บทสัมภาษณ์เปิดใจ "หนูดี" นิสิตหญิงประท้วงบิ๊กตู่ ผู้เจอเจ้าหน้าที่คุกคามถึงบ้าน

บทสัมภาษณ์เปิดใจ "หนูดี" นิสิตหญิงประท้วงบิ๊กตู่ ผู้เจอเจ้าหน้าที่คุกคามถึงบ้าน
S! News (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจากเมื่อวานนี้ (9 เม.ย. 61) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการขับเคลื่อนประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน" ซึ่งมีนิสิตมาเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากนั้น 

อ่านประกอบ  >>> ["บิ๊กตู่" ลั่น การเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องสำคัญ หากอดีตไม่ดีต้องอย่าทำอีก] <<<

แต่ปรากฏว่าในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ มีนิสิต 3 คน มาชูป้าย ชาวจุฬาฯ รักลุงตู่ (เผด็จการ) โดยขีดกากบาทที่คำว่าลุงตู่ ซึ่งนิสิตกลุ่มดังกล่าวเชื่อว่าเป็นการแสดงออกตามสิทธิขั้นพื้นฐาน

อ่านประกอบ  >>> [บิ๊กตู่ ร่วมปาฐกถาจุฬาฯ เจอนิสิตนักศึกษาชูป้ายประท้วง] <<<

อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์การแสดงออกของนิสิตเหล่านั้น มีปฏิกิริยาบางอย่างจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงที่แสดงออกให้เยาวชนกลุ่มนี้รู้สึกถึงการถูกคุกคาม ดังที่ Sanook! News ได้รายงานไว้แล้วก่อนหน้านี้ว่านิสิตชายคนหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตามประกบเพื่อสอบถามข้อมูล

อ่านเพิ่มเติม  >>> [‘นิสิตจุฬาฯ’ เผยถูกฝ่ายความมั่นคงคุกคาม หลังชูป้าย ‘รักลุงตู่ รักเผด็จการ’] <<

แต่ดูเหมือนการถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เกิดขึ้นกับนิสิตเพียงคนเดียวในกลุ่มนี้ เพราะล่าสุดมีนิสิตผู้หญิงอีกคนที่โพสเฟซบุ๊กระบุว่า มีตำรวจ 2 คน ไปคุยกับแม่ที่บ้าน

Sanook! News จึงติดต่อไปพูดคุยกับ "หนูดี" นางสาววิรัลพัชร รอดแก้ว นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงประเด็นที่เกิดขึ้น

เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านวันนี้หน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง

มีตำรวจนอกเครื่องแบบ 2 นาย ซึ่งแสดงบัตรให้เห็นชัดเจนว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เดินทางไปที่บ้าน ซึ่งตอนนั้นคุณแม่อยู่ที่บ้าน โดยเขาแจ้งว่ามาราชการลับ ต้องการมาสอบถามข้อมูลของตนว่าเคยเข้าร่วมกลุ่มการเมืองใดมาก่อนบ้างหรือไม่? มีพรรคการเมืองใดอยู่เบื้องหลังการแสดงออกเมื่อวานหรือไม่?

แล้วคุณแม่ตอบไปว่าอย่างไรบ้าง

คุณแม่แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ไปว่า ตนไม่ได้ฝักใฝ่พรรคการเมืองพรรคใด การแสดงออกที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตนเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครอง 

แล้วเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างไรต่อ

เขาขอเบอร์โทรที่สามารถติดต่อตนได้ แต่คุณแม่ไม่ได้ให้ไป ให้ไปแต่เบอร์โทรของคุณแม่เอง ทางเจ้าหน้าที่จึงฝากบอกกับแม่ว่า ช่วงนี้อย่าเพิ่งออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในที่สาธารณะ อย่าไปเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง

แล้วก่อนหน้านี้เคยเคลื่อนไหวหรือเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองมาก่อนหรือไม่

เคยเข้าร่วมกับ กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เพราะว่าจุดประสงค์ในการเคลื่อนไหวตรงกันคือ ไม่อยากให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ควรให้ประชาชนได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง ปัญหาหลายอย่างที่เผชิญอยู่ตอนนี้ ตนคิดว่าการเลือกตั้งน่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ

เพราะเหตุใดจึงเลือกแสดงออกโดยการชูป้ายดังกล่าวต่อ พล.อ.ประยุทธ์

นอกเหนือจากเรื่องที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศโดยการยึดอำนาจ พร้อมกับเหตุผลของการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นหลักแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเป็นวิธีการเข้าสู่อำนาจที่ไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ทำให้ตนตัดสินใจแสดงออกแบบนั้น มีเหตุผลหลักอยู่ 2 อย่าง

1) ตนอยากแสดงออกว่าไม่ยอมรับท่าทีของผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ มาร่วมกิจกรรมและปาฐกถาพิเศษ เพราะเหมือนเป็นการแสดงการยอมรับในอำนาจเผด็จการ

2) ตนอยากสื่อสารให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกคนของจุฬาฯ ที่ยอมรับและเห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้บริหารตัดสินใจดำเนินการแบบนั้น

พอเกิดเหตุการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่ไปหาถึงบ้าน รู้สึกกังวลหรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือไม่

กระทบแน่นอน ตอนนี้ต้องระวังตัวมากขึ้น ไม่กล้าไปไหนมาไหนคนเดียว แถมยังต้องระวังการใช้สื่อโซเชียลต่าง ๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเจอขุดหาหลักฐานเอาผิดอะไรหรือไม่

กลัวไหม

ไม่ได้กลัว เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนทัศนคติหรือความเชื่อทางการเมืองแต่อย่างใด เอาจริง ๆ คือ แค่รู้สึกว่าทำไมต้องมาคุกคามกันแบบนี้ มันกระทบต่อความเชื่อมั่นในจิตใจว่าชีวิตเรายังปลอดภัยอยู่หรือเปล่า นอกเหนือจากนั้นคือ ยังคงไม่เข้าใจว่าตนและเพื่อนทำอะไรผิด เพราะพวกเราแสดงออกตามสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ถ้าจะหาว่าผิดเรื่องการชุมนุมกันเกิน 5 คน เราก็ไม่ได้รวมตัวกัน 5 คนแต่อย่างใด

ถ้ามีโอกาสได้พูดหรือสื่อสารถึง พล.อ.ประยุทธ์ จะบอกว่าอะไร

อยากจะขอทวงสัญญาที่ท่านบอกเอาไว้ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ว่า จะทำเพื่อความสงบสุข จะพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ มากมาย แต่วันนี้ตนว่าถึงเวลาที่ท่านควรจะส่งมอบประชาธิปไตยกลับสู่ประชาชน ด้วยการประกาศวันเลือกตั้ง ให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง

นอกเหนือไปจากประเด็นข้างต้นแล้ว นาวสาววิรัลพัชร ยังอยากฝากไปถึงผู้มีอำนาจทุกคนในบ้านเมืองว่า วัฒนธรรมการเมืองในประเทศเรายังคงให้ค่าบุคคลในอำนาจมากกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง

ยกตัวอย่างเช่น การแสดงออกของพวกตนนั้น หากเป็นที่ต่างประเทศจะไม่เกิดปัญหาใด ๆ เลย ถ้าให้เห็นภาพชัดเจนไปอีก ก็ลองดูประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งขยับตัวไปที่ไหนก็เจอประท้วงที่นั่น ถ้าเอาวิธีคิดแบบบ้านเรา เจ้าหน้าที่ก็คงต้องไปไล่จับกุมกลุ่มคนที่ประท้วงไม่เว้นแต่ละวัน

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!