นักฟิสิกส์ไขปริศนา ควอนตัม - พลังงานสเคลาร์ ที่แท้เหนือธรรมชาติ หรือ ธรรมดาสุดๆ ? ภาพแสดงสัดส่วนที่

นักฟิสิกส์ไขปริศนา ควอนตัม - พลังงานสเคลาร์ ที่แท้เหนือธรรมชาติ หรือ ธรรมดาสุดๆ ? ภาพแสดงสัดส่วนที่

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ภายหลังเกิดปรากฎการณ์ความฮิตอย่างแรงในสังคมไทย นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์จึงช่วยกันไขปริศนาว่า ควอนตัม - พลังงานสเคลาร์ คืออะไรกันแน่ แท้จริงมัน....เป็นสิ่งแปลกใหม่ น่ามหัศจรรย์ เหนือธรรมชาติ หรือเป็นเรื่องปกติสุดธรรมดาในชีวิตประจำวัน

ช่วงนี้สังคมไทยกำลังเกิดปรากฎการณ์ความนิยมในผลิตภัณฑ์ ที่ถูกตั้งชื่อว่า ควอนตัม กันอย่างแพร่ โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกอ้างว่าผลิตขึ้นจากหินลาวา ที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ มีคุณสมบัติพิเศษเป็นสื่อกลางในการเก็บพลังงาน สเคลาร์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูและรักษาโรคต่างๆ ตั้งแต่โรคเอดส์ หรือแม้กระทั่งโรคปวดหลัง ทำให้เกิดข้อถกเถียงและข้อสงสัยต่างๆ ตามมากมาย

กระทั่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ควอนตัม ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รับรองว่า สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหรือรักษาโรคใดๆ ได้ อย่างไรก็ตาม คำถามในใจของหลายคนยังคงมีอยู่ว่า ควอนตัม และพลังงาน สเคลาร์ นั้น ที่จริงแล้วคืออะไร รวมทั้งคำถามที่ว่ามันมีคุณสมบัติอย่างไรกันแน่

คำถามเหล่านี้ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. อาจเป็นหน่วยงานที่สามารถไขข้อข้องใจได้ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักของประเทศในการวิจัย พัฒนา ให้บริการและเผยแพร่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสสาร พลังงาน แร่ และรังสีต่างๆ

จึงได้พยายามติดต่อเพื่อขอสอบถามข้อข้องใจจาก ดร.สมพร จองคำ ผู้อำนวยการ สทน. ซึ่งปรากฎว่าได้รับคำตอบอย่างกระจ่าง ดร.สมพร กล่าวพร้อมกับอมยิ้มว่า ควอนตัมเป็นเรื่องของความเชื่อและจิตใจ แต่ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาตร์ การทดลองพบว่าควอนตัม เป็นวัถตุที่มีลักษณะคล้ายกับ แร่โมนาไซต์* ซึ่งประกอบด้วย สารกัมมันตรังสี* ที่สามารถแผ่พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ รังสี* ในกรณีนี้คือ รังสีแกมม่า รังสีบีต้า และรังสีอัลฟ่า ออกมาได้ และมีความเข้มข้นมากกว่ารังสีที่แผ่ออกจากวัตถุปกติ ที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดหรือมหศจรรย์แต่อย่างใด

เมื่อถามถึงพลังงาน สเคลาร์ ที่ถูกอ้างว่าสามารถฟื้นฟูสุขภาพได้ว่านั้น ดร.สมพร กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นและไม่ใช่พลังงานชนิดใหม่ของโลก แต่เป็นเพียงการใช้ภาษาเพื่อสร้างความหวือหวาเท่านั้น เพรที่จริงแล้วคำว่า สเคลาร์ เป็นคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ปริมาณที่พุ่งออกมาอย่างไม่มีทิศทาง รังสีเกือบทุกชนิดในโลกล้วนเป็นพลังงานประเภทสเคลาร์ หรือเป็นพลังงานที่มีปริมาณพุ่งออกมาอย่างไร้ทิศทางด้วยกันทั้งนั้น

พลังงานสเคลาร์เป็นพลังงานทั่วไป อาจเกิดจากเหรียญควอนตัม ดิน แร่โมนาไซต์ ดวงอาทิตย์ มนุษย์หรือสิ่งอื่นๆ ก็ได้ และมีอยู่หลายประเภท เช่น ความร้อน แสง รังสีอินฟาเรด รังสียูวี คลื่นวิทยุหรือแม้กระทั่งคลื่นโทรทัศน์ ก็ถือเป็นพลังงานสเคลาร์เช่นกัน ดังนั้น มนุษย์จึงโดนรังสีสเคลาร์อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน เรื่องนี้จึงไม่น่าตื่นเต้น เพราะเป็นของที่มีในธรรมชาติอยู่แล้ว ดร.สมพร กล่าว

ดร.สมพร กล่าวต่อว่า เมื่อรังสีวิ่งผ่านวัถตุใด ก็จะเกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้น แต่ไม่ต้องตื่นตระหนกไป เพราะการที่มนุษย์นิยมไปอาบแดดตอนเช้า ไปแช่น้ำแร่หรือนำตัวไปหมกทราย กิจกรรมเหล่านี้ก็ล้วนทำให้ร่างกายรับรังสีเข้ามาโดยที่ไม่รู้ตัวเช่นกัน เพราะดวงอาทิตย์ น้ำแร่หรือแม้กระทั่งทราย ก็สามารถแผ่รังสีออกมาได้ ถือเป็นเรื่องปกติมาก แม้แต่ร่างกายมนุษย์เองก็แผ่รังสีบางประเภทออกมา

ด้าน นายอารีรัตน์ คอนดวงแก้ว ผู้จัดการศูนย์ฉายรังสีอัญมณี สทน. ในฐานะนักฟิสิกส์ที่คร่ำหวอดกับการศึกษาด้านรังสีกับวัตถุมาตลอดชีวิตการทำงาน ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า คำว่า ควอนตัม ที่จริงแล้วมีความหมายทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็นห้วงๆ ไม่ต่อเนื่องกัน เช่น สารกัมมันตรังสีจะปล่อยรังสีออกมาเป็นห้วงๆ ไม่ต่อเนื่องกัน หรือเป็นควอนตัมนั้นเอง

นายอารีรัตน์ยังกรุณาช่วยทำการทดลอง เพื่อตรวจสอบด้านเทคนิคต่างๆ อีกด้วย โดบพบว่า การตรวจสอบวัตถุที่ถูกตั้งชื่อว่า ควอนตัม เพื่อหาความแรงของรังสีด้วยเครื่องมือ Survey Meter พบว่า วัตถุด้านที่ 1 มีปริมาณรังสีแผ่ออกมา 438 ครั้งต่อนาที (Count Per Minute - CPM) ส่วนด้านที่ 2 มีรังสีแผ่ออกมา 409 CPM ขณะที่ผลการวัดสิ่งแวดล้อมทั่วไป ที่สทน. พบว่ามีรังสี 67 CPM ดังนั้น จึงหมายความว่าวัตถุนี้แผ่รังสีแผ่ออกมากกว่า 6-7 เท่าของรังสีที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามปกติ

ส่วนการตรวจสอบสเปคตรัมของควอนตัมพบว่า ควอนตัมประกอบด้วยสารกัมมันตรังสี ได้แก่ ธาตุตะกั่ว (Pb212) แอคติเนียม (Ac228) และ แทลเลียม (Tl 208) ซึ่งเป็นธาตุลูกหลานของธาตุยูเรเนียม (Uranium- Series) และธาตุทอเรียม (Thorium-Series) ธาตุเหล่านี้สามารถปล่อยพลงงานหรือรังสีออกมาได้สูงและแรงกว่า รังสีเอ็กซ์เรย์ ที่สามารถทะลุทะลวงร่างกายของมนุษย์ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถทำปฏิกิริยา ไอออนไนเซชั่น (Ionization)* กับสิ่งที่มันพุ่งผ่านไปได้อีกด้วย ส่วนจะเกิดผลดีหรือผลเสียต่อสุขภาพนั้น ไม่สามารถตอบได้ แต่ที่แน่นอนคือไม่ควรนำไปแช่น้ำแล้วดื่ม เพราะอาจเปิดโอกาสให้สารกัมมันตรังสีเข้าไปสะสมในร่างกาย

นายอารีรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในโลกนี้มีสารกัมมันตรังสีอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะแร่ยูเรเนียม จะปนอยู่บนเปลือกโลกทั่วไปถึง 3 - 4 ส่วนในล้านส่วน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะไปไหนก็ต้องเจอรังสีทั้งนั้น แต่ในบางสถานที่อาจมีสารกัมมันตรังสีเข้มข้นมากกว่าที่อื่น คนบางพวกอาจไปสำรวจโดยใช้เครื่อง Survey Meter พบว่าหินหรือดินบางแห่งมีรังสีสูง ก็หยิบมาขายเท่านั้น ต้นตำรับของสินค้าคงมาจากนักวิทยาศาสตร์ ที่มีสมองด้านการค้า

*****************

อธิบายคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อย่างง่ายๆ เพิ่มความเข้าใจ

1. แร่โมนาไซต์ (Monazite) หมายถึง แร่ชนิดหนึ่ง ที่ประกอบด้วยธาตุยูเรเนียมและธาตุทอเรียม (ซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสี) สูงกว่าแร่ประเภทอื่น

2. ไอออนไนเซชั่น หมายถึง อันตรปฏิกิริยา (Interaction) ทางฟิสิกส์ โดยเมื่อรังสีพุ่งผ่านวัตถุใดๆ จะทำให้เกิดประจุ + และประจุ - จากอะตอมของวัตถุนั้น

3. รังสี (Radiation) หมายถึง พลังงานที่ออกมาจาก สารกัมมันตรังสี มีลักษณะเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและอนุภาค (Photon)

4. สารกัมมันตรังสี (Radioactive) หมายถึง สารที่ไม่อยู่ตัวและมีการสลายตัวตลอดเวลา โดยระหว่างการสลายตัวจะให้ รังสี ประเภทต่างๆ ออกมา

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล