กทช.เตรียมจัดการ เอสเอ็มเอสขยะ รบกวนโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศขณะนี้

กรมประชาสัมพันธ์

สนับสนุนเนื้อหา

คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เตรียมจับมือหน่วยเกี่ยวข้องด้านคุ้มครองผู้บริโภค ด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร เพื่อกวาดล้างเอสเอ็มเอสขยะ ที่ถูกส่งเข้าโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก หลังได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภค นายสุรนันท์ วงศ์กิจกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้มีมติร่วมกันในการมอบหมายให้ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ตรวจสอบและประเมินผลรวบรวมข้อมูล กรณีที่พบมีการส่งข้อความขยะ หรือ เอสเอ็มเอสขยะ ไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครือข่ายทั่วประเทศ อาทิ ข้อความชวนเชื่อตรวจสอบดวงชะตาราศี ประกาศขายสินค้าบริการ การพนันและการชิงโชค จนมีการร้องเรียนจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุการร้องเรียนของประชาชน เนื่องจากแต่ละวันมีการส่งเอสเอ็มเอสขยะมาเป็นจำนวนมาก จนเกิดความรำคาญ และบางกรณียังเอาเปรียบผู้บริโภค ด้วยการเก็บค่าใช้จ่ายจากบริการเอสเอ็มเอสขยะนั้นๆ อีกด้วย โดยนางสาวจุฑามาศ ชูทัพ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สถาบันการศึกษารัฐบาล ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือและได้รับเอสเอ็มเอสขยะในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก เปิดเผยว่า ในแต่ละวันจะมีเอสเอ็มเอสขยะส่งเข้าโทรศัพท์วันละเกือบ 10 ข้อความ ซึ่งก็ความก็มีหลากหลายประเภท ทั้งดูดวง ดาวน์โหลดด้านความบันเทิง หรือบริการข่าวสารต่างๆ พร้อมยอมรับว่าค่อนข้างกระทบต่อชีวิตประจำวันและเกิดความรำคาญ เนื่องจากผู้ใช้โทรศัพท์ไม่สามารถปฏิเสธการรับเอสเอ็มเอสขยะดังกล่าวได้ นอกจากนั้น ในบางครั้งก็มีการหักยอดเงินจากโทรศัพท์ทั้งที่ตนเองมิได้ยินยอมใช้บริการใดๆ อีกด้วย ซึ่งมองว่าผู้บริโภคกำลังถูกเอาเปรียบอย่างเลี่ยงมิได้ ด้านเลขาธิการ กทช. กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ส่งเอสเอ็มเอสขยะไปยังผู้ใช้บริการมือถือ ขณะที่หลายๆ ประเทศได้กำหนดบทลงโทษดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ กทช. จึงเห็นว่าประเทศไทยควรที่จะออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บริการด้านโทรคมนาคม รวมถึงบทลงโทษของผู้ส่งเอสเอ็มเอสขยะอย่างจริงจัง โดยการมอบหมายให้สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เป็นผู้ดำเนินการดังกล่าว ตลอดจนต้องร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินเรื่องดังกล่าวร่วมกับอีกหลายหน่วยงาน จะใช้เวลาประมาณ 30 วันนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552