เปิดมุมชีวิตที่มุ่งมั่น "คชา AF" จากเด็กลูกจ้างสู่ศิลปินแถวหน้า

เปิดมุมชีวิตที่มุ่งมั่น "คชา AF" จากเด็กลูกจ้างสู่ศิลปินแถวหน้า
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

ถึงแม้จะไม่ใช่แชมป์เวทีล่าฝัน ทรูอะคาเดมี่แฟนเทเชียซีซั่น 8 แต่เชื่อว่าชื่อของเด็กหนุ่มที่มีความมุ่งมั่นในการเป็นนักร้องอย่าาง "คชา นนทนันท์ อัญชุลีประดิษฐ์" หรือ "คชา AF8" นั้นชั่วโมงนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเขาอย่างแน่นอนแต่บนเส้นทางชีวิตของเด็กหนุ่มที่ประสบความสำเร็จและกำลังมีผลงานเพลงซิงเกิ้ล "รอฉันอยู่ตรงนั้น" และแฟนคลับมากมายที่รักเขานั้น "คชา AF" เด็กหนุ่มคนนี้มีผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่เป็นเหมือนพลังสำคัญในการผลักดันสู่การเป็นนักล่าฝันของเขาก็คือ "ครอบครัว" 

โดยเฉพาะคุณแม่ที่คอยปลูกฝังความมุ่งมั่นและให้ประสบการณ์ชีวิตต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็กด้วยการให้ทำงานรับจ้างหารายได้จากการขายลูกชิ้นและอีกมากมายซึ่งหนุ่มคชายอมรับกับทีมข่าว Sanook! News ว่าประสบการณ์เหล่านี้ที่โดนปลูกฝังให้ทำเมื่ออยู่ในวัยเด็กตัวเองนั้นตนเองดูจะไม่ค่อยสนุกเพราะไม่เข้าใจต้องทำสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร แต่เมื่อโตมากับเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่านั้นคือประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่แม่ให้เขาโดยไม่รู้ตัวและนำมาใช้เมื่อเติบโตขึ้นมา

"บ้านผมแม่จะเป็นคนเลี้ยงดูแม่เป็นซิงเกิ้ลมัมซึ่งตอนเด็กๆ ตัวผมก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีความลำบากอะไรนะแม่เลี้ยงดูและการเป็นเด็กก็ไม่ได้คิดอะไรด้วยกับผมและน้องชายแต่พอเข้าสู่ช่วงประถมปลายๆ ป.6 เวลาปิดเทอมเด็กๆ ก็ใช้ชีวิตเล่นๆ สนุกสนาน และเทอมนั้นแม่ก็มาพูดอยากให้ลองช่วยทำงานดูบ้างจะได้ไม่ปล่อยวันเวลาให้มันเสียไปเปล่าๆ เขาจะพูดแบบนี้บ่อยมากๆ จนเราเริ่มรู้สึกว่าทำก็ทำและบวกกับที่บ้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ผมก็เลยต้องไปทำงานแบบลูกจ้างกับพี่ๆ ที่เขายกของอารมณ์ก็คล้ายๆ กับลูกจ้าง ก็ทำให้ชีวิตได้เข้าใจว่าคนเราก็มีทุกรูปแบบบางคนเขาทำงานตลอดไม่ได้เล่นก็มีหรือบางคนเล่นจนไม่ทำงานก็มี ตอนนี้พอโตมากลับไปนึกถึงมันก็ดูชีวิตสนุกดีได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เรียนรู้ครับ"

ลูกจ้างค่าแรงวันละ 100 บาท

และแม้ทางบ้านจะเป็นเจ้าของกิจการก็ตามแต่หนุ่มคชาบอกว่าเขาก็ต้องทำงานในฐานะลูกจ้างลูกเจ้าของร้านโดยได้ค่าแรงวันละหนึ่งร้อยบาท แม้จะดูไม่เยอะสำหรับในยุคปัจจุบันแต่สำหรับเขาในช่วงวัยเด็กเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้คุณค่าของการใช้เงินมากขึ้น

"แม่ก็ให้ทำงานตั้งแต่บิลสินค้ามาเช็คดูลูกค้าเจ้านี้สั่งอะไรมีของชิ้นนี้ชิ้นนั้นอยู่ตรงไหนไปเอาของมาได้ของมาก็กองไว้รถจะออกตอนกี่โมง สมมติ 11 โมง และมีกี่เจ้าที่ต้องไปส่งในรอบ 11 โมง มีของครบมั้ยของครบก็ขึ้นของและก็ต้องดูว่าเจ้าไหนต้องเอาขึ้นก่อนขึ้นหลังเพราะแต่ละที่ขนส่งจะไม่เหมือนกัน พอไปถึงขนส่งก็วางบิลขนของลงประมาณนี้เลยครับสำหรับการทำงานลูกจ้างในฐานะลูกเจ้าของร้าน และได้เงินค่าแรงค่าขนมวันละร้อยสำหรับเด็กในตอนนั้นมันเยอะนะถึงมันจะไม่เท่าค่าแรงขั้นต่ำก็เถอะมันคือประสบการณ์ใหม่ๆ ของชีวิตเราที่ได้ลองทำงานพอได้ทำแล้วมันก็รู้สึกว่ามันไม่ง่ายนะ แต่ถ้าเราไม่ทำเราก็จะไม่รู้ไม่ได้ประสบการณ์ชีวิตอะไรเลยก็แค่วิ่งเล่นไปวันๆ เราได้ความรับผิดชอบตัวเองไปในตัวตั้งแต่เรายังเด็กและเราก็ทำได้มันก็คือความภูมิใจในตัวเอง" หนุ่มคชาเล่าต่อไปอีกว่า

"และก็มาขายลูกชิ้นที่เกิดจากลูกพี่ลูกน้องด้วยกันที่อยู่ต่างจังหวัดเขาขายของกันมันก็ดูน่าจะสนุกได้ลองทำอะไร ก็เลยคิดขายของขึ้นมาและมีลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ด้วยกันเขาขายน้ำปั้นอยู่ผมก็เลยขายลูกชิ้นซึ่งก็เป็นงานที่ไม่เคยทำและทำไม่เป็นมาก่อนแต่ก็ใช้การเรียนรู้เอา และก็เจออุปสรรคคือความขี้เกียจของตัวเราเพราะต้องตื่นแต่เช้าไปเอาลูกชิ้นในตลาดไปเลือกเอาว่าจะขายอะไรลูกชิ้นแบบไหนดี ใช้เยอะขนาดไหน อันไหนขายดี อันไหนขายไม่ค่อยได้ก็ต้องเรียนรู้ลองผิดลองถูกกันไป ก็ได้ลองทำครั้งละเทอม ซึ่งผมรู้สึกว่าการขายของลูกชิ้นมันโอเคนะรายได้ดีเพราะว่ามันทานง่ายและขายดีบางคนผ่านไปผ่านมาก็ซื้อ เจ้าประจำมาสั่งทีร้อยนึงสองร้อยสำหรับเด็กในตอนนั้นมันเยอะนะครับดีใจแล้วขายได้"

ดนตรีเปลี่ยนชีวิตคชาเด็กหัวดื้อ

แม้จะดูภายนอกบุคลิกของหนุ่มคชาจะดูเป็นหนุ่มมาดนิ่งจนถูกเรียกคชาหน้าเดียวบ่อยครั้งนั้นเป็นเพียงมุมหนึ่งของตัวเองแต่อีกมุมนึงนั้นยอมรับว่าตัวเองเป็นเด็กหัวแข็งที่มีโลกส่วนตัวสูงแต่ก็เปลี่ยนได้เพราะเมื่อมีดนตรีเข้ามาในชีวิตซึ่งเห็นได้ชัดเลยนั้นคือเรื่องอารมณ์และดนตรีทำให้ตัวเองดูเป็นคนที่มีคุณค่ามากขึ้น

"ก็ยอมรับว่าผมค่อนข้างดื้อเลยและจะเป็นประเภทที่สั่งแล้วไม่ค่อยทำไม่ชอบการถูกบังคับ รับปากครับๆ อย่างแม่ผมจะเป็นแบบสั่งแล้วต้องทำเลยไม่งั้นแม่ก็จะมาพูดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งมันเป็นอะไรที่สวนทางกับความรู้สึกเราพอมันสวนทางกันนั้นแหละคือความดื้อของผม แต่สุดท้ายก็ต้องปรับความดื้อตัวเองลงแต่มันก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ผมตอนนั้นด้วย บางอารมณ์อยากทำก็ทำเลย ซึ่งก็ผมไม่รู้จะให้นิยามเรียกตัวเองว่าอะไรที่เป็นคนแบบนี้คงต้องให้คนอื่นเรียกแบบนี้ติสท์หรือเปล่า แต่โลกส่วนตัวรับรองว่ามีอยู่แล้วเพราะถ้าเรากำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ว่าจะเป็นงานหรืออะไรคนอื่นก็จะถูกกันออกไปจากโฟกัสผมยกเว้นนอกจากมีอะไรที่มันสำคัญจริงๆ

และแม่เหมือนเดิมครับที่เปลี่ยนผมตอนนั้นไปเดินที่ห้างไปเจอโรงเรียนสอนร้องเพลงนั้นก็คือจุดเปลี่ยนเลยได้เข้าไปเจอเพื่อนใหม่ๆ ได้ลองแสดงได้ปรับตัวอะไรใหม่ๆ ตัวเราก็ดีมากขึ้นเจอเพื่อนที่ชอบอะไรเหมือนกันเห็นมุม ลึกๆ ของตัวเราทำให้เรารู้เรื่องการร้องเพลง การเข้าสังคม เปลี่ยนเราไปเป็นอีกแบบนึงและทำให้ตัวเองเริ่มคิดได้ว่าอยากเป็นนักร้องที่อาจจะดูเพ้อๆ ฝันๆ ลูกคนอื่นเขาอาจจะมีแนวทางที่แน่นอนเขาอยากเป็นทหาร เป็นตำรวจ หรืออาชีพอื่นๆ มันมีเส้นทางของเขาที่เขาสามารถเป็นมันได้อย่างแน่นอนคือคุณต้องเรียนแบบนี้ๆ แต่นักร้องมันไม่ได้มีชัดเจนขนาดนั้น มันไม่ได้มีว่าเรียนแบบนี้แล้วคุณจะได้เป็นนักร้องมันอยู่ที่เราต้องขวนขวายมัน

ก็เริ่มมาจากการประกวดเล็กๆ ก่อนครับเริ่มกันตั้งแต่ภายในโรงเรียนแรกๆ ผมก็ตกรอบไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร มีประกวดอะไรเราก็ไปลองดูมันก็ค่อยๆ ขยับมาเรื่อยๆ ผ่านเวทีที่เหมือนจะประสบความสำเร็จก็มีเหมือนกันแต่มันยังไม่ใช่เราก็ต้องลุยต่อจนมาที่เอเอฟปีแรกผมก็ตกรอบ ผมไปตอนปีหกตกรอบมาก็ไปปรับปรุงพัฒนา ฝึกทุกวันปีเจ็ดก็ตกรอบอีกแต่ก็ได้รู้จัก ปอ อรรณพ แต่ก็กลับมาฝึกอีกแต่ไปของภาคอีสานตลอดตอนนั้น พอปีที่แปดก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัดดันเป็นไมเกรนไม่ได้ไปภาคอีสาน ก็เหลือที่เดียวคือภาคกรุงเทพก็ไปทั้งๆ ที่ร่างกายยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อยก็ได้เข้าไปก็สู้กันมาถึงสามปีครับ"

เปลี่ยนคำดูถูกเป็นความภาคภูมิใจ

และจากความมุ่งมั่นที่แม่พยายามหล่อหลอมค่อยๆ ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กด้วยการให้ทำทุกสิ่งอย่างจริงจังในวันนั้นและในที่สุดวันนี้หนุ่มคชาก็ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินเต็มตัวที่แม้ตอนแรกๆ ตัวเองยังคิดว่าเป็นเพียงฝันลมแล้งๆ แต่เขาก็ทำได้ซึ่งนี้ประสบการณ์ชีวิตที่หนุ่มคชาบอกกับเราว่าเป็นสิ่งที่ภูมิใจที่สุด

"อย่างแรกเลยคือแม่สามารถพูดได้ว่าอย่างน้อยลูกเราก็สร้างชื่อทำให้ครอบครัวเรามีหน้ามีตาไม่ให้คนอื่นมาดูถูกว่าลูกชายไม่เห็นจะทำอะไรซึ่งผมไม่ชอบการถูกมองแบบนี้ แต่วันนี้ผมทำได้นี่คือสิ่งที่ผมภูมิใจที่ทำให้แม่เห็นได้และอีกเรื่องคือผมก็ดีใจกับตัวเองที่สามารถพาตัวเองมาถึงจุดนี้ได้เพราะบางคนผมก็เคยเห็นว่ามีความฝันแต่ก็ทำมันไปไม่ถึง แต่เราก็เลือกเสี่ยงเพราะสิ่งที่เราฝันมันไม่มีแนวทางที่ชัดเจนเหมือนอาชีพอื่นแต่เราทำมันขึ้นมาได้เราก็ดีใจแต่เราก็ไม่ได้อยู่กับความดีใจนานจนเกินไปเสพความดีใจเดิมๆ ที่เรามี เราอยากไปอีกเราเห็นตัวอย่างพี่ๆ ศิลปินหลายคนที่เขาฝึกกันหนักเขาพยายามและเขาไปอยู่ในจุดที่เราก็อยากขึ้นไปเหมือนกัน อยากเป็นแบบนั้น อยากทำได้แบบนั้นเราก็ต้องมุมานะและพยายามขวนขวายต่อไปโดยต้องจริงจังและจริงใจกับสิ่งที่เราทำมากพอซักวันมันจะตอบแทนเรากลับมาเราใส่ใจสิ่งไหนสิ่งนั้นก็จะกลับมาใส่ใจเราเช่นกันผมคิดแบบนั้นครับ"


ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!