ชำแหละธรรมเนียมล้างบางขรก.

ชำแหละธรรมเนียมล้างบางขรก.

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
คอลัมน์ รายงานพิเศษ

ก่อนหน้านี้รัฐบาลเด้งฟ้าผ่าปลัดกระทรวงมหาดไทย แล้วแต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามารับตำแหน่งโดยไม่ฟังเสียงทัดทาน

ล่าสุดกำลังเป็นที่จับตาคือกรณีโยกย้ายนายพลตำรวจ

แม้พฤติกรรมการย้าย ล้างบาง ข้าราชการ จะกลายเป็นธรรมเนียมทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล

แต่มีเสียงเตือนจากนักวิชาการว่า อาจขัดแย้งต่อหลักการสร้างความสมานฉันท์

-ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

พฤติกรรมพวกใครพวกมัน ทีใครทีมัน เป็นระบบที่พบทั่วไปกับรัฐบาลทุกสมัย

มองแง่ดีอาจปรับเพื่อให้ทำงานร่วมกันได้ เข้าใจได้ว่าต้องย้ายเพื่อลดบทบาทของแวดวงราชการของรัฐบาลเดิม มิฉะนั้นทำงานยากไม่ได้รับความร่วมมือ เป็นการเอาคนที่ไว้ใจมาดำเนินนโยบาย

ขณะเดียวกันก็ล่อแหลม บ้านเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่าย 2 ขั้วเผชิญหน้า วิกฤตการเมือง 3 ปีกว่า ถ้าจะแก้โดยใช้แนวทางสมานฉันท์เป็นฐานนโยบายหลัก ต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย

หากล้างบางยกโขยงจะตอกย้ำการแบ่งขั้วมาก อย่างอเมริกา บารัก โอบามา ยังใจกว้างดึงพรรคฝ่ายตรงข้ามมาเสริมทีม ฟังคนที่ไม่เห็นด้วยเพื่อนสร้างสมานฉันท์

ต่างประเทศก็มีขั้ว แต่ไม่ฝังรากลึกอย่างเรา

หากรัฐบาลอยากสร้างแนวร่วมสมานฉันท์ต้องใจกว้าง แต่งตั้งข้าราชการจากรัฐบาลที่แล้ว หรือคนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลประชาธิปัตย์มาทำงานบ้าง มิฉะนั้นจะตอกย้ำความแตกแยก

หากอ้างว่าคนที่เอามาทำงานมีประสิทธิภาพ ทำให้งานเดินหน้า ก็ต้องแยกกับเรื่องสมานฉันท์ ว่าให้น้ำหนักเรื่องสมานฉันท์แค่ไหน

เพราะคนมีความสามารถหลายคน เน้นฝ่ายตัวเองอย่างเดียวเท่ากับไม่เอื้อสมานฉันท์ น่าจะพิจารณาคนขั้วเดิมที่มีความสามารถคุยกันได้

รัฐบาลประชาธิปัตย์พึงระวังเรื่องทีใครทีมันเป็นพิเศษ

หลายอย่างที่เคยพูด เมื่อประชาธิปัตย์อยู่ในอำนาจแล้วทำอย่างที่เคยวิจารณ์คนอื่นไว้ ก็กลับเข้าตัวหมด

-สมชาย ปรีชาศิลปกุล

คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่

แง่การบริหารงาน สิ่งที่ต้องยอมรับคือข้าราชการการเมืองย่อมมีอำนาจสั่งการปรับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการประจำได้ เพื่อให้การทำงานกับตัวเองเข้าขากันได้ดี

แต่ต้องทำในแง่ที่ให้เห็นชัดเจน ไม่ใช่ย้ายคนมาแล้วทำงานไม่ได้

เพียงแต่น่าจะใช้มาตรฐานนี้กับทุกรัฐบาล แต่ที่เห็นคือรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสมัคร ทำแบบนี้จะถูกด่าเยอะ แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์เริ่มซาลง

เท่ากับว่าเรามองกันคนละมาตรฐาน

ข้าราชการที่คิดว่าตัวเองทำงานดีไม่มีปัญหา อยู่ดีๆ หากถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรม ไม่มีเหตุผล ก็มีสิทธิปกป้องตัวเอง ไปฟ้องร้องขอความเป็นธรรมได้ ก็เป็นมาตรฐานอีกอย่างหนึ่ง

หลักการบริหารราชการ การเมืองมีสิทธิเลือกข้าราชการมาทำงานด้วย หากทำงานดี เป็นคนดี สังคมยอมรับ การทำงานสัมฤทธิ์ผลของงานได้ก็ไม่มีปัญหา

แต่ต้องระวังเพราะรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็พยายามจะสร้างความสมานฉันท์

หากไปย้ายคนที่ไม่ใช่พวกตัวเองออกไปหมดก็อาจเกิดปัญหาข้าราชการ หรือผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่พอใจ

เท่ากับรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ไม่ต่างกับรัฐบาลอื่นๆ เลย

-สุริชัย หวันแก้ว

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

การเมืองพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ ต้องนำในการปรับเปลี่ยนนโยบาย

วิกฤตการเมืองที่ผ่านมาสะท้อนให้ต้องแยกความรับผิดชอบการเมืองกับข้าราชการประจำ ความเสื่อมที่เราเห็นคือการแทรกแซงการโยกย้ายทางทหารสมัยรัฐบาลทักษิณ ที่เข้าไปยุ่มย่ามเอาญาติมาเป็นผบ.ทบ.

เป็นตัวอย่างปัญหาที่ทำให้เกิดความเรรวนในระบบราชการประจำของทหารจนเสียระบบ เป็นบทเรียนที่นักการเมืองยุ่มย่ามมาแล้วในอดีต

นักการเมืองให้นโยบาย ปรับคนดีเข้ามาได้ แต่ถ้ายุ่มย่ามด้วยเงื่อนไขที่บ่งบอกผลประโยชน์ของเครือญาติที่ไม่ใช่ส่วนรวม ก็เป็นอาการเดิม

เคยเป็นกับรัฐบาลเก่ามาแล้วจะเกิดซ้ำกับรัฐบาลนี้ได้ ความไม่ชอบธรรมที่รู้สึกได้จากรัฐบาลเดิม นโยบายการโยกย้ายพรรคพวกเพื่อประโยชน์ของพรรคพวกเครือญาติ

เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงใหญ่ทางการเมืองของรัฐบาลนี้

ดังนั้น ควรมีแนวทางที่หนักแน่น มิฉะนั้นจะเป็นปัญหาของรัฐบาลเอง เพราะเสียงปริ่มน้ำอยู่แล้ว ไม่ควรไปตามแรงกดดันของญาติ หรือพรรคพวกจนเรรวนไม่กลับ เพราะประชาชนจับตาดูอยู่

หากยังคิดจะเข้าไปยุ่มย่ามโดยไม่มองความเหมาะสมชัดเจนไปทั่วจะเป็นเรื่องเลวร้าย เป็นมรดกการเมืองแย้งกับการปฏิรูปการเมืองที่รัฐบาลเคยตั้งใจจะทำ

- ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน

อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า

พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2545 กำหนดว่ารัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่โยกย้ายข้าราชการระดับ 10 และ 11 ได้ จึงเป็นอำนาจตามกฎหมายของรัฐมนตรี

และมีอำนาจกำหนดตัวบุคคลที่เชื่อว่าจะขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลได้

นอกจากนี้การบริหารงานบุคคลภาครัฐ ยังมีพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ที่หลักปฏิบัติให้ยึดหลักจริยธรรม ที่ระบุการโยกย้ายข้าราชการประจำต้องเป็นการโยกย้ายในเรื่องของงาน ไม่พิจารณาเฉพาะที่ตัวบุคคล

การโยกย้ายของรัฐบาลชุดนี้ยังไม่พบเป็นการย้ายแบบโฉ่งฉ่าง และยังไม่ชัดเจนว่าเพื่อพวกพ้อง หรือเพราะต้องการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง

หากโยกย้ายด้วยเหตุผลเช่นนั้นถือว่าไม่แฟร์กับข้าราชการประจำ เนื่องจากข้าราชการประจำบางตำแหน่ง อาจเติบโตในช่วงรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งซึ่งไม่อาจเลือกได้

รัฐบาลนี้โยกย้ายเพราะเหตุผลทางการเมือง คงไม่ขนาดนั้น อาจมีอะไรแอบแฝงหรือไม่นั้นไม่ทราบ

แต่หากชัดว่าโยกย้ายเพื่อพวกพ้องคงต้องวิพากษ์วิจารณ์กัน

ประเด็นที่น่าเฝ้ามองคือการย้ายในระดับที่ไม่ใช่อำนาจของฝ่ายการเมืองดำเนินการ เช่น ระดับที่ต่ำกว่าตำแหน่งอธิบดีลงไป เพราะถ้าทำถือว่าเป็นการล้วงลูก ไม่เหมาะสม

-ตระกูล มีชัย

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ปัญหาการโยกย้ายข้าราชการ ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่ต่างกัน

ปัญหาอยู่ที่ระบบราชการไทยไม่เป็นตัวของตัวเอง เป็นระบบที่ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยระบบคุณธรรมของการบริหารราชการ

เพราะ 1.ฝ่ายการเมืองแทรก ขณะเดียวกันก็มีข้าราชการจำนวนมากที่ใช้วิธีกระโดดค้ำถ่อเพื่อหวังตำแหน่ง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจึงไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ พลังประชาชน หรือไทยรักไทย

อย่างกรณีอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย คนจะมองฝ่ายการเมืองเมื่อเข้ามาบริหารแล้วมาโยกย้ายข้าราชการ แต่คนไม่มองระบบการแต่งตั้งข้าราชการ ว่าก่อนหน้านั้นผู้กุมอำนาจใช้ระบบการแต่งตั้งยุติธรรมหรือไม่

ไม่ถูกที่ข้าราชการประจำเข้าไปเกาะกลุ่มการเมือง หวังให้การเมืองนำตนเองขึ้นสู่ตำแหน่ง

บางคนร้องศาลแต่ไม่ดูว่าตัวเองขึ้นมาได้เพราะเกาะการเมืองหรือเปล่า อธิบายต่อสาธารณะได้หรือไม่ตนเองบริสุทธิ์ ตอบคนในองค์กรได้หรือไม่ว่าขึ้นมาได้อย่างไร

เรื่องแบบนี้คนในองค์ก่อนรู้ดีและทายล่วงหน้าได้ว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว ใครจะโดน

อีกด้านหนึ่งฝ่ายการเมืองก็มองออกว่าหมากตัวนี้ใครวางเอาไว้ เป็นงูกินหางตลอด หรือจะให้ข้าราชการลู่ตามลม ใครมาก็สนองได้หมด อย่างนี้ก็พังอีก

2.การเปลี่ยนแปลงระบบข้าราชการของฝ่ายการเมืองที่เข้ามาใหม่ เดินตามแนวทางของการเมืองหรือไม่ ถ้าเดินตามประชาธิปัตย์ไปก็ย้ายกันอีก การโยกย้ายข้าราชการก็ต้องหวนกลับมารูปแบบเดิมอีก

ผมไม่ได้มองว่าจะเป็นรัฐบาลไหน แต่ถ้าเป็นรัฐบาลแล้วไม่ไว้วางใจฝ่ายข้าราชการประจำ ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายปกครอง หรือข้าราชการที่คุมกลไกต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ก็ต้องเอาคนที่ตัวเองไว้วางใจเข้ามา

ตำรวจก็ต้องเจอแบบนี้อีก กองทัพดีที่ว่าความเป็นสถาบันแข็งแกร่งกว่า

ปัญหาเกิดจากตัวระบบ และข้าราชการที่ทำตัวไม่เป็นกลาง เช่น ตำรวจไม่ได้เป็นตำรวจอาชีพที่ยืนอยู่บนกระบวนการยุติธรรม แต่ปล่อยให้การเมืองเข้ามาเล่น

ปัญหาระหว่างข้าราชการประจำกับการเมือง เป็นปัญหาใหญ่มาก เรียกว่าเป็นปกติของความไม่ปกติของระบบการเมืองและการบริหารของไทย แต่หาทางออกไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาการปฏิรูประบบการเมืองมองแต่โครงสร้างระดับบน

ทำอย่างไรให้การบริหารและการเมืองแยกกันชัดเจน ทำอย่างไรให้ประชาชนควบคุมกลไกของราชการได้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง เพราะบางตำแหน่งให้คุณให้โทษ

ต้องสังคายนาที่ระบบคือตัวโครงสร้าง กลไกและตัวคนด้วย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล