ย้อนรอยคดีค่าโง่ทางด่วน กทพ.แต้มต่อกลุ่ม ช.การช่าง
หลังพ้นบ่วงค่าโง่ทางด่วน บางนา-ชลบุรี ที่กลุ่ม บมจ. ช.การช่างเรียกค่าเสียหาย 6,200 ล้านบาท จากที่ศาลฎีกาตัดสิน ยกคำร้อง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ผ่านมา ล่าสุดการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้เฮอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกามี คำพิพากษาตัดสินกลับคำพิพากษาของ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ให้ กทพ.ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยคดีปรับค่าผ่านทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 เมื่อปี 2541 จำนวน 360.89 ล้านบาท ตามคำเรียกร้องของ บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ หรือบีอีซีแอล บริษัทลูกของ บมจ.ช.การช่าง คู่สัญญาสัมปทานโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2
ย้อนรอยคดีดัง
ปูมหลังคดีเกิดขึ้นเมื่อปี 2541 ซึ่งเป็นครั้งแรก กทพ.ต้องปรับค่าผ่านทางตามสัญญา ที่ให้ปรับทุกๆ 5 ปี ตามการเพิ่มขึ้นของดัชนีผู้บริโภค และในสัญญาข้อ 11.3 ที่ระบุว่า ในระยะ 15 ปีแรกปรับได้ไม่เกินครั้งละ 10 บาท
ขณะนั้น กทพ.สังกัดอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มี พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ นั่งเป็น มท.1 และได้ ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องปรับค่าผ่านทางใหม่ฉบับแรก วันที่ 27 สิงหาคม 2541 ตามอัตราที่บีอีซีแอลเสนอ โดยโครงข่ายในเมืองรถ 4 ล้อ ปรับ 10 บาท และ 20 บาท สำหรับรถ 6-10 ล้อ และเกิน 10 ล้อ จากราคาเดิม 30, 50 และ 70 บาทตามลำดับ
แต่เกิดเหตุไม่คาดคิดเมื่อผู้ใช้ทางต่อต้านและร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการคมนาคม ทำให้มีข้อท้วงติงตามมาให้ กทพ.ทบทวนใหม่ เพราะมีการปรับค่าผ่านทาง 15 บาท เกินกว่า 10 บาทที่กำหนดไว้ในสัญญา กทพ.จึงหาทางออกด้วยการหารือสำนักงานอัยการสูงสุด ผลออกมาว่าประกาศค่าผ่านทางฉบับแรกไม่ถูกต้อง เพราะสัญญาระบุว่า หากคำนวณราคา ออกมาแล้วไม่ถึง 5 บาท และ 10 บาท ให้ปัดเศษลง ขณะที่บีอีซีแอลมองต่างมุมตีความสัญญาว่าควรจะปรับเศษขึ้น
เสธ.หนั่น จึงออกประกาศค่าผ่านทางใหม่ ฉบับที่ 2 วันที่ 23 ตุลาคม 2541 มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2541 โดยปรับเฉพาะโครงข่ายในเมืองรถทุกประเภทเก็บเพิ่ม 10 บาท เป็น 40, 60 และ 80 ตามลำดับ ส่วนโครงข่ายนอกเมืองไม่ปรับเพิ่ม
เมื่อตีความสัญญาไม่ตรงกันจึงกลายเป็นที่มาของข้อพิพาท บริษัทจึงเรียกค่า เสียหายที่เกิดจากผลต่างของทั้ง 2 อัตรา โดยวันที่ 11 มีนาคม 2542 ยื่นเสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาด ให้ กทพ.ยกเลิกประกาศฉบับที่ 2 และ ออกประกาศใหม่ตามอัตราของบริษัท
วันที่ 1 ธันวาคม 2542 คณะอนุญาโตตุลาการชุดแรกชี้ขาดว่า ประกาศฉบับวันที่ 23 ตุลาคม 2541 สอดคล้องกับสัญญาข้อ 11.3 วันที่ 26 พฤษภาคม 2543 กทพ.ยื่นข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้บีอีซีแอลคืนเงินส่วนต่าง ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2541-23 ตุลาคม 2541 เป็นเงิน 29.24 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
วันที่ 3 ธันวาคม 2544 คณะอนุญาโตตุลาการชุดที่ 2 ชี้ขาดว่า กทพ.ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าว และชี้ด้วยว่าประกาศฉบับแรกถูกต้อง ให้ กทพ.ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2541-15 กรกฎาคม 2543 จำนวน 360.89 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นนับจากวันที่ 16 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปให้ กทพ.ชดใช้ตามจำนวนรถ และประเภทรถที่ใช้จริงพร้อมดอกเบี้ย จนกว่าจะมีการปรับอัตราใหม่
วันที่ 5 มิถุนายน 2545 กทพ.นำเรื่องฟ้องต่อศาลแพ่ง และศาลมีคำพิพากษาวันที่ 28 ธันวาคม 2547 ให้ กทพ.จ่ายค่าเสียหายให้บีอีซีแอล ตามคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการชุดที่ 2 กทพ.จึงอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และมีคำตัดสินออกมาวันที่ 18 กุมภาพันธ์ดังกล่าว รวมระยะเวลา 10 ปี
กระทบคดีค่าผ่านทางปี46
จากครั้งแรกนำไปสู่การมีข้อพิพาทครั้งที่ 2 การปรับค่าผ่านทางปี 2546 ผูกผันตามมา ซึ่งบีอีซีแอลยื่นข้อพิพาทเหมือนกรณีค่าผ่านทางปี 2541 ขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปค่าเสียหาย เพื่อเตรียมยื่นต่ออนุญาโตตุลาการ คาดว่าจะมีค่าเสียหายเกิดขึ้นกว่า 7,900 ล้านบาท และคิวต่อมาปี 2551 ที่บริษัทกำลังจะยื่นข้อพิพาทเร็วๆ นี้ ค่าเสียหายวันละ 7 ล้านบาท
ถ้าศาลไม่ตัดสินให้ กทพ.ชนะคดีจะเกิดความเสียหายกับ กทพ.มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เพราะข้อพิพาทยังจะมีอยู่ต่อไป แหล่งข่าวจาก กทพ.กล่าว
แต่เมื่อผลออกมาอย่างนี้ ในการต่อสู้คดีปรับค่าผ่านทางปี 2546, 2551, 2556 และ 2561 กทพ.จะยึดตามคำตัดสินของศาลฎีกาเป็นแนวทางต่อสู้ และในการพิจารณาปรับค่าผ่านทางครั้งต่อไป ก็จะให้เป็นไปตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดให้ปัดเศษลงหากไม่ถึง 5 บาท และ 10 บาท รวมถึงทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ที่ บจ.ทางด่วนกรุงเทพเหนือหรือเอ็นอีซีแอล คู่สัญญายื่นข้อพิพาท ส่วนคดีอื่นๆ นั้นยังต้องพิจารณาต่อไป เพราะเป็นคนละกรณีกับค่าผ่านทาง ซึ่งคณะกรรมการ (บอร์ด) กำลังให้รวบรวมเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว
มีคดีรอศาลชี้ขาดอีกอื้อ
ไม่ใช่แค่คดีค่าผ่านทางเท่านั้นที่ กทพ.ถูกบีอีซีแอลและเอ็นอีซีแอลยื่นฟ้องร้อง ยังมีข้อพิพาทอื่นๆ ที่เป็นผลมาจากการตีความสัญญาต่างกันเบ็ดเสร็จ 11 เรื่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นคณะอนุญาโตตุลาการและศาลฎีกา
แบ่งเป็น 1.ข้อพิพาทมีมูลค่าฟ้องร้องจนถึงวันที่ยื่นทั้งสิ้น 6,305.4 ล้านบาท 2.ข้อพิพาทที่ กทพ.เรียกร้องแย้ง 15,575 ล้านบาท 3.ข้อพิพาทที่ กทพ.ยื่นเรียก ค่าเสียหายมีมูลค่าฟ้องร้องจนถึงวันที่ยื่น 18.4 ล้านบาท 4.ข้อพิพาทที่บริษัท เรียกแย้ง 5,114 ล้านบาท
อาทิ คดีวันเปิดใช้งานของพื้นที่ส่วนแรกตามสัญญาโครงการทางด่วนขั้นที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 9 อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ กทพ.ชดเชย รายได้ที่ขาดพร้อมดอกเบี้ยถึงวันที่ยื่น ข้อพิพาท 3,831 ล้านบาท ขณะนี้ กทพ. อยู่ระหว่างยื่นเรื่องคัดค้านต่อศาล
อย่างไรก็ตามคำตัดสินค่าผ่านทาง ปี 2541 น่าจะทำให้บีอีซีแอลต้องเหนื่อยและลุ้นอีกหลายยก ว่าผลชี้ขาดข้อพิพาทในคดีส่วนที่เหลือจะออกมาเหมือนกับที่คาดหวังไว้ หรือกลับตาลปัตรเหมือนกับครั้งนี้ หน้า 9
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

