Exclusive "เต้น นรารักษ์" จากเด็กเสิร์ฟค่าแรง 120 ปลดหนี้ครอบครัวหลักล้าน

Exclusive "เต้น นรารักษ์" จากเด็กเสิร์ฟค่าแรง 120 ปลดหนี้ครอบครัวหลักล้าน
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

หากเอ่ยชื่อ "เต้น นรารักษ์" ภาพที่ใครๆ หลายๆ คนจดจำเธอได้นั้นคือนักร้องสาวร่างอวบที่มีพลังเสียงทรงพลัง แจ้งเกิดมาจากเวที Mic Idol เมื่อหลายปีก่อน และปัจจุบันก็กลายเป็นศิลปินหญิงทึ่มีผลงานเพลงของตัวเองมากมาย ล่าสุดก็เพิ่งปล่อยผลงานซิงเกิ้ล "รักเท่าไหร่ก็ไม่เอา" จากโปรเจคต์เดอะเลดี้ "รู้ทันผู้ชาย รู้ใจผู้หญิง" ที่เป็นปากเป็นเสียงของผู้หญิงทดแทนความรู้สึกของผู้หญิงให้แง่มุมต่างๆ

และเมื่อพูดถึงบทบาทผู้หญิงแล้วนั้น "เต้น นรารักษ์" นับว่าเป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งนั้นที่มีเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจที่น้อยคนจะทราบว่าเบื้องหลังชีวิตของเธอก่อนจะเดินเข้าสู่วงการเป็นนักร้องเต็มตัวและมีชื่อเสียงในปัจจุบัน เธอนั้นได้ชื่อว่าเป็น "นักร้องสู้ชีวิต" มาไม่น้อยเพราะด้วยสภาพครอบครัว ที่ค่อนข้างลำบากจึงทำให้เธอต้องดิ้นรนทำงานตั้งแต่วัย 16 ปี กับงานเด็กเสิร์ฟร้านข้าวต้มด้วยค่าแรงวันละ 120 บาท ที่ต้องเลี้ยงทั้งครอบครัวจากชีวิตที่แสนลำบากในวันนั้นจนมาสู่ความสำเร็จในวันนี้เธอต้องผ่านอะไรมากมายขนาดไหน เธอพร้อมแล้วที่จะเปิดใจกับทาง Sanook! News บอกเล่าเพื่อเป็นกำลังใจสำหรับใครที่กำลังท้อกับชีวิตตัวเอง  

เด็กต่างจังหวัดที่โตมาด้วยตัวเอง

เต้น นรารักษ์ เด็กสาวมีบ้านเกิดอยู่ที่ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เกิดมาในครอบครัวคนจีนเธอบอกว่าชีวิตช่วงเด็กเธอโตมาในครอบครัวที่จนที่สุดในบ้านบรรดาญาติๆ ครอบครัวของตัวเองจึงก็ต้องทำงานแม่กับพ่อก็ต้องทำงานจึงไม่ค่อยมีเวลาให้เท่าไหร่ลูกๆ เท่าไหร่ ฉะนั้นภาพลูกที่มีพ่อแม่สอนทำการบ้านจึงไม่มีสำหรับชีวิตเธอ

"ที่บ้านเต้นก๋งเต้นเขาเปิดร้านข้าวต้มกุ๊ยไว้และแม่เต้นก็ทำต่อหลังจากก๋งเสีย ดังนั้นพ่อแม่ก็ต้องทำงานเวลาเต้นทำการบ้านอะไรก็ไม่มีพ่อแม่มาสอนเพราะพ่อแม่ต้องทำงานเต้นจึงทำอะไรก็ต้องทำด้วยตัวเองมาตลอด อยากได้ของเล่นก็ไม่ได้นานๆ จะมีโผล่มาซักอัน และมีช่วงนึงที่เป็นวิกฤตของบ้านเลยคือบ้านเต้นล้มละลายเพราะแม่โดนโกงไปแล้วไม่มีเงินเลยที่จะไปโรงเรียนช่วงนั้นเต้นเรียนอาชีวะ และขนาดอาชีวะค่าเทอมไม่แพงด้วยนะแต่เต้นไม่มีเงินแม้กระทั่งไปโรงเรียน อย่างเงินไปโรงเรียนได้วันละ 80 บาทเต้นก็ไม่มี ก็เลยต้องออกจากโรงเรียนและก็ไปเรียน กศน. แทนเอาเพราะจะได้ไปทำงานหาเงินตั้งแต่อายุ 16 ค่ะ"

ชีวิตพลิกผันจากลูกเจ้าของร้านเป็นลูกจ้าง

จากชีวิตที่เป็นลูกเจ้าของร้านข้าวตุ้มกุ๊ยของเต้นนั้นก็เกิดการพลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อทางบ้านล้มละลายจึงทำให้ทางบ้านขัดสนทางการเงินอย่างหนัก และนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยน เธอบอกกับเราว่าเธอได้สัมผัสชีวิตที่เคยเป็นลูกเจ้าของร้านกลายเป็นลูกจ้างค่าแรงวันละ 120 บาท ที่ทำงานอย่างหนักตั้งแต่บ่ายสองถึงตีสอง

"อย่างที่บอกว่าบ้านเต้นขายข้าวต้ม พอก๋งเต้นเสียแม่เต้นก็ทำต่อพอทำต่อก็เป็นเจ้าของร้านเต้นก็เป็นลูกเจ้าของร้าน พอโดนโกงปุ๊บล้มละลาย เต้นก็ไปเป็นลูกจ้างร้านข้าวต้มอีกทีนึงซึ่งก็โหดมาก และตอนนั้นเรายังเด็กเขาก็เลยให้ค่าแรงเราน้อยวันละ 120 บาท แต่ต้องทำงานตั้งแต่จัดร้าน เช็ดจาน ล้างจาน ล้างแก้ว เก็บร้าน ขัดพื้น ทำตั้งแต่ร้านเปิดบ่ายสองเสร็จตีสองตีสามทำทุกวันและช่วงนั้นพ่อกับแม่ไม่มีรายได้พิเศษอะไร

คือพ่อเต้นเขาเป็นราชการแล้วเขากู้เงินมาเพื่อบำรุงร้านแล้วโดนโกงไป พอเงินเดือนออกมาก็โดนหักใช้หนี้ไปเหลือเดือนนึงไม่ถึงร้อยก็กลายเป็นเต้นคนเดียวที่หาเงินวันละ 120 เลี้ยงทั้งบ้าน มันดูแย่มากนะ แต่เต้นก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจชีวิตอะไรที่ทำไมชีวิตเราต้องเป็นแบบนี้ แต่รู้ว่าแค่ว่าแม่โดนโกงและพอเริ่มทำงานก็มาคิดว่ามันไม่ใช่เวลาที่เราจะต้องมานั่งคิดเรื่องพวกนี้ ตอนนี้ทำอะไรได้ก็ทำไปก่อนและตอนนั้นเต้นก็เริ่มประกวดร้องเพลงไปด้วยตามงานวัดตามโรงเรียน เวลาจะไปประกวดก็จะบอกทางร้านข้าวต้มว่าขอไปประกวดนะหรืออาจจะกลับมาทำทีหลัง ประกวดเสร็จก็จะกลับมาทำงานเด็กเสิร์ฟต่อค่ะ"

ร้องเพลงคือทางออกชีวิต

เพราะการรู้ว่าตัวเองมีใจที่ชอบการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก และมีคุณน้าที่เคยมีประสบการณ์ประกวดร้องเพลงจึงทำให้เต้นได้ฝึกทักษะการร้องเพลงจึงค่อยๆ เริ่มต้นจากเวทีเล็กๆ และเธอยังเล่าอีกว่าแม้กระทั่งการประกวดสวดมนต์ภาณยักษ์เธอก็ไป เพื่อหารายได้เพื่อดูแลทุกคนในครอบครัว

"ช่วงตอนประถม ป.5 ก็เริ่มไปสมัครร้องเพลงรู้สึกว่าอยากเด่นบ้างเป็นเด็กอ้วนๆ ที่ไม่มีใครสนใจเท่าไหร่พยายามหาตัวเองว่าจะทำยังไงให้คนสนใจได้บ้างก็เลยร้องเพลงนี่แหละ ตอนแรกไปสมัครสวดมนต์สรภัญญะและด้วยความที่เต้นอยู่ต่างอำเภอก็ไปไม่ทันเพราะเขาจะสวดแข่งกันตอนเช้า และก็ไปประกวดร้องเพลงหมู่เพลงภูมิแผ่นดินนวมินทร์เขาก็ให้เราเป็นต้นเสียง จนมาช่วง ม.1 ก็มีประกวดร้องเดี่ยว

ประกวดเพลงสากลพอได้รางวัลของโรงเรียนก็เริ่มรู้สึกว่าทางนี้ใช่แล้วล่ะ และก็เห็นมีเวทีประกวดตอนนั้น Panasonic Star Challenge ในสมัยนั้นเต้นก็บอกแม่เลยว่าหนูจะไปแม่บอกไม่ต้องไปเพราะแม่ยังไม่เห็นความสามารถของเราเท่าไหร่ก็เลยไม่ค่อยสนับสนุน หลังจากนั้นเต้นก็เลยไปประกวดเองแต่แค่ขอแม่ว่าเดี๋ยวไปที่นี้นะแม่ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายใดๆ เดี๋ยวเก็บตังค์เองค่ะ"

แต่ชีวิตจริงนั้นยิ่งกว่าละคร ในขณะที่เธอนั้นต้องหารายได้จากการเป็นเด็กเสิร์ฟร้านข้าวต้มและร้องเพลงไปด้วยนั้น เธอเล่าว่าแม่ของเธอเกิดปัญหาสุขภาพ ต้องผ่าตัดมดลูกจึงทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ทำงานหนักๆ ไม่ได้ แม้ว่าใจอยากจะช่วยลูกด้วยการขับรถพ่วงข้างออกไปขายผลไม้ก็ตาม

"ช่วงชีวิตที่แย่ๆ ตอนนั้นมันก็ไม่ใช่ชอบการร้องเพลงนะคะ แต่มันต้องร้องเพลงเพื่อให้ได้เงินด้วยที่เราต้องดูแล พ่อแม่ น้องสาวและเต้นทั้งหมดสี่คน แต่มันแปลกที่เราไม่เครียดกับหนี้สินมรสุมต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเราและทำให้เราต้องมีชีวิตแบบนี้ แต่เต้นกลับคิดว่าครอบครัวเราต้องมาก่อน ต้องทำงานก่อนให้รอดไปก่อน และแม่ก็เริ่มเอาผลไม้ไปขายจะเป็นรถพ่วงข้าง แม่ขับไปขายตอนกลางวันเต้นก็ไปช่วยแม่ขาย พอกลางคืนก็ไปร้านข้าวต้มก็จะช่วยกันสองทาง และด้วยการที่แม่เต้นผ่าตัดมดลูกมาพอขายๆ ไปก็ไม่สบายเต้นก็เลยบอกให้เขาพักเดี๋ยวทำเอง จนสุดท้ายเพื่อนของพ่อเขาตั้งวงดนตรีขึ้นมาชื่อวงแบล็คโรส ลูกชายเจ้าของวงคือรุ่นลูกเขาก็มาชวนเต้นไปร้องเพลงกลางคืนและออกจากร้านข้าวต้ม งานร้องเพลงก็ด้วยค่าแรง120 บาทเหมือนกัน"


แต่ที่หนักว่านั้นถ้าวันไหนไม่มีลูกค้าเต้นจะได้แค่ครึ่งเดียว 60 บาท อยู่ตั้งแต่สองทุ่มถึงเที่ยงคืนรู้สึกสงสารตัวเอง แต่พอผ่านจุดนั้นมาวันนี้มันก็ขำๆ นะเพราะมันไม่ใช่อดีตที่เลวร้ายเลยสำหรับเต้น แต่สิ่งที่เลวร้ายกับเต้นก็คือแม่โดนโกง แต่การที่เต้นต้องทำงานเลี้ยงครอบครัวหรืออะไรก็แล้วแต่มันไม่ใช่อดีตที่เลวร้าย ทุกวันนี้เต้นขอบคุณมันด้วยซ้ำเพราะว่าอย่างทุกวันนี้เต้นเห็นเพื่อนบางคนเจอปัญหาแค่เล็กน้อยแต่มันเครียดจนจะเป็นจะตาย แต่เราไม่กลัวอะไรแล้ว เรามีความสุขท่ามกลางปัญหาได้เพราะเราผ่านมันมาทุกอย่างแล้วอะไรที่มันลำบากๆ ถึงขนาดไม่มีข้าวกิน เต้นเคยลำบากขั้นมีแต่ข้าวต้องกินข้าวกับน้ำปลาก็เคยมาแล้วค่ะ"

จุดเปลี่ยนชีวิตเด็กเสิร์ฟร้านข้าวต้มสู่นักร้องตัวจริง

หลังจากที่สาวเต้นไปได้เข้ามาเป็นนักร้องหญิงประจำวงดนตรีของเพื่อนพ่อแล้วนั้น จึงทำให้เธอมีรายได้วันละหลักร้อยก็ค่อยๆ ขยับขึ้นมาเป็น 300-500 บาท และมีการเดินสายร้องเพลงในจังหวัดใกล้เคียง ทำให้มีรายได้หลักหมื่นนี่ จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้เธอมีต้นทุนในการสานต่อความฝันที่อยากจะเป็นนักร้องด้วยการเดินทางไปประกวดตามเวทีดังๆ ระดับประเทศ แต่เธอก็บอกกับเราว่ากว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้เธอนั้นเคยหมดหวังและท้อแม้ถึงขั้นถอดใจจะเลิกประกวด

"ช่วงที่เต้นมีรายได้เพิ่มขึ้นก็สามารถตามความฝันตัวเองเต็มที่ค่ะ และก็ไม่ใช่การประกวดตามงานวัดแล้วขยับเข้ามาในกรุงเทพเวทีดังอย่าง The Star AF มาหลายปีเลยค่ะเวที First Stage Show ก็มา เพราะเต้นมีจุดประสงค์ชัดเจนคืออย่างเป็นนักร้องและก็ได้มาเกิดบนเวที Mic Idol แต่ตอนนั้นก็ทำงานร้องเพลงปกติ และก็เริ่มจะหมดหวังกับการประกวดและมีครั้งนึงที่เต้นมาประกวดแล้วมันไม่ได้ซักที เต้นนั่งรถทัวร์กลับบ้านร้องไห้ตลอดทางเพราะมันเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว

แต่ด้วยความที่เต้นเป็นคริสเตียนเราพี่น้องที่เป็นคริสเตียนให้กำลังใจเต้นเยอะมาก เขาก็ให้เต้นอธิษฐานกับพระเจ้า เต้นก็เลยอธิษฐานไป เต้นจะหมดหวังแล้วนะ ไม่ไหวแล้วนะ และหลังจากนั้นไม่นานไม่เกินเดือนก็มีเวที Mic Idol ขึ้นมาซึ่งตอนนั้นเต้นนั่งล้างจานอยู่หลังบ้านแม่ก็อยู่หน้าบ้านแม่ก็เรียก อีอ้วนมาดูนี่เร็วเรียกดังมาก แม่ก็บอกไปเลยนะๆ เต้นไปดูในเน็ตลองส่งเสียงออดิชั่นไปก็ได้ขึ้นไปบนตึกแกรมมี่นอกจากตรงจากล็อบบี้ครั้งแรก เพราะไม่เคยได้ขึ้นไป ก็ไปเจอเจอพี่ๆ ทีมงาน แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยไปรายการเซียนโอเกะ

ได้เข้าไปออดิชั่นก็ผ่านก็ได้เข้าได้เข้าประกวดเข้าชิง แชมป์หนึ่งสมัย คือเวที Mic Idol เขาจะหาแชมป์ทุกสัปดาห์ อย่างเต้นถ้าเต้นได้สองสมัยก็จะมีคนมาโค่นแชมป์ ถ้าโค่นไม่ได้ก็แชมป์สัปดาห์ที่สาม สัปดาห์ที่สี่ เต้นก็ไปได้ถึงแปดสัปดาห์ สัปดาห์ล่ะหมื่น แปดหมื่นตอนนั้นก็จัดว่าโอเคนะ และก็มีช่วงสุดยอด Mic Idol รวมหนึ่งปีก็ชนะอีก

และหลังจากประกวดเสร็จก็คิดว่าคงไม่มีอะไรต่อแล้วมั้ง แต่เหมือนกับพี่หญิง (โปรดิวเซอร์รายการ) เขาคุยกับพี่ฟองเบียร์ว่าน่าจะทำอะไรได้อีกน่าเสียดาย พี่ฟองเบียร์ก็เลยแต่งเพลงให้เพลงนึงชื่อเพลง นอนไม่หลับ ได้ร้องกับพลอย พอพี่หญิงมาบอกว่าเดี๋ยวจะทำอัลบั้มให้นะมันเป็นอะไรที่แบบว่าสุดยอด ขอบคุณพระเจ้า

นี่คือจุดเริ่มต้นที่เต้นได้มาเป็นศิลปินมีเพลงของตัวเอง และพอทุกวันนี้เต้นกลับไปบ้านและเจอคนที่เขาแบบเคยดูถูกเราว่า อย่างมึงหรอฝันลมๆ แล้งแต่พอเจอเขาก็จะแบบยินดีด้วยนะโอเคค่ะ ยินดีก็ยินดีค่ะ ไม่เป็นไรเอาจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นแรงผลักดันให้เต้นเลย เพราะเต้นไม่ได้คิดอะไรกับคำพวกนั้น เต้นคิดแค่ว่าอยากเป็นก็ต้องทำสิคิดง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรเยอะแยะถ้าคิดเยอะแล้วไงก็เครียดเปล่าๆ ค่ะ"

ฝ่าคำครหานักร้องต้องสวยเป๊ะด้วยรางวัลนักร้องแห่งปี 2012

และเมื่อเธอก้าวสู่การเป็นนักร้องหญิงเต็มตัว แม้เรื่องรูปลักษณ์ที่ไม่ได้เป๊ะผอมเพรียวแบบตามที่ตลาดนิยม แต่เธอก็ไม่ได้มองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นอุปสรรคในการทำงานร้องเพลง และพยายามตั้งใจทำงานผลงานออกมาจนในปี 2012 เต้นก็ได้รับรางวัลนักร้องแห่งปี จากเวทีไนน์เอ็นเตอร์เทนอวอร์ด

"มันเป็นอะไรที่เต้นไม่ได้คิดไม่ได้ฝันเลยแค่มีชื่อเข้าชิงก็ดีใจแล้ว ห้าคนที่เข้าชิงเต้นเป็นผู้หญิงคนเดียวจำได้มี พี่บี้ เดอะสตาร์ แค่พี่บี้ก็ดูน่าจะไม่ได้แล้วนะ กัน เดอะสตาร์ ชิน ชินวุฒิ จำได้ประมาณนี้ค่ะ ซึ่งก็ไม่ได้แยกชายหญิงด้วยมันเป็นอะไรที่ตกใจมากที่เป็นเราได้ ตกใจนมทะลักเลยวันนั้น (หัวเราะ) รู้สึกว่าตัวเองไม่มีสติเลยตอนนั้น ถามว่าตัวเองมีลุ้นมั้ยก่อนหน้านี้พี่ๆ ที่โบสถ์เขาอธิษฐานเผื่อนะ ขอให้ได้ก็ทำให้แอบมีหวังแต่ก็หวังแบบเจียมตัวอยู่ แต่พอผลออกมาเป็นเราก็ตื่นเต้นมันใช่หรอ และก็ยังมีคลิปอยู่ในยูทูป เต้นยังเปิดดูทุกวันนี้วิธีการพูดรู้สึกแย่มาก พูดด้วยความตื่นเต้น

ทุกวันนี้สำหรับเต้นนะคะอุปสรรคมันไม่ได้ทำให้เราแข็งแรงขึ้น มันทำให้เราอ่อนแอจริงๆ แต่การคิดบวก การคิดดี ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ถ้าเราไม่โฟกัสสิ่งที่เราเจอสิ่งที่เราโดน แล้วเราไปโฟกัสที่เรารู้สึกว่าไม่เป็นไรผ่านไปได้ ทุกปัญหามันมีทางออก ไม่ใช่วันนี้ก็พรุ่งนี้ปัญหามันมีเวลาของมัน เวลาอาจจะช้า อาจจะเป็นปีหน้าแต่มันต้องผ่านแน่นอน มันมาได้มันก็ต้องไปได้การคิดบวกคือสิ่งสำคัญมากค่ะ"

ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ทีมงาน Sanook! News ได้พูดคุยเรื่องราวชีวิตของเธอคนนี้ เราบอกได้ว่านอกจากความสามารถของเธอที่มีอยู่ในตัวแล้วนั้น เรื่องราวชีวิตของสาวเต้นนั้นก็คงจะเป็นตัวอย่างให้ใครๆ หลายๆ คนที่กำลังท้อแท้ในชีวิต เพราะบางครั้งที่เราคิดว่าปัญหาที่เราเจอหนักแล้ว ก็ยังมีอีกหลายคนที่เขาแย่กว่าเราอย่างเช่นชีวิตของสาวเต้นนี่เอง

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!