ศาลฎีกาให้กทม.ชดใช้12.6ล.เหตุโป๊ะล่มปี38

ศาลฎีกาให้กทม.ชดใช้12.6ล.เหตุโป๊ะล่มปี38

ศาลฎีกาให้กทม.ชดใช้12.6ล.เหตุโป๊ะล่มปี38
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ศาลฎีกา พิพากษาคดีแพ่ง กรณีฟ้อง บ.เรือด่วน เจ้าพระยา กทม. โป๊ะล่ม เมื่อปี 2538 จนมีคนตาย ให้ กทม. ชดใช้ 12.6 ล.

ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่ นางไสว ภู่สุวรรณ์ หรือ วุฒิสาหะ มารดาของ น.ส.รัชนี ภู่สุวรรณ์ ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์โป๊ะเทียบเรือท่าพรานนกล่ม ขณะรอลงเรือด่วนเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 38 พร้อมพวก ซึ่งเป็นญาติผู้เสียหายอื่นอีก รวม 12 ราย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท สุภัทรา จำกัด, บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด, กรุงเทพมหานคร (กทม.) และกรมเจ้าท่า เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดเรื่องละเมิด ที่เกิดจากความประมาทและการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่ โดยขอให้จำเลย ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพให้แก่โจทก์ทั้ง 12 ราย

โดยระหว่างการพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้อง บริษัท สุภัทรา จำกัด จำเลยที่ 1 และบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด จำเลยที่ 2 เนื่องจากได้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับโจทก์บางส่วนแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และ 2 ออกจากสารบบความ ส่วนกรมเจ้าท่า จำเลยที่ 4 นั้น ศาลได้ยกฟ้อง เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ขณะที่ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ กทม. จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และ 2 จำนวน 1,165,500 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 627,549 บาท, โจทก์ที่ 4 และ 5 จำนวน 1,920,000 บาท, โจทก์ที่ 6 จำนวน 1,200,000 บาท, โจทก์ที่ 7 จำนวน 1,214,000 บาท, โจทก์ที่ 8 จำนวน 2,080,000 บาท, โจทก์ที่ 9 จำนวน 860,000 บาท, โจทก์ที่ 10 จำนวน 698,442 บาท , โจทก์ที่ 11 และ 12 จำนวน 2,850,750 บาท รวมเงินที่ กทม. จำเลยที่ 3 ต้องชดใช้โจทก์ทั้ง 12 ราย ทั้งสิ้น 12,616,241 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้องเมื่อปี 2539

ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาสำนวนแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า บริษัท สุภัทรา จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อสร้างท่าเทียบเรือพรานนกที่เกิดเหตุ ตามแบบแปลนที่ กทม. จำเลยที่ 3 กำหนด โดยได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า จำเลยที่ 4 และบริษัท สุภัทรา จำเลยที่ 1 ยกสิ่งก่อสร้างให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ กทม. จำเลยที่ 3 ซึ่งสัญญาเช่าฉบับสุดท้ายสิ้นอายุสัญญาเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 38 โดยท่าเทียบเรือเป็นศาลาตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีสะพานปรับระดับขึ้นลงตามกระแสน้ำเชื่อมระหว่างท่าเทียบเรือกับโป๊ะเทียบเรือ ซึ่งเป็นทุ่นลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เดินข้ามทางเข้าท่าเทียบเรือ มีช่องเก็บค่าโดยสารและตรวจนับผู้โดยสารที่จะเดินทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเรือด่วนของบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำเลยที่ 2 เป็นกิจการในเครือของบริษัท สุภัทรา แล่นไปกลับระหว่าง จ.นนทบุรี และ กทม. (สาธร) โดยมีป้ายติดประกาศไว้ว่ารับน้ำหนักผู้โดยสาร 60 คน

ต่อมาวันเกิดเหตุ 14 มิ.ย. 38 เวลาประมาณ 07.00 น. ผู้ตายทั้ง 12 และผู้โดยสารอื่นกว่า 100 คน รอลงเรืออยู่บนโป๊ะเทียบเรือที่เกิดเหตุ ขณะนั้นมีเรือด่วนแล่นมาจาก จ.นนทบุรี จะไปสาทรเข้าจอดที่โป๊ะเทียบเรือ ในเวลาเดียวกันมีเรือด่วนอีกลำหนึ่งที่แล่นมาจากสาทรจะไป จ.นนทบุรี เข้าจอดที่โป๊ะเทียบเรือ ผู้โดยสารที่รออยู่บนโป๊ะต่างกรูไปอยู่ริมโป๊ะเพื่อลงเรือด่วนทั้งสองลำ ทำให้โป๊ะเทียบเรือเอียงและจมลงในแม่น้ำเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้ง 12 รายจมน้ำถึงแก่ความตาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

เมื่อทราบว่าโป๊ะท่าเทียบเรือพรานนกที่เกิดเหตุไม่อยู่ในสภาพที่จะให้บริการประชาชนได้ เนื่องจากมีสภาพเก่าชำรุด การก่อสร้างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กทม. จำเลยที่ 3 จะต้องสั่งให้หยุดการใช้งานและสั่งให้มีการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง แต่ กทม. จำเลยที่ 3 กลับปล่อยให้ บริษัท สุภัทรา จำเลยที่ 1 และบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำเลยที่ 2 ใช้โป๊ะเทียบเรือที่เกิดเหตุเปิดบริการแก่ประชาชนเพื่อรอขึ้นลงเรือข้ามฝากและเรือด่วนเจ้าพระยา โดยไม่ได้มีคำสั่งให้ซ่อมแซมแต่อย่างใด จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายเพื่อป้องกันคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนโดยประมาทเลินเล่อ จนเป็นเหตุให้โป๊ะเทียบเรือจมลงแม่น้ำเจ้าพระยาและผู้ตายซึ่งอยู่บนโป๊ะเทียบเรือจนน้ำถึงแก่ความตาย

ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า กทม. จำเลยที่ 3 เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การจัดให้มีการบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ การขนส่ง การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ การควบคุมความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการอนามัยในโรงมหรสพ และสาธารณสถานอื่น ๆ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ. 2528 มาตรา 89 (3)(6)(8)(9) และ (20) ซึ่งท่าเทียบเรือเป็นที่สาธารณสถาน จำเลยที่ 3 จึงต้องมีหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวมทั้งควบคุมความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่ประชาชนผู้มาใช้ท่าเทียบเรือและโป๊ะเทียบเรือ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าท่าเทียบเรือที่เกิดเหตุมีช่องเก็บค่าโดยสารและตรวจนับผู้โดยสารที่เรียกว่าช่องแก๊ก ซึ่งมี 2 ช่อง ผู้โดยสารที่จะลงไปบนโป๊ะเทียบเรือจะต้องผ่านช่องแก๊กนี้เท่านั้น อันเป็นมาตรการที่จำเป็นและสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารลงไปอยู่บนโป๊ะเทียบเรือจำนวนมากเกินกว่าจะรับน้ำหนักได้ ส่วนผู้โดยสารที่จะขึ้นจากเรือมาที่ท่าเทียบเรือจะเดินผ่านทางประตูตะแกรงเหล็ก ซึ่งอยู่ระหว่างช่องแก๊กทั้งสองช่อง โดยลูกจ้างของบริษัท สุภัทรา จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ควบคุมการเลื่อนเปิดปิดประตู แต่เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงจึงได้รื้อถอนสิ่งกีดขวางต่างๆ ในทางขึ้นลงท่าเทียบเรือได้แก่ประตูช่องเก็บเงิน เพื่อดำเนินการเป็นท่าเทียบเรือสาธารณะตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)

โดยจำเลยที่ 3 ทราบอยู่แล้วว่าโป๊ะเทียบเรือที่เกิดเหตุรับผู้โดยสารได้เพียง 60 คน และมีประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก จำเลยที่ 3 ย่อมเล็งเห็นว่า หลังจากรื้อถอนช่องแก๊กและประตูตะแกรงเหล็กออกไปจะทำให้ประชาชนสามารถผ่านท่าเทียบเรือลงโป๊ะเทียบเรือได้โดยสะดวก หากประชาชนลงโป๊ะเทียบเรือมากเกินน้ำหนักที่จะรับได้ย่อมทำให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องจัดให้มีมาตรการในการควบคุมดูแลความปลอดภัยของประชาชนในการใช้ท่าเทียบเรือไม่ให้ผู้โดยสารไปอยู่บนโป๊ะเทียบเรือเกินกว่า 60 คน โดยต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก จัดระเบียบ ควบคุมนับจำนวน ห้ามผู้โดยสารฝ่าฝืนคำแนะนำต่าง ๆ และจัดหาอุปกรณ์เพื่อจำกัดจำนวนผู้โดยสารไม่ให้ลงโป๊ะเทียบเรือเกินจำนวน

กระทั่งเช้าวันเกิดเหตุ 14 มิ.ย. 38 มีผู้โดยสารเดินผ่านบริเวณช่องแก๊กและประตูตะแกรงเหล็กที่ถูกรื้อถอนนออกไปลงโป๊ะเทียบเรือเกินจำนวนที่โป๊ะเทียบเรือจะรับน้ำหนักได้ ประกอบกับมีเรือด่วนแล่นมาเทียบสองลำในเวลาเดียวกัน ทำให้มีผู้โดยสารไปออกันริมโป๊ะเทียบเรือจำนวนมากเป็นเหตุให้โป๊ะเทียบเรือเอียงและจมลง ซึ่งเป็นผลโดยตรงที่เกิดจาก กทม. จำเลยที่ 3 สั่งให้บริษัท สุภัทรา จำเลยที่ 1 รื้อถอนช่องแก๊กและประตูตะแกรงเหล็กกันผู้โดยสารออกไป โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีมาตรการอื่นเพื่อทดแทน จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการป้องกันสาธารณภัยและควบคุมความปลอดภัยสาธารณสถานตามกฎหมาย ถือว่า จำเลยที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์

ส่วนที่ กทม. จำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาว่า มีการติดป้ายประกาศไว้ที่โป๊ะเทียบเรือแล้วว่ารับน้ำหนักได้ไม่เกิน 60 คน ซึ่งการที่ผู้โดยสารลงไปบนโป๊ะเทียบเรือจำนวนมากถือว่าผู้โดยสารยอมเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นเอง จึงเป็นความประมาทของผู้ตายและผู้บาดเจ็บนั้น

ศาลเห็นว่าการติดป้ายประกาศไว้เพียงอย่างเดียวย่อมไม่อาจป้องกันและควบคุมประชาชนจำนวนมากที่ต้องการใช้บริการเรือด่วนไม่ให้ลงไปอยู่บนโป๊ะเทียบเรือได้ กทม. จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจอ้างการติดป้ายประกาศดังกล่าวมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นความรับผิดได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ตายและผู้บาดเจ็บเป็นฝ่ายประมาท และที่ กทม. จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ในคดีอาญาที่ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ตายและผู้บาดเจ็บมีส่วนประมาทนั้น จึงต้องผูกพันโจทก์ทุกสำนวนในคดีนี้ด้วยนั้น

ศาลฎีกา เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ว่าผู้ตายและผู้บาดเจ็บมีส่วนประมาทหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นโดยตรงในคดีอาญา ศาลฎีกาวินิจฉัยเพียงว่าเหตุที่เกิดขึ้นเพราะมีคนลงไปอยู่บนโป๊ะเทียบเรือมากกว่า 100 คน เกินกว่าที่โป๊ะเทียบเรือจะรับน้ำหนักได้ รวมทั้ง กทม. จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีอาญา จึงไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าว ดังนั้น คำพิพากษาในส่วนคดีแพ่งศาลจึงไม่ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

เมื่อข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยมาข้างต้นรับฟังได้ว่า กทม. จำเลยที่ 3 เป็นฝ่ายประมาทโดยผู้ตายและผู้บาดเจ็บไม่มีส่วนประมาทด้วย จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้ง 12 ราย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนดังกล่าว

ภายหลัง นายวัชระ สุคนธ์ ทนายความโจทก์ เปิดเผยว่า ตนรับเป็นทนายความคดีนี้ตั้งแต่ครั้งยังเป็นทนายความอาสา ซึ่งก็ว่าความมาให้ตลอดทุกชั้นศาล โดยคดีนี้โจทก์บางรายก็ถอนตัวไป และศาลจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และ 2 เพราะเขาจ่ายค่าเสียหายให้กับโจทก์มาแล้วตั้งแต่ช่วงแรก ส่วนคดีอาญาก็ระงับไปแล้วตามสัญญาประนอมความ คงเหลือเพียงคดีแพ่งที่กรุงเทพมหานครที่ยังต่อสู้คดีอยู่และศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานในคดีนี้แล้ว ส่วนกรมเจ้าท่าจำเลยที่ 4 ศาลยกฟ้องเนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเหตุเกิดที่ท่าเทียบเรือ ไม่ใช่เกิดระหว่างเล่นเรือ

นายวัชระ กล่าวอีกว่า สำหรับค่าเสียหายศาลได้พิพากษาให้คิดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ร่วม โดยนับตั้งแต่วันฟ้อง ปี 39 โดยคำนวณจากเงินต้นไปร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมเป็นเวลาร่วม 20 ปี ซึ่งต่อไปนี้ตนจะขอศาลออกคำบังคับและหมายบังคับคดีเพื่อเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ล่าสุดศาลออกคำบังคับส่งให้กรุงเทพมหานครแล้ว ขอวอนท่านผู้ว่าฯ ได้โปรดเร่งรัดจ่ายเงินให้ฝ่ายผู้เสียหายด้วย เพราะเงินของกรุงเทพมหานคร อาจต้องผ่านที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร

"คดีนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า แม้บริษัทเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินกิจการท่าเรือเดินเรือ แต่ส่วนราชการในฐานะผู้ให้สัมปทานก็ต้องเข้าไปตรวจตรา จะปล่อยปละละเลยอ้างว่าให้สัมปทานแก่เอกชนแล้วไม่ได้ หรือจะปัดความต้องรับผิดชอบไม่ได้" ทนายความกล่าว


แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล