ตำรวจแถลงจับแก๊งสวมบัตร ยัน "ณิชา" เป็นเหยื่อ บัญชี 6 ล้านไม่โยงผู้ต้องหา

ตำรวจแถลงจับแก๊งสวมบัตร ยัน "ณิชา" เป็นเหยื่อ บัญชี 6 ล้านไม่โยงผู้ต้องหา
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำแถลงจับแก๊งสวมบัตร ยัน ณิชา เป็นเหยื่อ บัญชี 6 ล้านบาท ไม่โยงผู้ต้องหา แต่เป็นเงินจากการทำธุรกิจ

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาที่ใช้บัตร ATM ของ นางสาวณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ เพื่อนำไปเปิดบัญชี หลอกลวงเอาทรัพย์สินของผู้เสียหาย

โดยมี นายอายัค ไซมอน อีโก้ สัญชาติแคเมอรูน เป็นหัวหน้าแก๊งค์โรแมนซ์สแกรม ทำการว่าจ้าง หญิงสาวชาวไทย 3 คน ประกอบด้วย นางสาวเจรติ สายสิน, นางสาวปวีณา สิงห์วิบูล และ นางสาวพรหมพร พงษ์เจริญคุณากร เพื่อให้ไปเปิดบัญชีธนาคาร ใช้ในการรับโอนเงินจากผู้เสียหาย จำนวน 8 ธนาคาร รวม 10 บัญชี และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบ ทั้ง 4 คนแล้ว ซึ่งคดีนี้ มีการกระทำความผิดเกี่ยวข้องเชื่อมโยงในหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพฯ จ.นนทบุรี และ จ.ตาก 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ขณะนี้จากพยานหลักฐานที่ปรากฎ ทั้งจากการสอบปากคำผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ธนาคารและ นางสาวณิชา แล้ว พบว่า นางสาวณิชา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ต้องหา และเป็นผลมาจากการทำบัตรประชาชนหาย ก่อนที่จะถูกกลุ่มผู้ต้องหานำไปเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อรับโอนเงินจากผู้เสียหาย และตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกง พื้นที่ สภ.บ้านตาก จ.ตาก โดยผู้ต้องหาก็ยืนยัน ไม่รู้จักกับ นางสาวณิชา แต่อย่างใด

ขณะที่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ระบุว่า แนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ พบว่า ข้อสงสัยหลายประเด็น ทั้งการทำบัตรประชาชนหายที่ร้านสะดวกซื้อ

จากนั้น นางปวีณา ผู้ต้องหาได้มาเก็บบัตรของ นางสาวณิชา ไปเพื่อเปิดบัญชี ส่วนที่มีการโอนเงินจากบัญชีของ นางสาวณิชา บัญชีจริง เนื่องจาก นางปวีณา ทราบว่า นางสาวณิชา ได้เปิดบัญชีธนาคารเดียวกันไว้ จึงอ้างตัวเป็น นางสาวณิชา เพื่อขอหลักฐานในการโอนเงินให้สะดวกขึ้น 

และเมื่อ นางสาวณิชา ทราบว่า มีความเคลื่อนไหว ในบัญชีผิดปกติ จึงแจ้งถอนเงินออกจากบัญชี นางสาวปวีณา จึงโทรไปสอบถามกับทางธนาคารว่าใครเป็นผู้ถอนเงินทางธนาคารจึงแจ้งว่านางสาวณิชา เป็นคนถอนเงินไป นางสาวปวีณา จึงได้ขอเบอร์ติดต่อ และทำที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรกลับไปหานางสาวณิชา เพื่อสอบถาม และยืนยันว่าได้ถอนเงินออกไปจากบัญชีหรือไม่ จึงเป็นที่มาว่า เหตุใดผู้ต้องหาจึงโทรศัพท์ ติดต่อกับนางสาวณิชา โดยใช้เวลา 29 วินาที

ส่วนประเด็นของเงินหมุนเวียนในบัญชี จำนวน 6 ล้านบาท ของนางสาวณิชา นั้นพบว่ามีความเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งไม่ใช่เป็นเงินก้อนเดียวจำนวน 6 ล้านบาท แต่เป็นเงินที่มีการหมุนเวียนเข้าบัญชีเนื่องจากการทำธุรกิจ เฉลี่ยเดือนละประมาณ 3 แสนบาท และไม่มีความเกี่ยวข้องกับเงินที่รับโอนจากแก๊งของผู้ต้องหาแต่อย่างใด

ขณะที่วันนี้ นางสาวณิชา และพี่สาว ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.จักรทิพย์ เพื่อแสดงความขอบคุณ ที่ไขคดีให้เกิดความกระจ่างชัด เพราะที่ผ่านมาการใช้ชีวิตของตนเองก็ไม่ปกติ ต้องไปพบตำรวจ ไปพบสื่อ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และเหตุการณ์ครั้งนี้ จะเป็นบทเรียนสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของตนเอง