พบหม้อดินเผาบรรจุกระดูกพระเกจิโบราณ ฝังจมดินภายในโบราณสถานวัดธรรมาราม จ.อยุธยา
พบหม้อดินเผาบรรจุกระดูกพระเกจิโบราณ 22 ใบ ฝังจมดินภายในโบราณสถานวัดธรรมาราม ริมแม่น้ำเจ้าพระ มีอายุไม่ต่ำกว่า 600 ปี ขณะนี้ยังถูกเก็บรักษาอย่างดีที่วัดธรรมาราม เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (11 พ.ค.52) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรว่า ขุดพบหม้อดินเผาบรรจุกระดูกหลายใบ จมฝังดินที่บริเวณพระอุโบสถหลังเก่า วัดธรรมาราม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ม.6 ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา จึงเดินทางไปตรวจสอบพบคนงานจำนวนหลายสิบคนกำลังช่วยกันขุดสำรวจ แนวซากกำแพงโบราณของพระอุโบสถ์หลังเก่า ที่มีอายุเก่าแก่ก่อสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น มีอายุประมาณ 500-600 ปี ขณะที่คนงานขุดที่บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ ลึกลงไปประมาณ 80 เซนติเมตร พบซากกำแพงเป็นอิฐแดงดินเผาก้อนขนาดใหญ่ ข้างแนวกำแพงโบราณ พบหม้อดินเผาโบราณมีลวดลายลงสีแกะลายนูนลึก มีฝาปิด จำนวนทั้งหมด 22 ใบ ภายในหม้อดินเผามีกระดูกมนุษย์บรรจุอยู่ วางเรียงจมอยู่ใต้ดิน ภายในบริเวณดังกล่าวยังพบถ้วยชามสังคโลกจมฝังดินอยู่เป็นจำนวนมาก นายสายกลาง จินดาสุ อายุ 26 ปี นักโบราณคดี ประจำบริษัท กันกนิษ จำกัด ผู้ควบคุมดูแลการขุดสำรวจ เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้รับการว่าจ้างจากสำนักศิลปากร ที่ 3 พระนครศรีอยุธยา เข้ามาทำการขุดหาแนวซากกำแพงโบราณสถานวัดธรรมาราม โดยได้เริ่มดำเนินการขุดค้นตามหลักวิชาการตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคมเป็นต้นมา เพื่อหาซากแนวกำแพงและแนวเจดีย์รายรอบพระอุโบสถเดิม โดยกำหนดขุดลึกลงไปในระดับประมาณ 80 ซม. จึงพบหม้อดินเผาจมฝังดินอยู่ วางเรียงรายไปตามแนวซากกำแพง ฝังอยู่ตรงใกล้ฐานเจดีย์ราย หน้าพระอุโบสถ หม้อแต่ละใบอยู่ในสภาพสมบูรณ์ นายสายกลาง จินดาสุ กล่าวอีกว่า ตามประวัติพบว่าพระอุโบสถหลังนี้เคยมีการบูรณะมาแล้วครั้งหนึ่ง และจากภาพถ่ายเก่าแก่พบว่าตรงจุดที่พบหม้อดินเผานี้ เคยเป็นที่ตั้งของเจดีย์รายหน้าพระอุโบสถมาก่อน ซึ่งตรงจุดที่พบหม้อพบฐานเจดีย์รายก่ออิฐถือปูนเช่นกัน สำหรับหม้อดินที่ขุดขึ้นมาจะร่วมกับนักโบราณคดีของกรมศิลปากร เพื่อดำเนินการศึกษาสืบค้นด้านประวัติศาสตร์ไว้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีว่าในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร ประเพณีเก่าแก่การเก็บฝังกระดูก ทำกันอย่างไร ความเป็นมาตามประวัติศาสตร์ของวัดธรรมาราม พบว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี อายุไม่ต่ำกว่า 500-600 ปี ในอดีตหากกองทัพทหารพม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา เมื่อใด ทหารพม่าจะมาตั้งค่ายที่วัดนี้ทุกครั้ง เพื่อควบคุมเส้นทางคมนาคม ทางน้ำเจ้าพระยา และที่ตั้งของวัดยังอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังโบราณของกรุงศรีอยุธยา ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งที่ทหารพม่าเชื่อว่าหากตั้งทัพจุดนี้จะได้เปรียบ สำหรับวัดแห่งนี้มีความสำคัญต่อพุทธศาสนามาก เพราะสมัยกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระบรมโกศ (พ.ศ.2276- พ.ศ.2301) พระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกาเกิดล่มสลายและได้ติดต่อมากรุงศรีอยุธยาเพื่อขอพระสงฆ์ไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกาจนสำเร็จ และเกิดเป็นพุทธศาสนาลัทธิสยามวงศ์ในประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน โดยมีพระราชาคณะ ที่เดินทางไปเผยแพร่ศาสนาที่ประเทศศรีลังกาคือ 1. พระอุบาลีมหาเถระ ซึ่ง มรณภาพ ณ ประเทศศรีลังกา และ 2. พระอริยมุนีมหาเถระ ซึ่งกลับมามรณภาพ ที่วัดธรรมาราม อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างเชื่อว่ากระดูกที่ขุดค้นพบนี้ หนึ่งในนั้นอาจมีกระดูกของพระอริยมุนีมหาเถระ ด้วยหรือไม่ และต้องการให้กรมศิลปากรเร่งพิสูจน์ เพราะเป็นกระดูกพระอริยมุนีมหาเถระจริง ก็จะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง นายเอนก สีหามาตย์ ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดีที่ 3 พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า กระดูกที่พบนี้เบื้องต้นยืนยันว่าเป็นกระดูกของพระสงฆ์แน่นอนและต้องเป็นพระสงฆ์ที่จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ด้วย แต่จะเป็นพระสงฆ์องค์ใดสมัยใดนั้นต้องพิสูจน์และสืบค้นทางโบราณคดีต่อไป แต่จะเป็นกระดูกของพระอริยมุนีมหาเถระหรือไม่นั้นยังไม่สามารถยืนยันได้ แต่ไม่ใช่กระดูกของทหารไทยหรือกระดูกของชาวบ้านแน่นอน เพราะตามความเชื่อของคนไทย จะไม่ฝังกระดูกชาวบ้านไว้ในบริเวณพระอุโบสถ เพราะถือเป็นที่สูงศักดิ์เกินกว่าคนธรรมดาจะนำไปฝังไว้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
