ไม่ได้ว่าเพชรที่ได้มานั้นจะเป็นเพชรที่เกิดจากกระดูกที่ส่งไปนอกจากเอกสารการรับส่งเพื่อการยืนยันเท่านั้นเพราะว่าจากรายงานข่าวเห็นว่า ทางบริษัท Algordanza ได้รับกระดูกจากทั่วโลกเฉลี่ยเดือนละ 40-50 ราย ซึ่งมีเครื่องจักรอยู่เพียง 15 เครื่องเท่านั้นซึ่งเปิดทำงานทั้งวันทั้งคืน

ความจริงเมื่อก่อนนี้คนกรุงเทพฯ เราก็เอาศพไปทิ้งให้แร้งกากินกันกันที่วัดสระเกศ ที่มีภูเขาทองกัน โลกนี้มันไม่มีอะไรแน่นอน

ผู้เขียนจึงคิดว่าการไปเดินหรือจ๊อกกิ้งที่สวนสวยป่าช้าแต้จิ๋วแล้วเจริญมรณานุสติไปด้วยคงดีกว่าอยู่เปล่าๆ นะ

หน้า 6

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล