โลกสั่นคลอน! เมื่อสหรัฐใช้ "ดอลลาร์" ในฐานะสกุลเงินหลักของโลกเป็น "อาวุธ"

โลกสั่นคลอน! เมื่อสหรัฐใช้ "ดอลลาร์" ในฐานะสกุลเงินหลักของโลกเป็น "อาวุธ"

เรื่องเงินตรา (Currency) ของโลกถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของโลกเรื่องหนึ่งมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ เมื่อสเปนได้ค้นพบแหล่งแร่เงินปริมาณมหาศาลที่โบลิเวียในทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 และต่อมาก็ค้นพบแหล่งแร่เงินอีกมโหฬารที่เม็กซิโกภูมิภาคอเมริกากลาง ทำให้สเปนผลิตเหรียญเงินเป็นเงินตราที่ยอมรับกันทั่วโลกภายใต้มาตรฐานเงิน ซึ่งคนไทยเรายังคงเรียกเงินตราว่า “เงิน” เพราะใช้เป็นเหรียญเงินสเปน (เหรียญนกเม็กซิโก) นั่นเอง แม้แต่เงินตราของอังกฤษเองก็ยังอ้างมาตรฐานเงินอยู่ในปัจจุบันคือ ปอนด์สเตอร์ลิง (สเตอร์ลิงแปลว่ามีความบริสุทธิ์มาตรฐาน 0.925 ทำด้วยเงินบริสุทธิ์)

iStockPhoto

ต่อมาใน พ.ศ. 2387 อังกฤษเป็นประเทศแรกที่ใช้ธนบัตรที่มีทองคำหนุนหลัง กล่าวคือใครก็ได้สามารถเอาธนบัตรเงินตราปอนด์สเตอร์ลิงมาแลกทองคำตามราคาที่ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษกำหนดมาตรฐานไว้ ซึ่งได้สร้างความมั่นคงให้กับธนบัตรที่มีทองคำหนุนหลังขยายไปทั่วโลก จนเป็นเงินตราของโลกแทนเหรียญนกเม็กซิโก กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ธนบัตรที่มีทองคำหนุนหลังก็เริ่มคลอนแคลนเนื่องจากเกิดเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลกจากผลของสงคราม ทำให้อังกฤษหมดความสามารถที่จะจ่ายทองคำตามราคาของธนบัตรปอนด์สเตอร์ลิงได้ จึงยกเลิกมาตรฐานทองคำเสียดื้อๆ ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2474 ตอนนั้นส่งผลให้ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงตกต่ำ ในขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐสูงขึ้น จนเปลี่ยนฐานะสหรัฐอเมริกากลายสภาพจากประเทศลูกหนี้ใหญ่เป็นประเทศเจ้าหนี้ใหญ่ในเวลาต่อมา

จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประเทศมหาอำนาจในยุโรปอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากภัยสงคราม จึงตกลงปลงใจใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินสกุลหลักของโลกในการค้าขายระหว่างประเทศ ดังนั้นเงินตราสกุลต่างๆ จึงผูกไว้กับเงินดอลลาร์ และเงินดอลลาร์ก็ผูกไว้กับทองคำอีกทีหนึ่ง โดยกำหนดไว้ที่ 35 ดอลลาร์ต่อทองคำ 1 ออนซ์ ถ้าหากประเทศใดไม่ยินดีที่จะถือครองเงินดอลลาร์อีกต่อไป ก็สามารถแลกเปลี่ยนเป็นทองคำเมื่อไหร่ก็ได้ ระบบนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ เบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) อันเป็นชื่อเมืองในมลรัฐนิวแฮมเชียร์ของสหรัฐอเมริกา ที่ทำการประชุมนานาชาติตกลงกันในปี พ.ศ. 2488 นั่นเอง

หัวใจของระบบเบรตตันวูดส์ ก็คือ “ความเชื่อมั่นที่มีต่อเงินดอลลาร์” และแน่นอนว่าชาวอเมริกาย่อมได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะสามารถใช้เงินสกุลของตัวเองได้ทั่วโลก และทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสามารถใช้จ่ายเงินได้อย่างฟุ่มเฟือย เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเลือกที่จะขายพันธบัตรให้กับธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาเอง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การพิมพ์เงินเพิ่มได้ไม่จำกัด เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าวิธีอื่นโดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีค่าใช้จ่ายสูงมากอันเกิดจากสงครามเวียดนาม และปฏิรูประบบประกันสุขภาพซึ่งเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้กับผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ

ด้วยค่าใช้จ่ายที่มากมายเช่นนี้ลำพังเพียงเงินภาษีคงไม่เพียงพอ จึงต้องระดมทุนผ่านการกู้ยืมจากธนาคารกลางนั่นเอง ซึ่งการพิมพ์เงินออกมาเช่นนี้จะทำให้ปริมาณเงินดอลลาร์ในสหรัฐเพิ่มขึ้น และส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อในที่สุด แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับสหรัฐ เพราะเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสกุลหลักเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนทั่วโลก ดังนั้นเงินดอลลาร์สหรัฐจึงเป็นที่ต้อนรับของคนทั้งโลก กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความต้องการถือครองเงินดอลลาร์คือคนทั้งโลก จึงสามารถดูดซับปริมาณเงินดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้นนี้ได้อย่างลงตัว โดยไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกา

ในช่วงเวลา 26 ปีดังกล่าว โลกเริ่มกังขาเงินดอลลาร์ ระบบเบรตตันวูดส์ก็เริ่มสั่นคลอน หลายประเทศเริ่มทิ้งเงินดอลลาร์และขอแลกเปลี่ยนเป็นทองคำ จนเหตุการณ์เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นและมากขึ้นจนกระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม 2514 สหรัฐอเมริกายุติการแปลงดอลลาร์สหรัฐเป็นทองคำฝ่ายเดียว (มีไม่พอ) ทำให้ระบบเบรตตันวูดส์สิ้นสุดลง

iStockPhoto

แต่เงินดอลลาร์สหรัฐก็ยังคงดำรงความเป็นเงินตราของโลกต่อไปโดยใน พ.ศ. 2516 สหรัฐฯ ทำข้อตกลงให้กับประเทศซาอุดีอาระเบียว่าต้องขายน้ำมันในรูปของเงินดอลลาร์ และเงินที่ได้จากการขายน้ำมัน ซาอุฯ ต้องนำมาซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ โดยสหรัฐจะปกป้องซาอุดีอาระเบียจากการโจมตีของอิสราเอล หลังจากนั้นหลายประเทศในตะวันออกกลางก็เข้าร่วมกับโครงการนี้ ทำให้เงินดอลลาร์เป็นที่ต้องการของทั้งโลกอีกครั้ง เพื่อแลกกับการซื้อน้ำมัน พูดง่ายๆ ก็คือ สหรัฐสามารถพิมพ์เงินเพิ่มได้อีกโดยที่ไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อภายในประเทศ ระบบนี้ถูกเรียกว่า “Petrodollar - ปีโตรดอลลาร์” จำง่ายๆ คือ เปลี่ยนจาก ดอลลาร์แลกทองคำ เป็น ดอลลาร์แลกน้ำมัน

AFP

ครับ! มาถึงสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในปัจจุบัน ก็เริ่มพัฒนาใช้เงินดอลลาร์เป็นอาวุธที่จะบี้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน และบริษัทใหญ่ๆ ข้ามชาติของทุกประเทศ โดยมีรัฐบัญญัติให้อำนาจประธานาธิบดีถึง 3 ฉบับ ประกอบกับได้รับความร่วมมือจากข้อมูลของระบบการให้ข่าวของธนาคารและการเงินระหว่างประเทศทั่วโลกทางดิจิทัล ทำให้สหรัฐอเมริกาสามารถควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกได้อย่างกว้างขวางลึกซึ้ง ดังนั้นเป้าหมายของการลงโทษทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่มีต่อบุคคล นิติบุคคล ระบอบการปกครองใดระบอบการปกครองหนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง และการควบคุมบริษัท บรรษัทข้ามชาติ สถาบันทางการเงิน บุคคล หรือนิติบุคคล โดยใช้เงินดอลลาร์อเมริกันแล้วก็จะถูกลงโทษอย่างสาหัสทันที เพราะเงินดอลลาร์ยังคงยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอยู่นั่นเอง

นี่แหละครับ สถานการณ์เศรษฐกิจที่ปั่นป่วนอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ ก็เนื่องมาจากการเปิดสงครามการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อจีน รวมทั้งการลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างเข้มงวดต่อรัสเซียและอิหร่าน ซึ่งกระทบกระเทือนไปทั่วยุโรปและญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้นั่นเอง

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!