เจริญพลาซ่ายอม ควัก122ล.เช่าที่ดิน ต่อสัญญาจตุจักร
เจริญพลาซ่า ยอมควักกว่า 122 ล้านต่อสัญญาเช่าที่ดิน บวกภาษีโรงเรือน 30 ล้านบาท
จตุจักรพลาซ่า จากการรถไฟฯ แลกต่อสัญญาอีก 3 ปี ส่วนแผนต่อ 30 ปีผุดโปรเจ็กต์ใหญ่นั้น
ต้องใช้เวลา เผยเป็นได้ยากชี้ต้องเปิดประมูลเลือกเอกชนที่เสนอผลประโยชน์สูงสุด
แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ถึงกรณีที่ รฟท.ได้ส่งหนังสือถึงบริษัท เจริญพลาซ่า จำกัด เจ้าของสัญญาเช่าที่ดิน บริเวณ จตุจักรพลาซ่า เตือนให้รีบต่อสัญญาเช่าระยะที่ 2 ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มิเช่นนั้นจะบอกเลิกสัญญา นั้น ล่าสุด ฝ่ายบริหาร โครงการนายเจริญ พูลวรลักษณ์ เจ้าของโครงการได้ติดต่อมายัง การรถไฟฯ เพื่อต่อสัญญา ซึ่งจะหารือกันในรายละเอียดภายในสัปดาห์นี้
ส่วนสาเหตุที่การรถไฟฯ ต้องทำหนังสือแจ้งไปยัง เจริญพลาซ่านั้น เนื่องจากสัญญาเช่าที่ดินบริเวณย่านพหลโยธิน (ริมถนนกำแพงเพชร 2) แปลงที่ 6/3 โซน ซี ขนาดพื้นที่ 20,000 ตารางเมตร
ซึ่งได้พัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายใต้ชื่อโครงการจตุจักรพลาซ่า นั้นได้หมดสัญญาลงตั้งแต่
วันที่ 18 ตุลาคม 2551 ซึ่งบริษัทจะต้องมาต่อสัญญาเช่าระยะที่สองกับการรถไฟฯ แต่ติดขัดในเรื่องภาระค้างชำระค่าภาษีโรงเรือนเป็นจำนวนเงิน 30 ล้านบาท ที่ต้องจ่ายเพิ่มให้กับการรถไฟฯ
แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่า ค่าภาษีโรงเรือนดังกล่าวถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก เนื่องจาก
เป็นการประเมินที่กทม. เรียกเก็บจากการรถไฟฯ และการรถไฟฯ ได้จ่ายล่วงหน้าไปแล้ว แต่ราคาประเมินที่การรถไฟฯ เรียกเก็บจากเอกชนนั้นจัดเก็บในอัตราที่ต่ำกว่า กทม. มาก จนส่งผลให้ภาคเอกชนได้ยื่นฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลขอความเป็นธรรมจาก กทม. ทำให้การต่อสัญญาล่าช้า
แต่เมื่อได้รับจดหมายแจ้งเรื่องบอกเลิกสัญญากับการรถไฟฯ เจริญพลาซ่าจึงได้รีบติดต่อกลับมาและพร้อมจะมาต่อสัญญาในเร็วๆ นี้โดยต้องชำระค่าธรรมเนียม รวมภาษีโรงเรือนที่ค้างอยู่เป็นวงเงินรวม 122,058,868 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์เป็นเงิน 92,058,868 ล้านบาท ไม่รวมค่าเช่ารายเดือนอีกเดือนละ 754,809 ล้านบาท เพื่อแลกกับสัญญาระยะที่สอง ซึ่งมีอายุ 3 ปี ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 18 ตุลาคม 2554 โดยค่าภาษีโรงเรือนนั้นจะเป็นการทยอยจ่าย
อย่างไรก็ดี ทางเจริญพลาซ่ายังได้ยื่นหนังสือมายังการรถไฟฯ เพื่อขอต่อสัญญาเช่าเป็น 30 ปี พร้อมเสนอแผนการลงทุนซึ่งจะมีการสร้างอาคารร้านค้าต่าง ๆ ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นการลงทุนในระยะยาว มูลค่าร้อยล้านบาทนั้น การรถไฟฯ คงต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา และคิดว่ามีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากเมื่อหมดสัญญา พื้นที่ตรงนี้น่าจะเปิดประมูลเพื่อเปิดทางให้เอกชนรายอื่น ที่สนใจเข้ารับสัมปทาน ใครที่ให้ผลประโยชน์สูงก็น่าจะได้รับการพิจารณา ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนาน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
