ศาลอุทธรณ์แก้สั่งริบทรัพย์สุพจน์อดีตปลัดคค.64ล.

ศาลอุทธรณ์แก้สั่งริบทรัพย์สุพจน์อดีตปลัดคค.64ล.

ศาลอุทธรณ์แก้สั่งริบทรัพย์สุพจน์อดีตปลัดคค.64ล.
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ศาลพิพากษาแก้ สั่งริบทรัพย์ 'สุพจน์ ทรัพย์ล้อม' อดีตปลัดคมนาคม กว่า 64 ล้าน ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทนายเตรียมสู้ฎีกา

ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีริบทรัพย์ ที่อัยการสูงสุด ได้ยื่นคำร้องเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 55 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของ นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม สมัยรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์, กับพวก รวม 7 ราย ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 และมาตรา 80(2) ซึ่งทรัพย์สินมีทั้งสิ้น 19 รายการ


สืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตรวจสอบทรัพย์สิน นายสุพจน์ หลังจากเกิดเหตุคนร้ายบุกปล้นบ้าน นายสุพจน์ ซึ่งผู้ต้องหาที่ร่วมทำผิดได้ให้การเกี่ยวกับทรัพย์สินว่า พบเงินสดในบ้าน นายสุพจน์ นับร้อยล้าน ซึ่ง นายสุพจน์ ไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ จึงชี้มูลความผิดว่า นายสุพจน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดย นายสุพจน์ ได้ยื่นคัดค้านคำร้อง อ้างว่าทรัพย์สินนั้นผู้คัดค้านได้มีมาแต่เดิมและได้มากว่า 10 ปี การขอให้ทรัพย์นั้นตกเป็นของแผ่นดินเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ทำให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้คัดค้านเคยยื่นบัญชีแสดงต่อคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ไปแล้ว ป.ป.ช.ไม่แสดงความเห็นคัดค้านแต่อย่างใด


ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างของ นายสุพจน์ เลื่อนลอย รวมทั้งการโต้แย้งและคัดค้านของ นายสุพจน์ไม่อาจจะนำมารับฟังได้ จนกระทั่งถึงวันยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2545 มาคิดคำนวณแล้วจะเป็นเงินประมาณ 5,000,000 บาทเศษ ก็น่าเคลือบแคลงสงสัยมากขึ้นไปกว่าเดิม เพราะเหตุใด นายสุพจน์ จึงมีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วจะมีทรัพย์สินรวมกันจนถึงวันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติว่าร่ำรวยผิดปกติเมื่อปี พ.ศ. 2545 มีมูลค่าสูงถึงที่ศาลนำมาวินิจฉัยจำนวน 46 ล้านบาทเศษ ศาลจึงพิพากษา ให้ทรัพย์สินตามคำร้องของอัยการสูงสุด 19 รายการ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 46,141,038.83 บาท ของ นายสุพจน์ และที่มีชื่อของภรรยา, บุตรสาว และบุตรเขยของ นายสุพจน์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นนั้น ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยให้ นายสุพจน์ ส่งมอบทรัพย์สินต่อกระทรวงการคลัง


ต่อมา นายสุพจน์ และครอบครัวได้ยื่นอุทธรณ์ โดยนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันนี้ ฝ่ายของ นายสุพจน์ มีเพียง นายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความผู้รับมอบอำนาจ เดินทางมาศาล


ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าทรัพย์ตามคำร้องได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าและเกิดจากความร่ำรวยผิดปกติ จึงต้องสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน


แต่ที่ศาลชั้นต้น พิพากษาให้ทรัพย์สินรวม 46,141,038.83 บาท ตกเป็นของแผ่นดินโดยนำบัญชีเงินฝาก 3 บัญชี ที่ปิดแล้วจำนวน 15,857,548.69 บาท หักออกจากมูลค่าทรัพย์สิน ที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วย เมื่อฟังได้ว่านายสุพจน์ ผู้คัดค้านที่ 1 ร่ำรวยผิดปกติ แม้ภายหลังมีการปิดดังกล่าวแล้วก็ต้องนำเงิน 15,857,548.69 บาท มารวมอยู่ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติด้วย ส่วนรถยนต์ยี่ห้อ VOLK SWAGEN มูลค่า 3 ล้านบาท แม้ไม่มีชื่อของ นายสุพจน์ เป็นเจ้าของ แต่ฟังได้ว่ามีการมอบรถให้ นายสุพจน์ ใช้อย่างถาวร จึงเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ เมื่อนำทรัพย์สินดังกล่าวกับมูลค่าทรัพย์สินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จะรวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 64,998,587.52 บาท


ศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้รถยนต์ยี่ห้อ VOLK SWAGEN มูลค่า 3 ล้านบาท รวมกับทรัพย์สินอื่นตามคำสั่งศาลชั้นต้น รวมมูลค่าทั้งสิ้น 64,998,587.52 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน


ภายหลัง นายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความของ นายสุพจน์ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้มีการพิจารณาเพิ่มทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งขณะนี้ได้ขอคัดคำพิพากษาฉบับเต็ม เพื่อตรวจดูรายละเอียดที่จะพิจารณาประเด็นยื่นฎีกาต่อสู้ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ป.ป.ช. ได้มีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 55 ว่า นายสุพจน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินซึ่งไม่สามารถชี้แจงที่มาได้จำนวน 64,998,587.52 บาท จึงส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน


สำหรับคดีอาญาปล้นบ้าน นายสุพจน์ หมายเลขดำ อ.347/2555 นั้น ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 56 ให้จำคุก 12 ปี และปรับ 60 บาท นายสิงห์ทอง หรือ เสธไก่ ใจชมชื่น จำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธและยานพาหนะ ส่วน นายเสาร์แก้ว นามวงค์ กับ นายสมบูรณ์ หรือ บูรณ์ ริยะเทน จำเลยที่ 2-3 จำคุก 9 ปี และปรับ 45 บาท สำหรับ นายบุญสืบ หรือ สืบ โจมกัน และ นายวณัญกฤต หรือ จ่อย บุตรกันหา จำเลยที่ 4 และ 6 ให้จำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันรับของโจร ส่วน นายวุฒิชัย หรือ วุฒิ พันธวารี และ น.ส.วาสนา สาเพิ่มทรัพย์ จำเลยที่ 5 และ 9 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน ขณะที่ นายชยธัช หรือ เอก จันนะชัย จำเลยที่ 8 ให้จำคุก 8 ปีฐานสนับสนุนการปล้นทรัพย์ ส่วน นายประพันธ์ เรียงเครือ จำเลยที่ 7 พิพากษายกฟ้อง โดยคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วเป็นคดีหมายเลขแดง อ.1119/2556


แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล