สรุปข่าวภาค 07.00 น. วันพุธที่ 10 มิถุนายน 2552

กรมประชาสัมพันธ์

สนับสนุนเนื้อหา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 1,500 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ผู้บัญชาการทหารบก ระบุ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้กระทำหวังผลลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 400 ล้านบาท เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจัดสรรให้จังหวัดและส่วนราชการนำไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนในพื้นที่ กรณีบาดเจ็บ เสียชีวิต ทุพพลภาพ พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ส่งเสริมอาชีพและฟื้นฟูด้านจิตใจ เงินจ่ายยังชีพรายเดือนและทุนการศึกษาจำนวน 150 ล้านบาท นอกจากนี้ยังจัดสรรงบประมาณจำนวน 130 ล้านบาท ในโครงการภายใต้อนุกรรมการด้านต่างๆ ส่วนอีก 120 ล้านบาท เป็นการช่วยเหลือที่ผู้ประกอบการรายย่อยถึงรายใหญ่ กรณีอาคาร สินค้าและทรัพย์สินเสียหาย ขณะเดียวกัน ยังอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2552 เพื่อจัดสรรเป็นค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ส่วนที่เพิ่มขึ้น 1,500 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 12 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึง 30 กันยายน 2552 จำนวนเงิน 254 ล้านบาท พร้อมกันนี้ได้อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน เพื่อเป็นค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอัตราที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 1,000 บาท ต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นอีก 1,500 บาทต่อคนต่อเดือน ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. 14 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 338 ล้านบาท สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข 138 ล้านบาทและกรมการปกครอง 282 ล้านบาท นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เสียใจและกังวลกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เนื่องจากมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น แต่การยิงชาวบ้านที่มัสยิดไม่ใช่รูปแบบที่ผู้ก่อเหตุเคยทำ และย้ำว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับงบประมาณ เพราะรัฐบาลจัดสรรงบให้เพียงพอต่อการดูแลพื้นที่ภาคใต้ ขณะที่แผนการพัฒนาภาคใต้ยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า เป็นการสร้างสถานการณ์และก่อกวนให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อต้องการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ทำให้ประชาชนหวาดกลัวและไม่ไว้ใจการทำงานของรัฐบาล แต่ทางการจะพยายามดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการคืนครูให้นักเรียน โดยให้กระทรวงศึกษาธิการจัดหาบุคลากรปฏิบัติงานแทนครู ประมาณ 23,000 อัตรา ระยะเวลา 4 ปี นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติตามความเห็นชอบของสำนักงบประมาณ ที่เห็นควรให้กระทรวงศึกษาธิการ นำเสนอโครงการคืนครูให้นักเรียนต่อคณะกรรมการบริหารโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการว่างงาน โดยเป็นการจัดหาบุคลากร เพื่อมาปฏิบัติงานแทนครู 23,277 อัตรา ในระยะเวลา 4 ปี เริ่มตั้งปีงบประมาณ ปี 2552 - สิ้นสุด ปี 2555 โดยมีงบประมาณในการดำเนินการ 8,031 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ลูกจ้างประจำ จำนวน 14,532 คน ทำหน้าที่ด้านธุรการ ด้านประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อให้ครูกลับไปปฏิบัติหน้าที่สอนนักเรียนตามเดิม พร้อมกันนี้ ยังได้จัดหาจัดจ้างนักการภารโรง 8,745 อัตรา เพื่อมาทำหน้าที่นักการภารโรง เนื่องจากหลายโรงเรียนที่ครูต้องทำหน้าที่นักการภารโรงด้วย ซึ่งจะทำให้ครูกลับคืนมาจากการที่ต้องไปทำหน้าที่ด้านอื่น ๆ 23,277 อัตรา สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้เริ่มฟื้นตัวแล้ว นายกรัฐมนตรียืนยัน พร้อมรองรับการลงทุนจากทั้งในและต่างปรเทศ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนา The 3rd Euromoney Thailand Investment Forum ว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เพราะไทยเคยมีประสบการณ์มาแล้วตั้งแต่ปี 2540 และได้เตรียมพร้อมรับมือ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 1เน้นช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย มีการเบิกจ่ายเงินไปแล้วกว่าร้อยละ 70 ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัว เนื่องจากมีสัญญาณชี้ให้เห็นว่า จุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยผ่านไปแล้ว โดยดูจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มมีคำสั่งซื้อมากขึ้น ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 มาอยู่ที่ระดับ 600 จุด หลังจากปรับลดลงอยู่ที่ 400 จุด ในช่วงปลายปีก่อน ส่วนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ในส่วนเงินกู้ 4 แสนล้านบาท คาดว่าจะผ่านความเห็นชอบจากสภาในสัปดาห์หน้า และพร้อมรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ทั้งนี้แม้ว่า การกู้เงินดังกล่าว จะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับสูงสุดที่ระดับ 60 แต่เชื่อว่า ยังอยู่ในระดับที่รัฐบาลบริหารจัดการได้ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ทำให้เศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวที่ระดับติดลบร้อยละ 3 ถึงลบร้อยละ 5 ส่วนปีหน้าคาดว่า จะขยายตัวได้เป็นบวกที่ร้อยละ 1.2 สอดคล้องกับความเห็นของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ระบุว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะประสบปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองแต่ขอให้นักลงทุนเชื่อมั่น เพราะรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่โดยใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 1 ซึ่งได้เพิ่มงบกลางปีวงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชนและเริ่มเห็นผลแล้วร้อยละ 50 อีกทั้งหลายมาตรการที่ใช้อยู่ในขณะนี้จะมีผลถึงเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นจะมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 รองรับ รัฐบาลเชื่อว่าเมื่อพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาในสัปดาห์หน้า จะทำให้การลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปี 2555 เกิดขึ้นภายในปลายปีนี้ ทั้งนี้แผนการลงทุน 5 ปี รวม 500 โครงการ จะสามารถปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะด้านการศึกษาและเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดึงระบบไอทีช่วยบรรเทาความเดือดร้อนธุรกิจโรงแรมระดับล่างพัฒนาเว็บไซด์ใหม่ หวังเพิ่มรายได้พร้อมลดปัญหาคนงานถูกเลิกจ้าง ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กของไทยประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักเนื่องจากยอดจองลดลง จึงสนับสนุนงบประมาณ 5 ล้านบาท กำหนดแผนช่วยเหลือโรงแรมขนาดเล็กระดับ 1-3 ดาว จำนวน 300 แห่งทั่วประเทศ โดยจัดทำโครงการพัฒนาไอทีแก้วิกฤตโรงแรม หรือ e-marketing เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้กับโรงแรม แบ่งเป็นให้ความช่วยเหลือโรงแรมที่ยังไม่มีเว็บไซด์จำนวน 100 ราย โดยจะจัดอบรมทำเว็บไซด์ให้กับผู้ประกอบการ นำข้อมูลรูปภาพของโรงแรมขึ้นบนเว็บไซด์ เบื้องต้นจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้รายละ 5,000 บาทในปีแรก ส่วนกลุ่มโรงแรมที่มีเว็บไซด์อยู่แล้ว จำนวน 200 ราย จะให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์เว็บไซด์และให้คำปรึกษา เพื่อปรับปรุงให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้นำร่องเปิดเว็บไซด์ให้กับโรงแรมเวียงใต้ ถนนรามบุตรี กรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะดำเนินการให้ครอบคลุมทั่วประเทศใน 7 จังหวัดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต เกาะสมุย ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 20 ในปีแรก พร้อมลดปัญหาคนงานในธุรกิจโรงงานที่ถูกปลดไปแล้วเดือนละกว่า 10,000 คน ส่วนโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ปีงบประมาณ 2553 สำนักงาน ก.พ. เปิดเผยว่า ส่วนราชการ 186 แห่ง พร้อมเปิดรับสมัครข้าราชการร่วมโครงการตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนนี้ นายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการ ก.พ. กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ดำเนินมาตรการปรับปรุงอัตรากำลงของส่วนราชการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 โดยคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) สำนักงาน ก.พ. ทำหนังสือแจ้งเวียนไปยังส่วนราชการ ชี้แจงรายละเอียดมาตรการปรับปรุงอัตรากำลัง โดยมีส่วนราชการแจ้งความประสงค์ 186 ส่วนราชการ และเปิดข้าราชการสมัครในวันที่ 16 30 มิถุนายน จากนั้นในเดือนกันยายนจะแจ้งผลการพิจารณาให้กรมบัญชีกลางและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ในวันที่ 1 ตุลาคม จะเป็นกำหนดที่ผู้ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการฯ ออกจากราชการ สำหรับกลุ่มเป้าหมาย คือ ต้องเป็นข้าราชการอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักราชการ ถูกสอบสวน หรือสอบหาข้อเท็จจริงทางวินัย พิจารณาโทษทางวินัย หรือเป็นผู้ต้องหา หรือจำเลยในคดีอาญาซึ่งมิใช่ความผิดลหุโทษ และผู้ออกจากราชการจะต้องมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป นับตั้งแต่วันที่ออกจากราชการตามมาตรการดังกล่าว สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เร่งยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพชุมชน เพื่อสร้างเครือข่ายการรักษาแบบใกล้บ้านใกล้ใจ จำกัดการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยหนักและแก้ปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาล นายแพทย์ปัญญา กีรติหัตถยากร ที่ปรึกษาอาวุโสสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สปสช. กำลังผลักดันให้เกิดการขยายการให้บริการสาธารณสุขแบบใกล้บ้านใกล้ใจ โดยการพัฒนาสถานีอนามัย 9,810 แห่ง ยกระดับเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล พร้อมตั้งเป้าภายในปีนี้จะยกระดับสถานีอนามัยให้ได้ 1,000 แห่ง ครอบคลุมอำเภอละ 1 แห่งก่อนขยายไปทั่วประเทศ ขณะนี้ สปสช. ผลักดันมาได้กว่า 800 แห่ง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีปัญหาขาดแคลนแพทย์พยาบาลอย่างหนัก ก็ได้เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย อสม.ในพื้นที่ และโต๊ะบิดัน (หมอตำแยพื้นบ้านมุสลิม) ในพื้นที่เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพพื้นฐานของประชาชนโรคเฉพาะโรคเบาหวาน โรคเรื้อรังและอนามัยแม่และเด็ก สำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังนั้น สปสช. ได้ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขแบบใกล้บ้านใกล้ใจทุกแห่งจัดทำทะเบียนผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เพื่อเก็บข้อมูลและประเมินสถานการณ์ของโรคในแต่ละพื้นที่ เพื่อวางแผนการป้องกันและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการสร้างเครือข่ายประชาชนให้สามารถดูแลกันเองได้ เพื่อการดูแลที่ใกล้ชิดและต่อเนื่อง ทั้งนี้การยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพตำบลของ สปสช.สอดคล้องกับที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าเป็นวิธีการลดจำนวนการเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรัง ขจัดปัญหาความแออัดในโรงพยาบาล ซึ่งกระทรวงฯ ตั้งเป้าขยายโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพตำบล ให้ได้ 2,000 แห่ง ภายในปี 2553 วันนี้ (10 มิ.ย.52) หน่วยแพทย์เคลื่อนที่แพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ พอ.สว. จะออกให้บริการประชาชนในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย ที่หมู่ 14 บ้านขุนสรวย ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่หมู่ 6 บ้านตาหมอ ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดหนองคาย ที่หมู่ 8 บ้านโพนทอง ตำบลทุ่งหลวง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดอุดรธานี ที่หมู่ 8 บ้านหนองน้ำชุ่ม ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม ส่วนหน่วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่ พอ.สว. จะออกให้บริการประชาชนในพื้นที่ จังหวัดมุกดาหาร ที่สถานีอนามัยทรายไหลแล้ง ตำบลนาอุดม อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดระนอง ที่โรงเรียนบ้านบางมัน ตำบลนาคา กิ่งอำเภอสุขสำราญ จึงขอเชิญชวนประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวไปรับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ