มทภ.2 ยันไทย-เขมรไม่เพิ่มกำลังทหาร

มทภ.2 ยันไทย-เขมรไม่เพิ่มกำลังทหาร

มทภ.2 ยันไทย-เขมรไม่เพิ่มกำลังทหาร เกี่ยวกับ ชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ทัพภาคที่ 2 ยันผลการหารือระดับผู้บัญชาการกองพล เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เชื่อสถานการณ์จะดีขึ้น ระบุฝ่ายไทยไม่มีการเพิ่มกำลัง เพียงแต่หมุนเวียนหน่วยที่เมื่อยล้าเพื่อเสริมความมั่นคงเท่านั้น ยันที่ผ่านมาไทยอยู่ในวินัยและกรอบการเจรจา แต่เขมรละเมิดจนทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 10 นาย ร้านค้าส่ง อ.กันทรลักษ์ บ่นยอดขายหด 20% แนะทหารควรตัดสินใจเด็ดขาด ตอบโต้เขมร ชี้หากให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้เศรษฐกิจย่ำแย่แน่

เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (6 เม.ย.) ที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ศาลากลาง จ.นครราชสีมา พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังร่วมพิธีวันจักรี ถึงผลการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาหลังจากที่มีการยิงปะทะ ทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิต และบาดเจ็บที่บริเวณเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ว่า ในระดับพื้นที่ก็ให้ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีกับผู้บัญชาการกองพล ได้พูดคุยเจรจากัน ซึ่งการพูดคุยเป็นไปด้วยดีชื่นมื่น และระดับผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับหน่วยที่ควบคุมกำลังทั้งสองฝ่าย ก็ได้ทำความเข้าใจ และไปดูบริเวณที่มีปัญหากันเรียบร้อยแล้ว

จากนี้ไปสถานการณ์น่าจะดีขึ้น เพราะระดับผู้บังคับบัญชา ได้ไปพบปะพูดจากัน และเมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กระทรวงกลาโหมของไทย ได้เดินทางไปพบ นายกฮุนเซ็น ที่กัมพูชา และได้หารือทำความเข้าใจกันแล้ว และตอนนี้ก็เดินทางกลับมาแล้ว และวันนี้ (6 เม.ย.) ก็ได้มีการเริ่มประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดนที่กรุงพนมเปญของกัมพูชา ขณะนี้กำลังดำเนินการประชุมกันอยู่ ตนคิดว่าจะมีความคืบหน้าและความชัดเจนในการแก้ปัญหา

ต่อข้อถามถึงขณะนี้กำลังทหารทั้งสองฝ่ายได้ยึดหลักการอย่างไร พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ ตอบว่า เราใช้การเจรจาในทุกประเด็นที่มีความขัดแย้ง และโดยเฉพาะกำลังที่ติดอาวุธที่เผชิญหน้ากันขณะนี้ก็ให้ใช้หลักการเจรจาและ กำหนดมาตรการเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นมาอีก

เมื่อถามว่าเท่าที่ดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ เกิดจากฝ่ายกัมพูชาพยายามยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้าหรือไม่ พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ ตอบว่า ตรงนี้เป็นการควบคุมกำลังพลของแต่ละฝ่ายให้อยู่ในระเบียบวินัย อยู่ในกรอบของการเจรจา อยู่ในกรอบของข้อตกลง และตนยืนยันได้ว่าที่ผ่านมาทหารไทยอยู่ในกรอบ แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่อยู่ในกรอบก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้เหมือนอย่างที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ต่อข้อถามถึง ขณะที่เรากำลังพูดคุยเจรจาแต่ฝ่ายกัมพูชามีการเสริมกำลังพลขึ้นมายังเขาพระ วิหารอีกของเราจะเพิ่มเสริมกำลัง และจะติดตามดูอย่างไร พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ ตอบว่า กำลังของเรายังไม่มีการเพิ่มเติมอะไร เพียงแต่ว่าเราหมุนเวียนหน่วยที่เหนื่อยล้า หมุนเวียนเปลี่ยนหน่วยขึ้นไปเท่านั้น เพื่อเสริมความมั่นคงบริเวณที่มีการปะทะ เพื่อให้มีความมั่นใจและเพิ่มเติมอาวุธที่ใช้ไปทดแทน และกำลังพลให้มีความสดชื่น โดยไม่มีการเพิ่มเติมกำลังพลมากมาย ส่วนจะมีการถอนกำลังออกมาเพื่อให้มีการปักปันเขตแดนหรือไม่นั้น อยู่ที่ผลการประชุมระดับนโยบายว่าจะตกลงกันอย่างไร เราเป็นผู้ปฎิบัติก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งอยู่แล้ว

"สำหรับความสูญเสียในเหตุการณ์ปะทะกันล่าสุดนั้นยืนยันได้ว่า ทหารเราเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 10 นาย ในจำนวนนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ 1 นาย ส่วนอีก 9 นายปลอดภัยหมดแล้ว และทาง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ให้นโยบายต้องดูแลเป็นพิเศษ ทั้งกำลังพล ครอบครัว ทายาท ทหารเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ก็ได้รับสิทธิตามที่ทางราชการกำหนดไว้และลูกหลานก็ดูแล โดยให้ผู้ที่อยู่ข้างหลังอยู่ได้ไม่เดือดร้อนตามสภาพความเหมาะสม ส่วนขวัญกำลังใจของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เขาพระวิหาร ทางผู้บังคับบัญชาทุกระดับก็ลงไปดูแลอย่างใกล้ชิด และต้องขอคุณพี่น้องประชาชนที่ห่วงใยและได้กรุณามอบสิ่งของไปเยี่ยมกำลังพล ที่อยู่ตามแนวชายแดนตลอดเวลา และขอเรียนว่าทหารของเราขวัญกำลังใจดี" พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ กล่าว

ร้านค้ากันทรลักษ์ยอดขายหด20%

นายสุรศักดิ์ เจียรระกุล อายุ 48 ปี เจ้าของร้านมะลิวัลย์มินิมาร์ท ร้านค้าส่งในเขต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ ส่งผลกระทบให้การค้าขายสินค้าในตัว อ.กันทรลักษ์ ซบเซา โดยลูกค้าที่มาซื้อสินค้าส่วนใหญ่ในขณะนี้จะเป็นลูกค้าที่อยู่ในตัว อ.กันทรลักษ์ ซึ่งก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันจะมีลูกค้าที่อยู่ตามแนวชายแดนเข้ามาซื้อสินค้าไปขายในหมู่บ้าน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ก็เงียบ ไม่เข้ามาซื้อสินค้าเลย

หากสถานการณ์ชายแดนยังไม่สงบเช่นนี้ จะยิ่งส่งผลกระทบกับการค้า การท่องเที่ยวในพื้นที่เป็นอย่างมาก อีกทั้งสินค้าที่ชาวบ้านที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มารับไปจำหน่ายก็ต้องเลิกกิจการ เพราะปราสาทพระวิหารถูกปิด ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว การค้าขายในพื้นที่ก็ซบเซา

" ทุกๆ เช้าจะมีทหารมาซื้อเครื่องดื่มและน้ำแข็งเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อมีเหตุการณ์ปะทะกันก็เงียบหายไป ส่งผลให้ยอดขายสินค้าของทางร้านลดลงไปประมาณ 20% ดังนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ทหารกล้าตัดสินใจให้เด็ดขาด เพราะชาวบ้านในพื้นที่ต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำไมเราถึงไม่ตอบโต้ให้เขมรรู้ว่า ประเทศไทย เราก็มีศักยภาพ เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ย่ำแย่" นายสุรศักดิ์ กล่าว

 

เรื่องล่าสุดของหมวด ภูมิภาค

ดูหมวด ภูมิภาค ทั้งหมด