สาวโพสต์จับโป๊ะ ลุงแท็กซี่สนามบินดอนเมือง โกงมิเตอร์ค่าโดยสาร

สาวโพสต์จับโป๊ะ ลุงแท็กซี่สนามบินดอนเมือง โกงมิเตอร์ค่าโดยสาร
S! News (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

เปรี้ยวผิดคนแล้ว สาวโพสต์เดือดเปิดปฏิบัติการเอาผิด "แท็กซี่โกงมิเตอร์" หลังขึ้นรถมาจากสนามบินดอนเมือง สังเกตเห็นว่าตัวเลขขึ้นเร็วผิดปกติ กระทั่งสั่งพาเลี้ยวเข้าโรงพัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียกำลังให้ความสนใจ ข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่ได้โพสต์ภาพและข้อความ หลังเผชิญหน้ากับกรณีแท็กซี่สนามบินดอนเมืองโกงมิเตอร์ โดยมีราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้นจากปกติ ที่เคยใช้บริการคือ 250 บาท กลายเป็น 330 บาท และระยะทางยังเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 12 กิโลเมตรอีกด้วย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้หญิงสาวกับโชเฟอร์แท็กซี่มีปากเสียงกันแบบคำต่อคำ กระทั่งเธอกับเพื่อนตัดสินใจให้รถแท็กซี่พาไปส่งที่ สน.พระโขนง แล้วจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ผู้เสียหายไปแจ้งสำนักงานขนส่งทางบกด้วย พร้อมกับแท็กซี่ด้วยตัวเอง

โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าวได้โพสต์ข้อความระบุว่า รีวิวแท็กซี่สนามบินดอนเมืองโกงมิเตอร์ เริ่มต้นขึ้นจากสนามบินดอนเมือง ได้คิว 301 และได้แท็กซี่เป็นลุงคนหนึ่งอายุ 60-70 ปีได้ เมื่อขึ้นรถไปก็เกิดบทสนทนาขึ้น

แท็กซี่: ไปไหน
ผู้โดยสาร: อ่อนนุช 8 ค่ะ
แท็กซี่: ขึ้นทางด่วนไหม
ผู้โดยสาร: ไม่ครับ วิ่งข้างล่างไปเส้นดินแดงเข้าพระราม 9

แล้วนางก็พรึ่มพร่ำๆ แต่ก็ขับไป นี่ก็นั่งเหม่อ แต่รู้สึกว่าเพื่อนนิ่งๆ ไป เลยหันไปดู เห็นนางนั่งมองแผนที่เลยถามว่าดูทำไม เพื่อนก็บอกแท็กซี่โกง นี่เลยมองมิเตอร์เลย ...ออกจากสนามบิน 15 กิโลเมตร แต่มิตเตอร์พุ่งไป 25 กิโลเมตรแล้ว นี่ก็เลยบอกว่า

ผู้โดยสาร: ลุงคะ มิเตอร์ลุงโกง รบกวนจอดด้วย จะเรียกคันอื่น
แท็กซี่: โกงอะไร ไม่วิ่งทางด่วนก็แบบนี้แหละ

พูดกับใครไม่พูด นี่สวนเลย "ไปส่งโรงพักค่ะ" แกก็นิ่ง แต่ก็ยังตอบโต้ว่า มิเตอร์แกปกติดี นี่เริ่มคุมตัวเองไม่ได้แล้ว เพื่อนก็แบบอยากให้นี่พอแหละ แต่นี่บอกไปว่าละค่ารถจะจ่ายไง จ่ายตามมิเตอร์ที่โกงหรือ เลยไปขับไปจนถึงโรงพัก ร้อยเวรบอกไปขนส่งให้เขาตรวจสอบด้วย จึงไปที่ขนส่งต่อ

ระหว่างทางไปขนส่ง ก็ยังโชเฟอร์ก็ยังขู่ว่าถ้าตรวจไม่เจออะไร คิดค่าเสียเวลา 500 บาท ซึ่งก็สวนกลับไปทันที แบบเปรี้ยวมาเปรี้ยวกลับ เมื่อไปถึงกรมขนส่ง แจ้งพี่เจ้าหน้าที่ เขาก็จัดการให้ แบบว่าได้ยินพี่เขาบอกว่า มันจะมีสวิตซ์ติดอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าแอบไว้ตรงไหน หายาก แล้วพี่เขาก็แบบน้องไปบอกหัวหน้าเลยว่ามีเคส ก่อนจะเอารถไปทดสอบมิเตอร์

ครั้งที่ 1 ปกติ ครั้งที่ 2 ปกติ ครั้งที่ 3 ปกติ ลุงแท็กซี่เริ่มยิ้มแล้ว กระทั่งพี่หัวหน้าเข้าก็มาคุยว่าเกิดอะไรขึ้น บอกพี่เขาว่าถ้าปิดสวิตซ์จริง คือหนูไม่เหลือหลักฐานเลย เหลือแค่ระยะทางจากแอปฯ ที่บันทึกระยะจริงไว้ว่าแกโกงมิเตอร์ แต่แล้วก็มีพี่อีกคนดูให้ และเชื่อว่าแกโกงจริงๆ กระทั่งมีการสั่งให้รื้อ ก่อนจะมีพี่อีกคนเดินเข้ามา "ผมว่ามันต้องมีปุ่ม" แกก็จิ้มแบบสุ่มๆ กระทั่งในที่สุดก็เจอ ทำให้ทุกคนดีใจเหมือนฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก แต่พีคที่สุดคือตอนเจ้าหน้าที่ถามลุงว่า...

เจ้าหน้าที่ 1: นี่รถใคร
แท็กซี่: รถผม
เจ้าหน้าที่ 2: นี่รถใคร
แท็กซี่ :รถเช่าๆ
หัวหน้าขนส่ง: นี่รถใคร
แท็กซี่: รถผมครับ
หัวหน้าขนส่ง: แล้วไปทำที่ไหนมา
แท็กซี่: ผมไม่ได้ทำ เขาทำมา
หัวหน้าขนส่ง: แล้วรู้ได้ยังไงว่าปุ่มอยู่ไหน แล้วกดใช้ทำไม
แท็กซี่: แหะๆ

สรุปคือลุงแท็กซี่โดนขนส่งปรับ พร้อมไปเอาอุปกรณ์ออกที่ สน.เป็นหลักฐาน และต้องกลับ สน. โดยต้องนั่งรถลุกแกกลับอีก แต่มีรถสายตรวจขับตามไปนะ คราวนี้แกก็พูดดีมาก วอนอ้อนอย่าเอาเรื่องลุงเลย ปล่อยลุงไปเถอะ พอถึงโรงพัก ร้อยเวรบอกถ้าขนส่งปรับแล้ว สน.ปรับไม่ได้ ลุงก็ปากดีขึ้นอีก "บอกแล้วว่าไม่ต้องมาแล้ว พูดไม่รู้เรื่อง..."

คือลุงแท็กซี่ติดแน่ๆ แต่อยากยืนยันชัดๆ ว่าแกเป็นคนทำ สรุปคือให้ตำรวจอีกคนไปถอด แกไปถึงขยับ ทำให้ลุงใจไม่ค่อยดี เพราะกลัวรถพัง พี่ตำรวจเลยบอก "รถลุง ลุงก็ต้องเอาออกได้สิ" สรุปคือต้องใช้คีม งัดอยู่ 2-3 ทีก็ออกมา เป็นแกนออกมา สรุปคือลุงโกหกตั้งแต่ต้นยันจบ เปรี้ยวผิดคนแล้ว...

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!