ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 9 มี.ค. นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมด้วย นายศุภกิจ นันทะวรการ นักวิชาการมูลนิธินโยบายสุขภาวะ นางสาวบุญยืน ศิริธรรม และนายสุวิช วัฒนารมย์ เครือข่ายผู้บริโภคภาคตะวันตก ร่วมกันแถลงข่าวคัดค้านการปรับขึ้นค่าบริการผ่านท่อส่งก๊าซธรรมชาติหรือค่าผ่านท่อก๊าซที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) มีมติอนุมัติให้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 19.74 บาทต่อล้านบีทียู เป็น 21.76 บาทต่อล้านบีทียู หรือปรับเพิ่มขึ้น 2.02 บาทต่อล้านบีทียู
ทั้งนี้ นางสาวสารี กล่าวว่า ตามที่ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 ให้แบ่งแยกทรัพย์สินของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมและอำนาจมหาชนของรัฐ จากปตท. คืนให้แก่รัฐนั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนให้แก่แผ่นดินเมื่อเดือนธันวาคม2551 มูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,176.22 ล้านบาท ประกอบด้วยที่ดินเวนคืน 1.42 ล้านบาท สิทธิการใช้ที่ดิน 1,124.11 ล้านบาทและระบบท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินเวนคืนและที่ดินรอนสิทธิ 3 โครงการอีก 15,050.69 ล้านบาท
เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า จากการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ได้รับมอบหมายตามมติ ครม. พบว่า มีการโอนทรัพย์สินไม่ถูกต้อง โดยบริษัท ปตท. ยังต้องคืนทรพิ่มเติมอีกจำนวน 32,1632 ล้านบาท โดยทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยก่อนที่จะมีแปรรูปมาเป็นบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ในวันที่ 1 ตุลาคม2544 โดยพบว่า ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากการแปรรูปบริษัท ปตท. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2544 นั้น ไม่มีการโอนคืนแก่รัฐแต่อย่างใดซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 157,102 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดนี้ได้มาด้วยการใช้อำนาจมหาชน ซึ่ง บริษัท ปตท. จะต้องคืนให้แก่รัฐตามคำพิพากษาของศาลด้วยเช่นกัน
น.ส.สารี กล่าวต่อว่า จากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของบริษัท ปตท. จำกัดเฉพาะระบบท่อส่งก๊าซที่ก่อสร้างก่อนการแปรรูป ในปัจจุบัน พบว่ามีมูลค่าสูงสุดถึง 112,500 ล้านบาท หรือต่ำสุดประมาณ 86,730 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าทรัพย์สินที่น้อยกว่าที่ ปตท.คืนให้กับรัฐอย่างชัดเจน ทั้งนี้ นอกจากการคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนแล้ว ปรากฏว่า บริษัท ปตท. ยังเสนอขอคิดค่าผ่านท่อก๊าซเพิ่มเติมอีกทั้ง ๆ ที่อัตราที่เรียกเก็บอยู่ในปัจจุบันก็เป็นอัตราที่สูงเกินควรและเป็นภาระค่าไฟฟ้ากับประชาชนถึง 3,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่ท่อเหล่านี้ไม่ใช่ของ ปตท. ซ้ำคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ยังทำตัวเป็นตรายางอนุมัติปรับค่าผ่านท่อเพิ่มอีก 2.0218 บาทต่อหนึ่งล้านบีทียู ซึ่งจะทำให้ประชาชนต้องรับภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 4,500 ล้านบาท ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดข้อมูล กกพ. ก็ใช้วิธีเพียงการเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนผ่านอินเทอร์เนต โดยกำหนดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 มีนาคม 2552
"การปรับขึ้นค่าท่อก๊าซซึ่ง กกพ. ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว เป็นการคิดค่าบริการที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมสำหรับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง มีการเอาเงินลงทุนที่เป็นของรัฐมาคำนวณนต้นทุนของ ปตท. หรือไปเอาโครงการท่อก๊าซในอนาคตที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความต้องการพลังงานที่แท้จริงมาคำนวณด้วย ถือเป็นสูตรการคำนวณค่าบริการที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนเป็นอย่างมาก ถ้าถอดปัจจัยเหล่านี้ออกไปจากสูตรการคำนวณ คิดว่า ค่าท่อก๊าซจะต่ำกว่าที่เก็บอยู่ในปัจจุบันด้วยซ้ำ อยากจะเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นมาคัดค้านการประกาศใช้อัตราค่าผ่านท่อดังกล่าว เพราะสุดท้ายจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่เก็บจากประชาชนต้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง นางสาวสารีกล่าว
ด้าน นายศุภกิจ นันทะวรการ นักวิชาการมูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวว่า การขยายการลงทุนระบบท่อก๊าซของ บมจ.ปตท. เชื่อมโยงกับการวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ของกระทรวงพลังงาน เนื่องจากโรงไฟฟ้าเป็นผู้ใช้ก๊าซหลักถึงร้อยละ 70 โดยแผน PDP ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 มีการตรวจสอบโดยสังคมจนพบเงื่อนงำปัญหาหลายด้าน ทั้งการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าที่สูงมาก การจำกัดทางเลือกโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก และปัญหาธรรมาภิบาลในการวางแผนและตัดสินใจ ซึ่งนำมาสู่การกำหนดสร้างโรงไฟฟ้าโดยไม่จำเป็นและเป็นภาระให้กับผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 250,000 ล้านบาท