แฉหมดเปลือก! เส้นทางชีวิต ดีเจนุ้ย จากคนข่าวสู่ดีเจแถวหน้า

แฉหมดเปลือก! เส้นทางชีวิต ดีเจนุ้ย จากคนข่าวสู่ดีเจแถวหน้า
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

ต้องยอมรับว่าเป็นดีเจแถวหน้าอีกหนึ่งคนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นชัดเจนโดยเฉพาะเสียงหัวเราะอันเอร็ดอร่อยสำหรับ ดีเจนุ้ยหัวทอง หรือ ดีเจนุ้ย ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร ซึ่งเวลากว่า 7 ปีที่ ดีเจนุ้ย ได้คลุกคลีอยู่กับบทบาทนักจัดรายการวิทยุในรายการ แฉแต่เช้า แห่งคลื่น 94 อีเอฟเอ็ม ทำหน้าที่เป็นผู้แฉข่าวต่างๆ ของคนในวงการบันเทิงจนเป็นที่รู้จักโด่งดังนั้น เขายังเคยผ่านชีวิตการเป็นนักข่าวภาคสนามที่ต้องวิ่งตามสัมภาษณ์เอาไมค์จ่อปากดาราคนดังมาแล้วแบบนับไม่ถ้วน

สัปดาห์นี้ Exclusive Talk คนบันเทิง จึงขอจับตัว ดีเจนุ้ยหัวทอง มาแฉเรื่องราวเส้นทางชีวิตของตัวเองตั้งแต่วัยกระเตาะรวมไปถึงบทบาทจากคนข่าวไปสู่การเป็นดีเจแถวหน้าของเขานั้นต้องผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งเรารับประกันว่าเรื่องราวชีวิตของเขาอ่านแล้วจะนอกเหนือจากจะได้แง่คิดดีๆ ความสนุกสนานสไตล์การเล่าของเขาจะเรียกรอยยิ้มให้คุณได้อย่างแน่นอน

แฉวัยเด็ก กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก

ด้วยการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ค่อนข้างตามใจในเรื่องการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนจึงทำให้ ดีเจนุ้ย ค่อยๆ ซึมซับความกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก แม้จะยังไม่รู้ตัวตนว่าชอบว่าสิ่งที่พ่อแม่และคุณครูสนับสนุนตัวเองนั้นใช่สิ่งที่ชอบหรือไม่ก็ตาม 

"ส่วนตัวรู้สึกว่าตอนเด็กๆ จะเป็นคนที่ทำอะไรก็ค่อนข้างที่จะทำได้ครูก็เลยมองเห็นแวว แต่เราไม่รู้ตัวเองว่าเรามีศักยภาพตรงไหนบ้าง เหมือนเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยรู้ตัว เป็นคนที่แบบตอนเย็นเลิกเรียนมาแม่เราออกไปซื้อของกันก็ไปซื้อริบบิ้นซื้อก้านเหล็กซื้อใบไม้ปลอมกลับมาก็เอามานั่งทำดอกไม้ดอกกุกหลาบ (หัวเราะ) นั่งทำงานประดิษฐ์นั่งพันๆ พับๆ และก็รู้สึกมีความสุขมาก โตขึ้นมาอีกนิดบ้านอยู่กาญจนบุรีจะชอบดูพวกมหรสพความบันเทิง ลิเก ดูงิ้ว ปู่เป็นคนจีนปู่จะพาไปดูงานประจำปีของโรงเจแถวบ้านซึ่งจะเป็นหลานคนเดียวที่ไปกับปู่ เพราะปู่รู้สึกว่าเอาไปถูกคนเพราะเรานั่งดูแล้วมีความสุขซึ่งเราก็ชอบแบบไม่รู้ตัวอีกแล้ว

โตขึ้นมาหน่อยอยากเป็นนักร้องเทปแกรมมี่มีทุกม้วนทุกตลับเราต้องซื้อวิดีโอคาราโอเกะ เป็นวิดีโอสมัยก่อนก็ไปเดินมาบุญครอง อุ้ย! เพิ่งออกต้องซื้อมีเพลงที่เราชอบอยู่ในใจแม่เอาอันนี้ ชอบความเป็นเอ็นเตอร์เทนแต่เป็นคนที่ไม่รู้ตัวเองไม่ชอบที่จะออกไปหน้าห้องแต่เราจะได้รับการเชื้อเชิญไปหน้าห้องไปบนเวทีตลอดเวลาไปโดยที่ไม่รู้ตัวนะฮะ ไปถึงปุ๊บก็จะให้ร้องเพลงจำได้ว่าร้องเพลงช้าง (ลุกทำท่าเต้นและร้องเพลงประกอบ) ซึ่งเราเป็นคนที่เต้นพลิ้วสุดโดยที่ไม่รู้ตัว ครูก็จะเรียกเราออกมาหน้าเสาธงมาขึ้นเวที มาหน้าชั้น ให้เราแบบร้องเพลงทำนั่นนี่ เราก็เลยรู้สึกว่าเรามีความสุขที่จะได้ทำแต่ไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องเป็นนั้นเป็นนี้"

แฉชีวิตมหา'วิทยาลัยเด็กเรียนแต่แอบแสบ

เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่การเรียนในระดับมหา'วิทยาลัยจากความรู้สึกที่ชอบในการแสดงและกิจกรรมต่างๆ ในวัยเด็กกลับกลายหายไปเพราะมีแนวคิดเพียงว่าอยากจะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจึงเลือกที่จะทิ้งงานกิจกรรมทุกรูปแบบที่เคยทำ

"มหาลัยเราเริ่มหยุดเราเริ่มมีความรู้สึกว่าเราไม่ใช่ทำแต่กิจกรรมแบบนี้อีกแล้ว เริ่มตั้งใจเรียนเข้ามหาวิทยาลัยก็เรียนอย่างเดียวไม่ทำกิจกรรมอะไรเลยเข้าปีหนึ่งหวังใจว่าอยากจะได้เกียรตินิยมเพราะเชื่อว่าคนที่ได้เกียรตินิยมจะมีชื่อสลักไว้ที่หอสมุดมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คิดแค่นี้ฉันต้องมีชื่อสลักไว้ต้องได้เกียรตินิยม ก็เรียนๆ เลิกเรียนก็ไม่ทำกิจกรรมอะไรทั้งสิ้น และก็ได้เกียรตินิยมจริงๆ จากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุโทรทัศน์ ที่เลือกเรียนนิเทศเพราะจุดมุ่งหมายเราจะไปทางสายนิเทศ เราชอบทำการแสดงนั่นนี้และมีความสุขกับการได้ขับขานบทเพลง ซึ่งตอนเข้าเรียนใหม่ๆ ก็งงว่าเรียนอะไรมีทั้ง หนังสือพิมพ์ พีอาร์ โฆษณา และ วิทยุโทรทัศน์ ก็เลยเลือก วิทยุโทรทัศน์เพราะดูว่ามันเป็นเรายังไงบอกไม่ถูก

เรียนก็ตัดต่อไม่เป็นทุกวันนี้ก็ยังตัดต่อไม่เป็นทำไม่ได้ทั้งๆ ที่ต้องเรียนเบื้องหลังการตัดต่อเพราะว่าสิ่งที่นุ้ยทำคืออะไร อ่านข่าว สมมติหนึ่งกลุ่มสิบคน คนนึงเป็นคนควบคุมเวที คนนึงเป็นกล้อง คนนึงเป็นครีเอทีฟ เป็นโปรดิวซ์เซอร์ เป็นช่างแต่งหน้าเราจะวนอยู่ที่ช่างแต่งหน้ากับคนอ่านข่าว วันนึงก็ไปฝึกงานที่อาร์เอส ที่ทำรายการโทรทัศน์คนฝึกเขาก็ให้เพื่อนไปอยู่กองเอ็มวี ให้นุ้ยไปอยู่กองรายวันบันเทิงทำข่าวบันเทิง ชีวิตจับพลัดจับผลูหมดทุกอย่างพอไปอยู่กองรายวันบันเทิงก็ไปตีกับเขาอีกเพราะเราหนักไม่เอาเบาไม่สู้ ดึกก็ไม่ได้เช้าก็ไม่สู้ ออกข่าวสี่ทุ่มกลับทำไม่ได้ต้องกลับบ้านตื่นเช้ามาก็ไม่ตื่นและก็ค่อยๆ ขับรถอ้อยอิ่งฟังเพลง ปาน ธนพร ขับรถเข้าอาร์เอสตอนนั้นจำได้ จนที่ฝึกงานจบเราถามว่ารับนุ้ยเข้าทำงานมั้ยฮะ ก็ยังกล้าถามเขานะเขาบอกใครจะรับและก็ไม่ประเมินผลการฝึกงานให้ด้วยให้คนอื่นประเมินให้ ทุกวันนี้สนิทกันกับพี่คนนี้ก็แซวๆ ถามๆ พี่ๆ ยังไม่ประเมินผลการเรียนให้น้องเลย"

แฉชีวิตทำงานไม่ชอบอะไรแต่ได้อย่างนั้น

จากประสบการณ์ฝีกงานที่ต้องทำข่าวสายบันเทิงทำให้ ดีเจนุ้ย จึงค่อนข้างไม่ชอบเท่าไหร่นักจึงเลือกเส้นทางทำงานในสายครีเอทีฟ แต่ท้ายสุดแล้วเหมือนบางสิ่งกำหนดไว้เขาก็หนีไม่พ้นงานสายข่าวบันเทิงอยู่ดี

วันดีคืนดีเราก็จำไม่ได้ว่าเราเคยร่อนจดหมายมาที่บริษัทเอไทม์เมื่อไหร่อยู่ๆ เขาก็โทรตามบอกให้เข้ามาสมัครครีเอทีฟ และก็เข้ามาตอนนั้นก็คิดว่าจะไม่ทำข่าวบันเทิงเราไม่ชอบที่จะไปนั่งรอสัมภาษณ์ดารามันไม่ใช่เรา เราก็ถามเขาว่าได้อยู่คลื่นไหนหรอฮะเขาก็บอกว่าอีเอฟเอ็ม เราก็แบบอุ้ยตายล่ะคลื่นมีตั้งหลายคลื่น ทำไมเรายังอยู่อีเอฟเอ็ฟอีก ทำไมเรายังเป็นบันเทิง แต่ไม่เป็นไรแต่เราไม่ได้สมัครนักข่าวเราสมัครครีเอทีฟ อาทิตย์กว่าผ่านไปเขาก็เรียกกลับเข้ามาสัมภาษณ์ใหม่สรุปได้อยู่ฝ่ายข่าวบันเทิง

เอาอีกล่ะข่าวบันเทิงตำแหน่งที่อยู่จากเด็กที่เกรี้ยวกราดไฟแรงมากมาอยู่เอไทม์เราโดนรับน้องจากรุ่นพี่ที่นี้ และอะไรก็ไม่รู้ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องอยู่ที่นี้และเราก็ใช้ความอดทนจากเด็กที่ไม่มีความอดทนเลย มาอยู่เอไทม์นุ้ยมีความอดทนมากขึ้น อดทนกับคน อดทนกับอะไรก็ไม่รู้ที่แบบว่าทำให้เราก้าวมาถึงวันนี้ นุ้ยเดาว่าน่าจะวัยที่โตขึ้นมาและประสบการณ์ที่เราเคยทำงานที่อื่นมาเลยทำให้อยู่ดีๆ เราก็เกิดความอดทนขึ้นมาทั้งที่ตำแน่งที่เราอยู่สามวันคนออก ห้าวันคนออก หนึ่งเดือนคนออก แต่ทำไมนุ้ยอยู่ได้ยังไงทางสามแพร่งนี้

เราก็ทำงานตรงนี้ทำด้วยความอดทนและก็ทำมาเรื่อยๆ ปรากฏว่าวันนึงรุ่นพี่ที่เคยฝึกงานให้เรากระจายตัวไปอยู่ตามบริษัทต่างๆ และนุ้ยอยู่ที่เอไทม์มาได้ปีนึงเขาก็โทรตามเราเขาโทรมาตามนุ้ยไปแคสพิธีกรให้หน่อยจะให้ทำกับช่องทรูนุ้ยก็เลยไปแคส พอแคสปุ๊บเขาบอกว่าได้กลับมาบอก พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) ก็เดินเข้าไปบอกในห้องประชุม พี่ฉอดก็ถามคำเดียวว่าอยากทำหรือเปล่าเราบอกว่าเราอยากทำเพราะว่าเป็นพี่ที่เรารู้จักและเขาดูแลเราตั้งแต่เราฝึกงานและวันนี้เขาอยากให้เราไปช่วยทำ พี่ฉอดถามแค่ว่าอยากทำมั้ยไปทำเลยนี่คือโอกาสที่เอไทม์ให้กับนุ้ย ทั้งๆ ที่เราเป็นพนักงานประจำที่นี้ด้วย

แฉงานดีเจยิ่งเจอด่ายิ่งกลับดัง

ด้วยตัวตนที่เป็นคนหัวเราะแบบเอร็ดอร่อยแต่เมื่อนั่งแท่นบทบาทดีเจเต็มตัวของรายการแฉแต่เช้าแล้วนั้นกลับกลายเป็นว่าไม่ค่อยจะเป็นที่ชอบใจของผู้ฟังซักเท่าไหร่จึงทำให้ในปีแรกที่ ดีเจนุ้ย จัดรายการเขาจึงเป็นดีเจที่โดนด่าถึงขั้นนำไปตั้งกระทู้ในเว็บดัง

ฟีคแบ็คจัดรายการปีแรกคนด่าเยอะมากด่าขึ้นกระทู้จนเรานอยส์เลยนะฮะ ด่าเพราะว่าเราหัวเราะเยอะ และด่าเพราะว่าเรากดซาวน์เอฟเฟ็กต์เยอะมากคนฟังด่าเราตลอดหนึ่งปีเต็มๆ แต่เราก็รู้สึกว่าเราไม่จำเป็นว่าเราต้องเป็นแบบใคร เราก็จัดรายการในแบบคอนเซ็ปต์ที่เขาวางไว้ อยากได้คนที่ออกไปเห็นสถานการณ์จริงแล้วกลับมาเล่าข่าวได้ เราก็เล่าไปตามสไตล์ของเราปรากฏว่าคนไม่ชอบ คนรู้สึกว่านางเป็นใครทำไมถึงมาหัวเราะอยู่นั่นแหละ แต่มันก็มีความโชคดีของเราอีกที่เรารู้จักคนในวงการเบื้องหลังจากที่เราฝึกงานก็จะเชิญเราไปออกรายการโทรทัศน์ ออกไปออกมาเราก็ใช้ความเป็นตัวตนของเรา

คนก็เริ่มเข้าใจความเป็นตัวตนของเราว่านี่คือนุ้ย หลังจากที่เราจัดรายการหนึ่งปีแล้วโดนด่า จากนั้นไม่มีใครด่านุ้ยอีกเลยก็คือได้จากการแสดงตัวตนจากหลายๆ พื้นที่ๆ เขาให้เราโชว์ความเป็นตัวเองนะฮะ พอคนเริ่มเข้าใจเรามากขึ้นความโชคดีอีกอย่างคือการโดนด่าจนดัง โดนด่าจนคนรู้จักว่านี้คือนุ้ยที่จัดรายการแฉแต่เช้าเพราะว่าคนฟังแฉแต่เช้าเยอะมากบวกด้วยรายการดีรายการดังอยู่แล้วมันก็เลยส่งผลให้เราเป็นที่รู้จักมากขึ้นและเข้าใจในตัวตนของเรา ตอนนี้ก็ทำงานดีเจมาทั้งหมด 7 ปี แต่อยู่กับเอไทม์มา 9 ปี

พอเริ่มเป็นที่รู้จักในปีแรกที่จัดรายการวิทยุมีคนติดต่อมาให้เราไปเล่นหนังติดต่อเข้าแล้วที่นี้ทุกอย่างเริ่มตีกลับมาหัวเราตอนที่เราเด็กๆ เราชอบแสดงนะเรามีโรงลิเกหลังบ้านโรงงิ้วหลังบ้านเรามีความฝันที่เราอยากทำแบบนี้ แต่เราแค่ลืมมันไปในช่วงเวลานึง ซึ่งสำหรับนุ้ยๆ ว่านุ้ยโชคดีจังเลยที่นุ้ยลืมช่วงเวลานั้นไปเราไม่ได้มุ่งมันตั้งแต่เด็กแล้ววันนึงความฝันนั้นจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้แต่เราลืมไปแล้ว แต่แล้ววันนึงความฝันนั้นมันปรากฏขึ้นเราก็เลยรู้สึกว่าเราเป็นโชคดี และที่สำคัญต้องขอบคุณพ่อและแม่ที่เขาซัพพอร์ตในเรื่องกิจกรรมความชอบของเรา เราก็เลยไม่ใช่คนที่เก้อเขินทำได้หมดทุกอย่างเล่นเอ็มวีก็เล่นมาแล้วหนังก็เล่นละครก็เล่น

ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้มาคือจะบอกว่านุ้ยเป็นคนที่ตามใจตัวเองอาจจะเป็นคนโดนตามใจมาเยอะก็เลยตามใจตัวเองเพราะอย่างปีเนี่ยนุ้ยรู้สึกว่าเราอยากทำงานเราก็จะรับงานเยอะหน่อยอยากเล่นละครแล้วรู้สึกว่าเรามีความสุขจังเลยซึ่งเงินละครไม่ได้เยอะอะไรเท่าไหร่ แต่นุ้ยวางพื้นฐานให้ตัวเองว่าเน้นเลยนะฮะว่าเราต้องมีความสุขที่เราจะได้ทำเราถึงจำทำออกมาแล้วดี ถ้าทำแล้วไม่มีความสุขงานไหนที่เรารู้สึกว่าเราโดนบังคับนุ้ยจะไม่ทำและไม่รับ

แฉทรงผมนุ้ยหัวทองได้มาแต่ใด

ทิ้งท้ายเรื่องแฉด้วยทรงผมทรงกะลาครอบที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของ ดีเจนุ้ย ที่หลายๆ คนแอบสงสัยเป็นเพราะความมั่น ความกล้า หรือได้แรงบันดาลใจมาจากอะไรจึงเลือกตัดผมตัวเองทรงนี้

ผมทรงนี้เริ่มจากไปเกาหลีก่อนแล้วไปช่วงแบบที่นักเรียนเกาหลีเขาแบบกำลังปิดเทอมและผมเขากำลังยาวแล้วจำได้ตอนนั้นนุ้ยปาดผมปัดด้านข้าง แต่ด้านข้างๆ เริ่มได้ล่ะเริ่มเป็นเหมือนเขาเพราะข้างๆ เขาจะค่อนข้างจะสั้นแต่ข้างบนจะยาวแต่เขาจะหน้าม้าหมด นักเรียนเขาจะเป็นทรงหน้าม้าหมดเลยที่เราก็ได้อินสไปรสเรชั่นมา ซึ่งนุ้ยก็ไม่รู้นะว่าเป็นทรงฮิตหรือทรงบังคับของเขา ที่นี้กลับมาเรารู้สึกว่าเราใกล้แล้วนะเราเหลือแค่เป็นม้าเท่านั้นเองที่นี้เราทำเราไม่ได้ทำเหมือนเขาแต่เราทำเกินเขา (หัวเราะ)

ช่างก็ลังเลที่จะตัดให้นุ้ยเหมือนกันและก็น้อยคนเหลือเกินที่จะตัดทรงกะลาครอบแต่นุ้ยก็ตัดแบบไม่ลังเล จังหวะตัดไม่เท่าไหร่แต่จังหวะละครเข้าแรกเป็นทรงนี้ก็ต้องทรงนี้ไปทั้งเรื่องและในระหว่างเล่นอยู่เรื่องที่สองต่อมาทรงผมนี้ก็ยังเปลี่ยนไม่ได้เรื่องที่สองจบไม่จบดีเรื่องที่สามติดต่อมาอีกล่ะเล่นต่อไปอีก จนวันนี้นุ้ยน่าจะอยู่กับทรงนี้ไปอีกสองเรื่อง ส่วนสีผมนุ้ยเปลี่ยนไม่ได้อยู่แล้วเพราะว่าคนจะจำไม่ได้ เป็นคนเปลี่ยนสีผมแล้วทุกคนเดินผ่านทันทีฮะ