“บุ๋ม ปนัดดา” เปิดหมดเปลือก ต้นเหตุเลิก “เอก” ปิดฉากชีวิตคู่ไม่สมหวังครั้งที่ 2

“บุ๋ม ปนัดดา” เปิดหมดเปลือก ต้นเหตุเลิก “เอก” ปิดฉากชีวิตคู่ไม่สมหวังครั้งที่ 2

ช็อกไปตามๆ กัน เมื่อมีกระแสข่าวออกมาหนาหูว่า นักแสดงรุ่นใหญ่ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เตียงหักรอบ 2 ประกาศแยกทางกับสามี เอก-เอกริน นิลเศรษฐี หลังใช้ชีวิตคู่ฉันท์สามีภรรยากันมานานกว่า 4 ปี

และล่าสุดช่วงเย็นวันนี้ (17 ธ.ค.) บุ๋ม ปนัดดา ได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นดังกล่าวกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก โดยงานนี้เจ้าตัวได้เผยให้ฟังว่า “ความสัมพันธ์ของเราคุยกันมา และพยายามประคับประคองกันในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีการคุยเรื่องการเลิกกันหลายครั้ง จะต่างคนต่างอยู่ดีไหม หรือต่างคนต่างใช้ชีวิตเป็นของตัวเองดีไหม เพื่อที่จะได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองชอบมากยิ่งขึ้น”

“เอาเข้าจริงๆ แล้ว บุ๋มเจอกับเขามาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2557 และความสัมพันธ์ก็มาจบลงตอนปลายปี 2561 นั่นหมายถึงว่าเกือบๆ 5 ปีที่เราดูแลและประคับประคองกันมา”

“และอีกอย่างคือบุ๋มให้เหตุผลกับเขาไปว่า ถ้าเกิด ณ วันนี้คุณไปดูแลยิม ดูแลตัวเอง ดูแลรูปร่างอย่างที่คุณฝัน อย่างที่คุณชอบ อย่างที่คุณถนัด แล้วบุ๋มก็ไปทำงานสังคมอย่างที่บุ๋มชอบเช่นเดียวกัน และมันไม่ได้เกลียดกัน เพราะบุ๋มกลัวว่า ณ วันหนึ่งคนที่บุ๋มเคยรักมากๆ ถ้าวันหนึ่งมันไปกันไม่ได้ มันคุยกันไม่รู้เรื่อง มันจะกลายเป็นทะเลาะ แล้วจะใช้อารมณ์ที่ไม่มีเหตุผล ดังนั้นสิ่งที่บุ๋มกลัวคือบุ๋มจะเสียคนที่บุ๋มรักมากไป พอรักมากๆ แต่ไม่ใช่จะกลายเป็นเกลียด คือมันไม่ใช่แล้วอ่ะ เราโตแล้ว และอยู่ด้วยเหตุผล เรามีลูกแล้ว บุ๋มไม่อยากจะมานั่งฟูมฟาย ร้องไห้ต่อหน้าลูก ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือบุ๋มพยายามทำในแต่ละวันให้ดีที่สุด ดังนั้นวันนี้ในเมื่อมันไม่ดี เราก็มาคุยกันว่าอะไรที่มันไม่ดี แล้วเราจะทำยังไงให้มันดี ถ้าต่างคนต่างอยู่จะดีกว่าไหม ไม่ต้องมานั่งคาดหวังกันว่า เธอต้องเป็นอย่างนั้น ฉันต้องเป็นอย่างนี้ ก็เลยมาสรุปข้อตกลงกันว่า เราต่างคนต่างอยู่กันดีกว่า คุณก็ดูแลตัวคุณไป บุ๋มก็ดูแลตัวของบุ๋มใหม่ เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

ระยะเวลาที่ตกลงไม่ใช้คำว่าสามีภรรยา ผ่านมาทั้งหมดแล้วกี่เดือน ?
“มันใช่การระบุคำแบบนั้น แต่เพียงที่ว่าด้วยความรู้สึก ด้วยการใช้ชีวิต มันเริ่มที่จะถอยออกมาสักพัก และเริ่มมานั่งมองเขา เริ่มสะกิดเขามานั่งคุยกันหน่อยสิ คุณจะนั่งเล่นเกมแบบนี้ใช่ไหม ฉันจะทำงานเพื่อสังคมแบบนี้ และคุณจะยืนงอนฉันแบบนี้ใช่ไหม มันก็เลยกลายเป็นว่าแล้วจะยังไงกันต่อ ชีวิตเราจะยังไงกันต่อ ที่ผ่านมาก็เลยใช่คำว่าประคับประคองดีกว่า มันไม่ใช่เหมือนเด็กๆ ที่จะมานั่งบอกว่า วันนี้เป็นแฟนนะ วันนี้ไม่ใช่แฟนนะ มันคงไม่ใช่แบบนั้น มันคงเป็นเป็นลักษณะแบบว่า วันนี้มีอะไรที่ไม่ดี”

“แต่ข้อเสียของบุ๋มอย่างหนึ่งก็คือ เวลาที่บุ๋มรักใครมากๆ เวลาที่เขาทำอะไรแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ หรือไม่ถูกต้อง บุ๋มมักจะไม่พูดตรงๆ จริงๆ หากกับคนร้ายหรือคดีความต่างๆ ทุกคนจะเห็นว่าบุ๋มสายลุยตลอด จะพูดตรงๆ และชัดเจน เพราะบุ๋มถือว่าอันนั้นเรายืนในความถูกต้อง สู้ในความถูกต้องและยุติธรรม แต่พอเป็นเรื่องของความรัก เวลาเรารักใครก็ตามหากมีเรื่องเกิดขึ้น เราจะพูดกับเขาอ้อมๆ เราไม่อยากทำร้ายด้วยคำพูด เพราะแค่ทำหน้านิ่งก็ดูดุแล้ว ดังนั้นบุ๋มก็เลยพยายามที่จะพูดว่า คุณแค่นี้พอไหม อย่าเล่นอีกได้ไหม อย่าทำอย่างนี้ได้ไหม มันก็เลยกลายเป็นว่าเราไม่บอกเขาตรงๆ ซึ่งก็กลายเป็นว่าเขาไม่รู้ตัว”

เหตุผลที่พูดมาว่า คนหนึ่งเล่นเกม อีกคนทำงานเพื่อสังคม อาจจะเป็นเหตุผลย่อยๆ แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจเลิกคืออะไร ?
“พูดไม่ถูก มันสะสม มันเป็นอะไรที่ยิบๆ ย่อยๆ มากกว่า เพราะถ้ามันเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่มันเป็นเรื่องใหญ่ มันคงทะเลาะกัน และวันนี้ก็คงไม่คุยกัน แต่ ณ วันนี้เรายังคุยกันอยู่ เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่ เรายังทำธุรกิจร่วมกันอยู่ มันไม่มานั่งเกลียดกัน ทะเลาะกัน และบอกว่าอย่ามาเจอกันอีกเลยนะ ไม่เอาอีกแล้วนะอะไรแบบนี้ เพียงแต่ที่ผ่านมากลายเป็นว่า เขาก็มีจุดยืนของเขา”

“แล้วหลังๆ บุ๋มเริ่มทำองค์กรทำดีพร้อมกับคบกับเขา บางคืนบุ๋มยอมรับเลยว่าบุ๋มช่วยผู้หญิงออกจากซ่องที่ต่างประเทศซึ่งมันต้องใช้เวลาตอนดึก บางครั้งมันเสร็จตอนตี 4 แต่มันทำให้เขารู้สึกว่าเขาหวาเหว่ เขารู้สึกว่าเราไม่สนใจเขามากพอ แต่เรากลับรู้สึกว่า ฉันอยู่กับคุณ 6 คืนใน 1 สัปดาห์ แต่แค่คืนนี้คืนเดียวที่ฉันไม่ได้อยู่กับคุณ แต่ฉันได้ช่วยผู้หญิง 1 คนกลับมาประเทศไทย บุ๋มว่ามันคุ้มกว่า อันนี้คือความรู้สึกของบุ๋มนะ เพราะบุ๋มมองที่ระยะยาวไง บุ๋มมองว่าเราไม่ได้คบกันแค่ปีนี้หรือวันนี้ แต่เราคบกันจนวันตาย นี่คือสิ่งที่บุ๋มคิด แต่เขากลับมองว่า ณ วันนั้นทำไมเราไม่ใส่ใจเขา”

ชีวิตคู่ครั้งที่ 2 จบลง มีน้ำตาไหม ?
“มีแน่นอนค่ะ แต่เป็นความโชคดีที่บุ๋มได้ไปแสวงบุญที่อินเดียพอดี เป็นทริปที่ท่านว.วชิรเมธี บอกเรามาในฐานะลูกศิษย์ให้ไปช่วยงาน ท่านบอกล่วงหน้าไว้นานแล้วค่ะ วันนั้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ บุ๋มบอกเลยว่าบุ๋มนั่งร้องไห้อยู่หลังตู้แอร์ตรงนั้น ถ้าถามว่ากลัวคนจะเห็นไหม ก็กลัว แต่มันแบกความรู้สึกไม่ไหว และเราไม่อยากไปเจอคนอื่นๆ ด้วยสภาพน้ำตาท้วมหน้า เราก็เลยจะร้องให้มันจบตรงนั้น และเช็ดหน้า จากนั้นค่อยไปทำงานต่อ เพียงแต่ ณ วันนั้นแต่งหน้าไม่ไหวแล้ว ถามว่าอ่อนแอไหม มันก็ต้องมีบ้าง”

บุ๋ม ปนัดดา พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้มีน้ำตาก่อนให้สัมภาษณ์

ตอนนี้ทางคุณเอกได้ขนของออกจากบ้านไปหมดแล้วใช่ไหม ?
“ค่ะ ขนของออกไปเรียบร้อยแล้วค่ะ”

เห็นบอกว่ามันเป็นจุดที่ทำเรากลั้นน้ำตาไม่ไหว ?
“ใช่ พอมาเห็นสภาพบ้านที่มันโล่ง และที่เจ็บที่สุดคือวันพุธนี้ เตียงที่เราตั้งใจไปซื้อมาใหม่ มันกำลังจะมาส่ง และมันกลายเป็นว่าเตียงนั้นเราต้องนอนคนเดียว”

มียื้อไว้ไหม ?
“ไม่ เพราะไม่ใช่แค่วันเดียวที่คิดกัน มันคิดกันมาหลายวัน และคนที่บ้านก็รู้กันหมด อีกอย่างเราก็พยายามจะไม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูกเด็ดขาด อันดาไม่เห็นภาพการคุยของเราเลย อันดาจะเห็นแค่ว่าวันนี้มีเขา อีกวันไม่มีเขา แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ความรักที่มีให้อันดายังคงเหมือนเดิม แม่ยังทำหน้าที่แม่อยู่เหมือนเดิม”

ครั้งสุดท้ายที่คุยกันคือเมื่อไหร่ ?
“วันนี้เขาก็ยังไลน์มาหาค่ะ คือเราซื้อหมามาเลี้ยงด้วยกัน ก็เลยกลายเป็นว่ายังมีเรื่องต้องคุย ต้องปรึกษากันอยู่นะคะ เพราะที่ผ่านมาเขาก็มีบทบาทในชีวิตของบุ๋มอยู่แล้ว เพียงแต่ ณ วันนี้คงต้องมานั่งจัดการชีวิตกันใหม่”

สถานะตอนนี้คือใช้คำว่าเลิกกันแล้วใช่ไหม ?
“ค่ะ เลิกกันแล้วค่ะ”

ธุรกิจยังต้องทำร่วมกัน หรือแยกกันแล้ว ?
“หลักๆ ยังเป็นเขาดูแลอยู่แล้วนะคะ ซึ่งบุ๋มเป็นหุ้นส่วนน้อย ดังนั้นคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่ถ้าจากวันนี้ไปเขารู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไรก็ตาม บุ๋มคงยกให้เขาหมด บุ๋มไม่เสียดายค่ะ ไม่ใช่ว่าบุ๋มเปย์นะคะ แต่บุ๋มไม่ได้ลงทุนเยอะเท่าเขาอยู่แล้ว และที่ผ่านมาบุ๋มว่ามันก็เป็นสิ่งที่บุ๋มสร้างมากับมือ บุ๋มก็ไม่อยากให้มันมีปัญหาหรือกระทบธุรกิจอะไร บุ๋มอยากให้ลูกน้องทุกคนสบายใจว่าธุรกิจยังคงดำเนินต่อไป บุ๋มยังเดินเข้าออกในยิมอยู่นะคะ ยังไปช่วยบริหารอยู่ตรงนั้น เพียงแต่หลักๆ ก็เป็นเขาที่ดูแลทั้งหมดอยู่แล้วค่ะ”

คู่เราเลิกกันด้วยดี อนาคตจะมีโอกาสหวนกลับมาคบกันอีกไหม ?
“อนาคตก็คงเป็นเรื่องอนาคต อย่างขนาดวันนี้บุ๋มเองยังไม่คิดเลยว่าบุ๋มต้องมานั่งให้สัมภาษณ์เรื่องเลิก บุ๋มไม่ได้คาดฝันมาก่อนเหมือนกันกับชีวิตที่ต้องมานั่งเลิกกับสามี บุ๋มก็ไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น ไม่มีใครอยากจะให้ชีวิตคู่ล้มเหลว อนาคตเลยไม่รู้จะต้องคิดอะไร แต่อย่างน้อยบุ๋มเองยังมีความรู้สึกดีๆ ต่อเขาอยู่นะ”

มีกำลังใจเข้ามาเยอะไหม ?
“โห นอกจากแฟนๆ ที่ส่งกันมาเยอะแยะมากมาย อันนี้ต้องขอบคุณจริงๆ ค่ะ และอันดาคือกำลังใจสำคัญมากๆ สำหรับบุ๋ม เราก็คุยเปิดอกกับเขาค่ะว่า ถ้ามีคนมาถามหนูเรื่องครอบครัว หนูจะว่ายังไง เขาตอบว่าก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่เกี่ยวอยู่แล้ว แม่ตัดสินใจยังไง เขาก็เชื่อการตัดสินใจของแม่อยู่แล้วค่ะ”

ไปปฏิบัติธรรมมา ได้อะไรกลับมาบ้าง ?
“บุ๋มว่าบุ๋มโชคดีนะ เพราะวันที่เลิกกันบุ๋มได้ไปปฏิบัติธรรมเลย ได้ไปแสวงบุญที่อินเดียเลย จึงทำให้จิตใจกลับมาเข้มแข็งเร็วมาก บอกเลยว่าวันแรกๆ ร้องไห้หนักมากๆ แต่พอหลังจากนั้นจิตเริ่มนิ่งมากขึ้น และเริ่มเห็นว่ามีมาก็ต้องมีจาก เราเริ่มเอาสัจธรรมของชีวิตมาใช้กับชีวิตมากขึ้น ทำให้บุ๋มใจนิ่งเร็วขึ้นมาก และเริ่มหาสมาธิ หาคำตอบของชีวิตเจอ ไม่งั้นบุ๋มก็คงแย่เหมือนกัน”

แต่ก็มีคอมเมนต์ดราม่าออกมาว่า ไปอินเดียปฏิบัติธรรม เสียใจอยู่แต่ก็ยังแต่งหน้า ?
“ที่ไปอินเดียแล้วแต่งหน้า บุ๋มไม่ได้ไปบวชนะคะ บุ๋มไปเป็นลูกศิษย์และไปช่วยทริป นำบุญ นำทาง เอนเตอร์เทน สร้างบรรยากาศ แจกความสดใส คือกึ่งไปทำงานมากกว่าค่ะ วันแรกที่ไปบุ๋มใส่แต่แว่นเพราะร้องไห้หนักมาก แต่วันที่สองพอเห็นหน้าตัวเองในกระจก ทำให้เราคิดว่าจะออกไปทำงานด้วยสภาพแบบนี้เหรอ ก็เลยต้องแต่งหน้าช่วย”

จากนี้จะเปิดใจกับความรักอีกไหม หรือว่าพอแล้ว ?
“ณ วันนี้ไม่กล้าคิดค่ะ เพราะว่าเจ็บอยู่เหมือนกัน วันแรกที่ข่าวออกมีคนมาจีบเลยนะ ส่งข้อความมาเยอะเลย แต่กลับทำให้เรารู้สึกกลัวและเข็ดมั้ง ตอนนี้ก็ขอใช้ระยะเวลาดีๆ อยู่กับลูก อยู่กับหมาที่บ้านดีกว่าค่ะ”

เราคิดยังไงที่คนบอกว่า ลัคกี้อินเกม แต่ไม่ลัคกี้อินเลิฟ ?
“เอ่อ... บุ๋มก็อยากจะลัคกี้ทั้งอินเกมและอินเลิฟนะ นั่นเลยทำให้คิดว่า ถ้าวันนี้ไม่ดี ก็รีบเลิกดีกว่า จะไม่ประคองจนกระทั่งทะเลาะหรือเกลียดกัน บุ๋มจะพยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุด บุ๋มไม่รู้ว่าความรักที่บุ๋มกำลังพุดถึงคืออะไร แต่ในฐานะที่บุ๋มรัก บุ๋มขอรักตัวเอง รักลูก รักสังคมที่บุ๋มทำ วันนี้ถ้าอะไรที่ไม่ดีก็จะดันมันออกไป”

แสดงว่าเรายังจะเดินหน้าเพื่อสังคมต่อไป แม้ว่าคนที่จะเข้ามาเขาจะไม่โอเคที่เราจะไม่มีเวลาให้เขา ?
"มันคงต้องทำต่อค่ะ เพราะบุ๋มรู้สึกว่าบุ๋มมีความสุขที่บุ๋มได้ช่วยคน และเวลาเราเห็นคำขอบคุณเราเห็นน้ำตาที่เขาได้มีชีวิตกลับมา มีชีวิตรอดหรือว่ามีครอบครัว มีชีวิตใหม่ เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เรามีความสุข เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาด้วยสไตล์ของเขา เขาไม่ได้ชอบ เห็นไหมคะ ว่าเขาไม่เคยไปลงพื้นที่กับบุ๋ม เพราะเขาไม่ชอบแนวนั้น แต่เราชอบอะไรที่ลุยๆ ล่าสุดก็ไปฝึกกับทหาร นี่คือสไตล์ของบุ๋ม แต่เขาอาจจะไม่ใช่แนวนั้นสักเท่าไหร่ เราก็ไม่ว่าอะไรก็เลยไม่พาเขาไป หรือถ้าเกิดจะให้บุ๋มเอาแต่ไปเที่ยวกับเขาอย่างเดียว บุ๋มก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ เอาเวลาบุ๋มไปทำอย่างอื่นดีกว่า มันก็เลยมองกันคนละมุม เดินกันคนละทางค่ะ"

บุ๋ม ปนัดดา กับอดีตสามี เอก เอกริน

เลิกรากันด้วยความไม่เข้าใจ ?
“มันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่สะสมกันมามากกว่าเรื่องเขาติดเกม ส่วนเราก็เรื่องเวลา หลังๆ ไปงานต่างจังหวัดไม่ได้พาเขาไป ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ก่อนเรายังลากเขาไป ปรากฏว่าพอเราลากเขาไปต่างจังหวัด เขาก็บอกว่าเขาไม่ได้เล่นเวท แล้วผู้ชายเล่นกล้าม มันต้องอยู่ยิม ต้องกินข้าวตรงเวลา 5 มื้ออย่างน้อย พอพาเขาไปก็บ่นว่าผมกินไม่ครบ ซึ่งฉันก็ไม่ได้กินเหมือนกัน แต่เราก็อยากเห็นเขามีความสุข รักเขา ก็ให้เขาอยู่ยิม เราดูแลตัวเองได้”

“หลังๆ วิ่งงานต่างจังหวัดของบุ๋มเอง ก็ยิ่งห่างกัน ทำให้เรารู้สึกว่ามีเขาหรือไม่มีเขามันก็ไม่ต่างกัน แล้วเขาดูแลอะไร และบุ๋มก็ทำงานเพื่อสังคมอีก องค์กรทำดี การช่วยเหลือคนมันทิ้งไม่ได้ ให้น้องอยู่ในซ่องไปก่อน พรุ่งนี้ส่งคนไปช่วยมันก็ไม่ได้ใช่ไหม มันต้องช่วยตอนนั้นให้เขาออกมาให้ได้ แต่นั่นเขายืนมองบนบันได้ขณะที่เรากำลังประสานงาน กับต่างประเทศอยู่ ถ้าคืนนี้ฉันใช้เวลาหนึ่งคืนช่วยคนออกจากซ่อง มันคุ้ม แต่เขารู้สึกโดนเอาเวลาไป”

ต่างกับช่วงแรกที่คบกันไหม ?
“ไม่หรอก ช่วงแรกเขายังไม่ติดเกม และบุ๋มก็ยังไม่ได้ทำองค์กรทำดีชัดเจนขนาดนี้ ฟิตเนสก็ยังไม่มี ดังนั้นเวลามันเปลี่ยน สิ่งที่เรามีเข้ามาก็เปลี่ยน ชีวิตเราก็เปลี่ยน บทบาทหน้าที่ภาระมันก็เปลี่ยน เลยกลายเป็นว่า คุณเป็นแบบนี้ ฉันเป็นแบบนี้ แล้วเราอยู่เพื่ออะไร”

เอก มีคนอื่นหรือเปล่า ?
“ไม่น่ามีได้นะคะ กล้องวงจรปิดรอบตัวขนาดนั้น บุ๋มเชื่อใจนะ คุณเอกไม่มีมือที่สาม ไม่ว่าจะเห็นมีใครอินบอกซ์มาหาเขาก็ตาม คือผู้หญิงเราซิกซ์เซนส์แรงอยู่แล้ว จับสังเกตได้อยู่แล้ว”

มีใครเป็นกาวใจไหม ?
“ไม่มีนะสิ เพราะว่าอันดามัน ตอนแม่เลิกกับพ่อเขาก็ยังเล็ก แต่คุณเอกก็ไม่ใช่พ่ออยู่แล้ว เขาก็เลยชิล”

มีการปรับตัวไหม ?
“พยายามปรับมาครึ่งปีที่ผ่านมา ปรับกับเยอะมาก ตัวบุ๋มเองก็ปรับ แต่มันคงปรับได้จุดหนึ่ง ชีวิตแต่ละคนต้องเดินต่อ มันมีปัจจัยอื่นๆ อีก อย่างบุ๋มถ่ายรูปบนเตียงที่จะถ่ายกับปูนึ่ง (สุนัข) แล้ว มันติดเขา เขาก็จะโวยวายว่าไปถ่ายเขาทำไม เขาอ้วน ยังไม่หล่อ ยังไม่เฟิร์ม ยังไม่ฟิต เราก็เลยไม่ถ่าย ตัดเขาออก รำคาญ กลัวเขาบ่น ซึ่งเราขี้เกรงใจก็ระวัง”

เหมือนเราก็อยากมีสามีที่เป็นผู้นำ ?
“ทุกคนก็อยากมีคนมาดูแลอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ให้เขาดูแลตัวเองให้ได้ก่อนดีกว่า ซึ่งคนต่อไปก็คงเลือกคนเป็นผู้นำ แต่ถ้าอายุมากกว่า แต่ทำตัวเด็กก็ไม่ไหว”

เขามีทีท่าง้อเราไหม ?
“มีค่ะ แต่บุ๋มถามกลับไปคำถามเดิมที่เคยคุยกันว่า แล้วจะยังไงคำตอบคืออะไร ทางออกคืออะไร เขาก็ยังตอบบุ๋มไม่ได้”

สินทรัพย์ที่มีด้วยกันคือฟิตเนสอย่างเดียว ?
“ใช่ค่ะ เขาเป็นคนกู้ลงทุนอยู่แล้วบุ๋มเป็นส่วนน้อย”

ถ้าเขาสามารถปรับตัวได้จะมีโอกาสรีเทิร์นไหม ?
“อนาคตก็กลับมาได้ ถ้าเขาให้คำตอบบุ๋ม ตามที่เคยถามเขาไป”

สาเหตุหลักคือแฟนติดเกมแล้วเลิกใช่ไหม ?
“ไม่ใช่ค่ะ มันหลายปัจจัย ไม่ใช่สาเหตุสำคัญ แต่เป็นจุดที่ 6 เดือนที่แล้วเริ่มทะเลาะกัน”

>>"บุ๋ม ปนัดดา" เคลื่อนไหวแล้ว ตอบสถานะชีวิตคู่ เรายังเป็น "เพื่อน" ที่ดีต่อกัน

>>"บุ๋ม ปนัดดา" โพสต์แง่คิดชีวิตคู่ หลังข่าวหย่าสามีเด็ก

>>"บุ๋ม ปนัดดา" ขอเล่าเอง ทำไมแต่งหน้าแต่งตาไปทำบุญ

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!